แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำแถลงของ ศรส. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำแถลงของ ศรส. แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๓ เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และกลุ่มผู้สนับสนุน กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย

แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๓
เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และกลุ่มผู้สนับสนุน กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย

----------------------------------------

ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลัง ทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม

​นับตั้งแต่วันที่ได้มีการจัดตั้ง ศอ.รส. เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญดังกล่าว ศอ.รส. ก็ได้ทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการทั้งปวงให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมาในระดับหนึ่ง และจากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน มีข้อมูลเพียงพอที่บ่งชี้ได้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือการวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๒ องค์กร คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ดังที่ ศอ.รส. ได้มีแถลงการณ์ ฉบับที่ ๑ และฉบับที่ ๒ เสนอข้อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการในแนวทางที่จะทำให้ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้นและยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ได้คลี่คลายหรือยุติลง นั้น

ศอ.รส. ยังคงมีข้อห่วงใยและข้อวิตกกังวลต่อการวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญซึ่งได้มีการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ไม่อาจบรรลุผล ดังนี้

ประการที่หนึ่งในการใช้อำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ยังคงใช้วิธีพิจารณาและทำคำวินิจฉัยตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐  ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้กำหนดขึ้นเอง ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องตราพระราชบัญญัติดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี นับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๑๖ ประกอบกับมาตรา ๓๐๐  ซึ่งนับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ ๗ ปีแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ดำเนินการผลักดันให้มีการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได การกำหนดวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในรูปของกฎหมายนั้น ก็เพื่อควบคุมการใช้อำนาจของศาล ทำนองเดียวกับศาลยุติธรรมและศาลปกครอง เมื่อวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ในรูปของกฎหมาย จึงทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนต่อการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรมและถูกต้องตามหลักความยุติธรรมหรือไม่ อีกทั้งการไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า

ด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกโดยรัฐสภาอาจส่งผลให้การพิจารณาวินิจฉัยคดี ไม่มีมาตรฐาน   ขาดความชัดเจนในกระบวนการพิจารณา เพราะไม่มีกรอบแห่งการใช้อำนาจ อาทิเช่น ไม่มีกำหนดระยะเวลาในกระบวนการพิจารณาในคดีแต่ละประเภทอย่างชัดเจนทำให้บางคดีได้กระทำด้วยความรีบเร่งผิดปกติ หรือการทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ชัดเจนว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนได้ทำคำวินิจฉัยส่วนตน พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ วรรคสอง กำหนดไว้หรือไม่ เพียงใด หรือไม่มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการเผยแพร่คำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตนในราชกิจจานุเบกษา ทำให้บางคดีมีการนัดฟังคำวินิจฉัยไปแล้วหลายเดือน แต่ไม่มีการประกาศคำวินิจฉัยกลางในราชกิจจานุเบกษาตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ วรรคสาม กำหนดไว้ ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือการพิจารณาคดีโดยไม่มีกฎหมายรองรับทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามีปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมเสียเอง

ประการที่สอง จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สำคัญในหลายคดีที่ผ่านมา ก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากว่า มีปัญหาในเรื่องความยุติธรรม หลายคดีวินิจฉัยก้าวล่วงการใช้อำนาจอธิปไตยขององค์กรอื่นโดยไม่มีอำนาจ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมในหลาย ๆ คดี อาทิเช่น

​๑.​คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการสืบพยานในคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจเชื้อพระวงศ์ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดีดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์                      ของพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งได้ประกาศใช้มานานกว่า ๒๐ ปี และมีการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวมาตลอด ว่ามีเหตุผลความจำเป็นในการตรากฎหมายฉบับนี้อย่างไร แต่คำวินิจฉัยกลับมุ่งคุ้มครองจำเลยในคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจเชื้อพระวงศ์ซาอุดิอาระเบีย ว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพจากการนำประเด็นในคดีนี้ไปสืบพยานโจทก์ในต่างประเทศ โดยมิได้คุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) ทำให้บรรดาพยานหลักฐานและเอกสารที่ได้มาจากการไปสืบพยานในต่างประเทศเป็นอันรับฟังไม่ได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้จำเลยในคดีอาญาโดยเฉพาะจำเลยในคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจเชื้อพระวงศ์ซาอุดิอาระเบียได้รับประโยชน์โดยตรง  อีกทั้งยังเป็นการปิดปากพยานโจทก์ปากสำคัญไปโดยปริยายอีกด้วย คำวินิจฉัยดังกล่าวนอกจากจะมีผลกระทบต่อรูปคดีแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย และต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะต่อการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาในแนวทางสากลเป็นอย่างยิ่ง และทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดิอาระเบียซึ่งเพิ่งจะปรับตัวดีขึ้นกลับจะต้องเสื่อมโทรมลงไปอีก

๒.​คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นคำวินิจฉัยที่น่าจะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลว่า
​​(๑)​การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งหมายความว่า บุคคลต้องยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดก่อน ภายหลังอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่ามีมูล อัยการสูงสุด   จึงจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นการคานอำนาจศาลรัฐธรรมนูญตามหลักสากล การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเสนอคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง บุคคลมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยตรง โดยไม่ต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตามแนวการวินิจฉัยเดิม ซึ่งเคยวินิจฉัยว่าต้องเสนอผ่านอัยการสูงสุด
(๒)​การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา โดยรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าวได้ ซึ่งจะแตกต่างจากการตราพระราชบัญญัติทั่วไป

​​(๓)​การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องในเรื่องดังกล่าวโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘  อันเป็นเรื่องของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น มาตรา ๖๘ เป็นเรื่องข้อห้ามและบทลงโทษการใช้สิทธิและเสรีภาพ ไปกระทำการล้มล้างการปกครองประชาธิปไตย หรือกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ  แต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ใช่การใช้สิทธิและเสรีภาพ  หากแต่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐสภาตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งในประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในคำร้องที่ ๒๙/๒๕๕๖ มีคำสั่งไม่รับคำร้องในลักษณะเดียวกันนี้ไว้วินิจฉัย ดังนั้น การวินิจฉัยในประเด็นนี้ของศาลรัฐธรรมนูญจึงกลับไปกลับมาโดยไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

๓.​คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่  ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นคำวินิจฉัยที่น่าจะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลว่า
​​(๑)​ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณา ทั้งๆที่กรณีมิใช่เรื่องที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๔๕
​​(๒) การที่ศาลรัฐธรรมนูญนำเอากรณีที่ไม่สามารถรับสมัครเลือกตั้งได้ใน ๒๘ เขตเลือกตั้งมาอ้างว่าถ้ามีการเลือกตั้งทั่วไปใน ๒๘ เขตเลือกตั้งในภายหลัง จะทำให้การเลือกตั้งทั่วไปไม่เป็นวันเดียวกัน ทั่วราชอาณาจักรนั้น เป็นการนำเอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังและไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชกฤษฎีกา มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาวินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญมิได้บังคับว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะต้องเกิดขึ้นในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร รัฐธรรมนูญเพียงแต่บัญญัติให้วันเลือกตั้งต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรเท่านั้น เพราะย่อมเป็นไปได้เสมอที่อาจเกิดเหตุจำเป็นหรือเหตุสุดวิสัยขึ้นในบางหน่วยเลือกตั้งอันอาจทำให้ไม่สามารถเลือกตั้งในวันที่กำหนดได้ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะต้องดำเนินการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา ๒๓๖ ของรัฐธรรมนูญ  ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงมิได้บังคับให้การเลือกตั้งทั่วไปจะต้องเกิดขึ้นในวันเดียวกัน เพียงแต่การกำหนดวันเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร แต่หากเกิดเหตุจำเป็นก็อาจจัดเลือกตั้งทดแทนเป็นวันอื่นๆ ได้
​​(๓) การที่ศาลรัฐธรรมนูญนำเอากรณีที่ไม่อาจรับสมัครเลือกตั้งใน ๒๘ เขตเลือกตั้งได้ มากล่าวอ้างให้การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่การรับสมัครเลือกตั้งก็เป็น ส่วนหนึ่งของการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจตามมาตรา ๒๓๖ แห่งรัฐธรรมนูญ ที่สามารถสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ได้ และศาลรัฐธรรมนูญมิได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ที่ปรากฏว่าเหตุที่ไม่อาจรับสมัครเลือกตั้งใน ๒๘ เขตเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเพราะมีผู้กระทำการขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้งจนไม่อาจรับสมัครเลือกตั้งใน ๒๘ เขตเลือกตั้งได้ ซึ่งทำให้เกิดผลตามคำวินิจฉัยว่า คะแนนเสียงของประชาชนที่ไปออกเสียง เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นั้น ถูกตัดสิทธิลงทั้ง ๆ ที่การใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนดังกล่าว เป็นการทำหน้าที่โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว

​๔.​คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีเงินกู้สองล้านล้านไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นคำวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย และเป็นการกลับหลักการเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้แล้ว ด้วยเหตุผลว่า
​​(๑)​การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เงินกู้ตามร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลัง   กู้เงินฯ (เงินกู้สองล้านล้าน) เป็นเงินแผ่นดินตามความหมายของรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการตีความที่ถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเองก็มิได้มีการกำหนดความหมายของ “เงินแผ่นดิน” ไว้โดยชัดแจ้ง แต่ศาลกลับไปพิจารณาจากกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบความเห็นของพยานบุคคล แล้วตีความเอาเองว่าเงินกู้นี้เป็นเงินแผ่นดินตามความหมายของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจตีความที่ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนแน่นอน
​​(๒)​กรณีที่ศาลวินิจฉัยว่า เงินกู้ตามร่างพระราชบัญญัตินี้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ได้โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น  น่าจะไม่สอดคล้องกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ ๑๑/๒๕๕๒ ว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (โครงการไทยเข้มแข็ง สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ในมาตรา ๔ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวก็ระบุว่า เงินที่ได้จากการกู้ ให้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการกู้โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ  ซึ่งเป็นถ้อยคำในลักษณะเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ (เงินกู้สองล้านล้าน) ที่ศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะขาดมาตรฐานในการวินิจฉัย
​​(๓)​ในเรื่องกระบวนการตรากฎหมาย การที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียบบัตรแทนกันเพียง ๑ คน แล้วไปตีความว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดทำไม่ถูกต้อง เป็นผลให้ลบล้างมติของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ทำให้กฎหมายต้องตกไป  เป็นกรณีที่ศาลนำข้อเท็จจริงของคน ๆ เดียว มาผูกมัดคนทั้งสภาฯ ซึ่งจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง
​​(๔)​การที่ศาลวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทยที่จะเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศเพื่อให้ทัดเทียมและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาชาติ อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม
​​
อนึ่ง จนถึงบัดนี้ คำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ก็ยังไม่มีการนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ประการที่สาม กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยคำร้องขอให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี  สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) ประกอบกับมาตรา ๒๖๖ และมาตรา ๒๖๘  โดยเห็นว่ากระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี นั้น จากการตรวจสอบพบว่า  ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ วินิจฉัยคำร้องขอให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร  สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) ประกอบกับมาตรา ๒๖๗ กรณีเป็นลูกจ้างของบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด โดยศาลรัฐธรรมนูญมิได้อ้างกฎหมายแต่อ้างพจนานุกรมแล้ววินิจฉัยว่า นายสมัครฯ กระทำการต้องห้ามตามมาตรา ๒๖๗ ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัครฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) เป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๘๐ วรรคหนึ่ง (๑) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัครฯ เป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือจึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา ๑๘๑ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐานในกรณีดังกล่าวไว้ ดังนั้น เมื่อคำร้องทั้งสองกรณีมีลักษณะทำนองเดียวกัน  หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์ฯ กระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๒๖๖ และมาตรา ๒๖๘ แล้ว ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลของคำวินิจฉัยควรเป็นไป ในทิศทางเดียวกันหรือไม่ อย่างไร  หรือหากผลของคำวินิจฉัยแตกต่างกัน ก็จะทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ ถึงการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่ขาดมาตรฐานและความน่าเชื่อถือตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่สี่  ศอ.รส. ได้รับทราบข้อมูลด้านการข่าวว่า มีความพยายามของกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนแนวทางที่จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เรียกร้องให้การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีร้องขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) ประกอบมาตรา ๒๖๖ และมาตรา ๒๖๘ กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล    เปลี่ยนศรี ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แล้ววินิจฉัยให้เกินเลยไปที่จากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ถึงขั้นยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เช่น มาตรา ๑๘๑ เพราะจากข้อมูลที่ตรวจพบปรากฏว่า เรื่องการยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรานั้น เคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในปี ๒๔๗๖ โดยในครั้งนั้นได้กระทำด้วยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา คือ พระราชกฤษฎีกาให้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ประกาศเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๖  ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเกินเลยไปถึงการยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่สามารถกระทำได้

ประการที่ห้า จากการที่มีนักวิชาการ คือ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้กล่าวอภิปรายในโครงการสัมมนาทางวิชาการในวาระครบรอบ ๑๖ ปีศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้จัด เรื่อง การปฏิรูปการเมืองภายใต้หลักนิติธรรม มีข้อความตอนหนึ่งว่า

​“คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายผูกพันทุกองค์กร ทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลซึ่งรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ แสดงให้เห็นว่า การยกสถานะศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เท่าเทียมกับรัฐสภา เพื่อพิทักษ์กฎหมาย ควบคุมกฎหมาย เพื่อไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ  รวมไปถึงการควบคุมการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นการป้องกันเผด็จการรัฐสภา เพื่อไม่ให้องค์กรที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมาทำลายรัฐธรรมนูญเสียเอง”

​คำอภิปรายดังกล่าวเห็นได้ว่า มีความมุ่งหมายที่จะแสดงความชอบธรรมว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกเรื่อง  แม้ว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ และยืนกรานให้องค์กรอื่นต้องเคารพคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อตรวจสอบย้อนหลังไปในปี ๒๕๔๒ นายบวรศักดิ์ฯ กลับอธิบายเรื่อง เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ในวารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปีที่ ๑ เล่มที่ ๑ (มกราคม-เมษายน ๒๕๔๒) หน้า ๓๑-๓๒ ว่า

​“หากเกิดปัญหาเรื่องเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญขึ้น ผู้ที่จะมีอำนาจวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญนั่นเองในทางกฎหมาย แต่ในเวลาเดียวกัน ในทางการเมือง องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญก็ย่อมมีอำนาจและเอกสิทธิ์ที่จะพิจารณาการวินิจฉัยเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมูญว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หากเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปในทางขยายเขตอำนาจของตนจนทำลายเขตอำนาจของศาลอื่นหรือองค์กรอื่น องค์กรเหล่านั้นก็ย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิและอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะดำเนินการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้การใช้อำนาจมีการดุลคานกัน

ศาลแต่ละศาลเป็นใหญ่ในเขตอำนาจของตนไม่ได้ขึ้นต่อกัน . . . ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีอันอยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้วนั้นจึงจะผูกพันศาลอื่น  แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยคดีซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ความผูกพันต่อศาลอื่นก็ไม่มี”
​จึงเห็นได้ว่าคำกล่าวของนายบวรศักดิ์ฯ เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันเอง และเห็นได้ชัดว่า นายบวรศักดิ์ฯ มีแนวคิดและความมุ่งหมายเป็นการแสดงความรับรู้การใช้อำนาจตามอำเภอใจของศาลรัฐธรรมนูญ และบังคับให้องค์กรอื่นที่มีสถานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญดุจเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญต้องยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นการยกสถานะของศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันให้อยู่เหนือองค์กรอื่นโดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เป็นการสถาปนาอำนาจตุลาการโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ทั้งที่ฝ่ายตุลาการเป็นหนึ่งในสามของอำนาจอธิปไตยเท่านั้น   ในขณะที่ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งของประชาชน การที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะจะไม่มีองค์กรใดสามารถตรวจสอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ เป็นการปูทางสู่คำวินิจฉัยที่จะสร้างสุญญากาศทางการเมืองตามที่กลุ่ม กปปส. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มต้องการเพื่อนำไปสู่การทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งมีการอ้างมาตรา ๓ และมาตรา ๗ ในขณะที่กลุ่ม นปช. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มก็จะไม่ยอมรับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกินจากรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ซึ่งขณะนี้ก็ได้ปรากฏเป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงของการเผชิญหน้าและการท้าทายที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย และจะนำไปสู่การปะทะกันและก่อเหตุร้ายต่อกันและกันแล้ว

ประการที่หก จากการที่นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำข้อเสนอโดยอ้างว่าเป็นทางออกประเทศไทย พร้อมกับอวดอ้างว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดกับสถานกาณ์ขณะนี้ แต่กลับเสนอวิธีดำเนินการโดยไม่มีกฎหมายรองรับ โดยเฉพาะเป็นข้อเสนอที่ฝ่าฝืนกฎหมายด้วยการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกโดยไม่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๑ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เสนอให้ลาออกโดยไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อให้เกิดสุญญากาศ ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เลี่ยงไปใช้คำว่าถอยออกจากอำนาจแล้วให้วุฒิสภาสรรหานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยอ้างว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะอยู่ในตำแหน่งเพียงชั่วคราว ซึ่งข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นนั้นไม่มีกฎหมายใดให้กระทำได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญนายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร และดำเนินการเสนอแต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฏรเท่านั้น

ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เช่นนี้ แท้จริงแล้วเป็นข้อเสนอเพื่อปูทางหรือสนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษางดใช้มาตรา ๑๘๑  หรือพิพากษาให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพ้นไปโดยถือว่าเป็นกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๘๑ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ย่อมรู้ดีว่า ข้อเสนอของตนเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีปฏิบัติไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับและยังขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๑ ด้วย ดังนั้น ความมุ่งหมายอันแท้จริงของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ จึงมีอย่างเดียวคือโน้มน้าวชักจูงให้ประชาชนหลงเชื่อโดยเข้าใจผิดไปว่าสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะพิจารณาพิพากษาให้เกิดสุญญากาศนั้นเป็นความเหมาะสมที่พึงกระทำได้ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ฉะนั้นข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เรียกว่าทางออกของประเทศไทยแท้จริงแล้วก็คือหนึ่งในกระบวนการที่จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองแล้วแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีคนนอกที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และประการสำคัญเป็นการกระทำฝ่าฝืนหรือกระทำการนอกรัฐธรรมนูญนั่นเอง

​ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงความสำคัญ  ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาและวินิจฉัยคดีอย่างตรงไปตรงมา เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยยึดถือจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญและคำถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไห้ไว้ต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ และขอให้กลุ่มบุคคลอันได้แก่นักวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ที่สนับสนุนแนวทางที่จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ยุติบทบาทการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน  ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอยืนยันว่ามิได้มีเจตนาที่จะก้าวล่วงหรือกดดันการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่ขณะนี้มีกลุ่มมวลชนจำนวนมากทั้งสองฝ่ายกำลังรอคอยผลการพิจารณาพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ หากคำพิพากษาไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาแล้ว ย่อมจะเกิดความไม่พอใจขยายตัวในวงกว้างและเกิดการใช้กำลังเข้าปะทะกัน การดำเนินการของ ศอ.รส. โดยแถลงการณ์ที่มีข้อเรียกร้องในครั้งนี้จึงเป็นการป้องกัน ระงับ ยับยั้งและแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตามภารกิจและอำนาจหน้าที่อันเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจจะละเลยเสียได้

อนึ่ง แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นความเห็นและดำเนินการของ ศอ.รส. โดยไม่ได้ขอให้ฝ่ายทหารร่วมมีความเห็นและดำเนินการด้วย

​​​​​จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน
​​​​​​​ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
​​​​​​​​​๖  พฤษภาคม ๒๕๕๗
---------------------------------------

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2557


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

1. ศรส.เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อาทิเช่น  มาตรการให้ธนาคารของรัฐสนับสนุนเงินกู้หรือสินเชื่อบุคคลหรือภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ  มาตรการผ่อนปรนเบี้ยปรับการชำระหนี้  มาตรการขอความร่วมมือภาคธุรกิจผ่อนผันค่าปรับ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม กับคู่สัญญาที่ชำระหนี้ล่าช้า เป็นต้น โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธานคณะทำงาน และผู้แทนกระทรวงที่สำคัญและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นคณะทำงาน  เมื่อคณะทำงานชุดนี้ได้ดำเนินการกำหนดแนวทางแล้วเสร็จ  ศรส.จะได้พิจารณาเสนอไปยังธนาคารของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขอความร่วมมือต่อไป  

2. ศรส.ขอสนับสนุนและเห็นด้วยกับ พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา  ผู้บัญชาการทหารบก ที่ได้แสดงการสนับสนุนให้มีการเจรจากัน และให้การแก้ไขปัญหาดำเนินการไปตามกฎหมาย ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับที่ ศรส. ปฏิบัติอยู่  โดยคณะกรรมการ ศรส. ก็มีผู้แทนของผู้นำเหล่าทัพทั้งหมดร่วมเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วยแล้ว  อีกทั้งการปฏิบัติการต่าง ๆ ก็กระทำร่วมกันทั้งตำรวจ ทหารและพลเรือน ซึ่ง ศรส.ขอย้ำว่า ศรส.ไม่ใช่คู่กรณีหรือคู่ขัดแย้งกับกลุ่มใด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุน กปปส. กลุ่มคัดค้าน กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด  แต่ ศรส. เป็นองค์กรพิเศษที่มีภารกิจเพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย  และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง  เพื่อแก้ไขปัญหาและนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคมและบ้านเมืองดังเดิม  

3. ศรส.ขอขอบคุณแกนนำ กปปส.ที่จะได้ยุบเวทีการชุมนุมต่าง ๆ ไปรวมกันที่เวทีสวนลุมพินี อันเป็นสัญญาณที่ดีว่า กปปส.ได้ลดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการชุมนุมปิดกรุงเทพมหานครมาเป็นเวลานาน  ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง  แต่ ศรส.ก็ยังห่วงใยการคงไว้ซึ่งเวทีชุมนุมถนนแจ้งวัฒนะ  และบริเวณถนนรอบทำเนียบรัฐบาล  รวมถึงการประกาศของนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ที่จะยังคงส่งมวลชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการต่าง ๆ รวมถึงบริษัท ห้างร้านภาคเอกชนด้วย  ซึ่งล้วนเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั้งสิ้น   สำหรับกลุ่ม กวป. ที่ชุมนุมบริเวณด้านหน้าสำนักงาน ป.ป.ช. นั้น  ศรส.ขอเรียกร้องให้ยุติการชุมนุมโดยเร็ว เพราะได้สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทางถนนนนทบุรี 1 และทำให้กรรมการ ป.ป.ช. และข้าราชการ ป.ป.ช. ไม่สามารถเข้าทำงานได้ตามปกติ  การกระทำของแกนนำ กวป. เช่นนี้ เป็นการสร้างเงื่อนไขและความวุ่นวายในบ้านเมืองมากขึ้นไปอีก  ศรส.จึงได้มีหนังสือแจ้งพนักอัยการให้มีหนังสือสอบถามขอคำแนะนำไปยังศาลแพ่งว่า กรณีการชุมนุมของกลุ่ม กวป. ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน ป.ป.ช. นั้น  ศูนย์รักษาความสงบและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องดำเนินการเช่นใดจึงจะไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามทั้ง 9 ข้อของศาลแพ่งดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วนั้น  เพื่อให้การปฏิบัติงานของศูนย์รักษาความสงบและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปตามกรอบของกฎหมายโดยไม่ฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลแพ่ง

 จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

CMPO's announcement of 01/03/2014

March 1, 2014

At 13:00 hrs. Mr.Tharit Pengdit, Director-General, the Department of Special Investigations, briefed the press on the outcome of the meeting of the Center For Maintaining Peace and Order (CMPO).

1. The CMPO has assigned the Secretary-General of the Office of National Economic and Social Development Board (NESDB) to lead a special committee with a duty to seek cooperations from public and private financial institutions in order to provide assisting measures for small and medium enterprises which have been affected by the demonstrations led by the People's Democratic Reform Committee (PDRC)

2. The CMPO wished to express its support for the position of General Prayuth Chan-O-Cha, the Army Commander-in-Chief, that the way of negotiation is the resolution to the current political conflicts. The CMPO wished to express that it is also the way that the CMPO has adhered with and it wished to reaffirm that the CMPO is not the opponent of any groups, whether pro- and anti- PDRC, and the United Front of Democracy Against Dictatorship (UDD). The CMPO is a special authority established with a duty to maintain democracy including peace and order.

3. The CMPO wished to express its appreciation for the PDRC's decision to move all protest sites to the Lumpini Park. However, the CMPO still has concerns about the demonstrations at the Chaeng Watthana Road and the Government House compound. Also, the CMPO wished to request the protest leaders at the office of the National Anti-Corruption Commission (NACC) to clear the way for officials to enter, as the demonstrations at that venue could ignite more political conflict. The CMPO will seek advices from the Civil Court about instructions for the police in dealing with the protesters in such venue.

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

ศรส. เตือนประชาชนอย่าขัดขวางการเลือกตั้ง มีความผิดฉกรรจ์โทษจำคุก 1-5 ปี

ศรส. ย้ำเชิญชวนประชาชนไปออกเสียงเลือกตั้ง จัดหน่วยพิเศษหมายเลข 1599 , 1197 ให้ข้อมูลจราจร-ความปลอดภัยแก่ประชาชนตลอด 24 ช.ม. เตือนอย่าขัดขวางการเลือกตั้งตามคำชักชวนของ กปปส. เพราะมีความผิดฉกรรจ์ โทษจำคุก 1-5 ปี หากประชาชนพบเห็นการขัดขวางหรือถูกขัดขวางการเลือกตั้งขอให้แจ้งตำรวจ



วันนี้ (31 ม.ค.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวันซึ่งมีมติที่สำคัญ 5 เรื่อง ดังนี้

เรื่องที่ 1 ผลการขอเข้าเจรจากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. 
ตามที่ ศรส. ได้มีมติจัดชุดเจรจากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เพื่อขอไม่ให้ทำการขัดขวางการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นั้น พล.ต.ท. จักรทิพย์ ชัยจินดา หัวหน้าคณะเจรจาได้แจ้งว่า ได้พยายามติดต่อผ่านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แล้ว ได้รับคำตอบว่า นายสุเทพฯ ไม่ขอเจรจาด้วย พล.ต.ท. จักรทิพย์ฯ จะได้พยายามนัดหมายต่อไปเท่าที่เวลายังมีอยู่

เรื่องที่ 2 ศรส. ขอเชิญชวนประชาชนไปออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง 
ศรส. ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนไปออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง โดยนอกจากจะเป็นการใช้สิทธิแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้เป็นหน้าที่ด้วย การไม่ไปใช้สิทธิจะทำให้ต้องเสียสิทธิบางประการตามกฎหมาย ศรส. จะจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้าดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนประจำทุกหน่วยเลือกตั้ง รวมทั้งจะมีชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าแก้ไขสถานการณ์ตามความจำเป็นอีกด้วย ทั้งนี้ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ทาง ศรส. ได้จัดตั้งหน่วยพิเศษเพื่อให้ข้อมูลการจราจรและความปลอดภัยต่าง ๆ แก่ประชาชนที่หมายเลข 1599 และ 1197 ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ทาง ศรส. ได้ประสานการปฏิบัติกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองทัพภาค ที่จะดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนทั่วประเทศด้วยแล้ว การที่ กปปส. ประกาศจะระดมคนออกมาชุมนุมในท้องถนนและปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งและสำนักงานเขตทั่วทั้ง กทม. ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นั้น ศรส. ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนอย่าได้ออกมาชุมนุม เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน ประการสำคัญจะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชนด้วยกัน กรณีการขัดขวางการเลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องการเมืองกับการเมือง แต่เป็นการขัดขวางสิทธิของประชาชนด้วยกัน

อนึ่ง ศรส. ขอแจ้งเตือนประชาชนว่า การขัดขวางการเลือกตั้งเป็นความผิดที่มีโทษฉกรรจ์ โดยมีโทษจำคุก 1 ปี ถึง 5 ปี ตามมาตรา 152 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ดังตัวอย่างเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดสมุทรสาครได้อนุมัติหมายจับดำเนินคดีกับผู้ไปขัดขวางการเลือกตั้งแล้วด้วย ซึ่งจะมีการดำเนินคดีกับทุก ๆ รายที่ไปขัดขวางการเลือกตั้งภายในกำหนดอายุความ จึงขอร้องประชาชนอย่าได้ไปขัดขวางการเลือกตั้งตามคำชักชวนของ กปปส. เป็นอันขาด เพราะท่านจะมีความผิดติดตัวอย่างแน่นอน โดย ศรส.จะจัดเจ้าหน้าที่บันทึกภาพผู้กระทำผิดไว้ทั้งหมด รวมทั้ง ศรส. ขอให้พี่น้องประชาชนที่พบเห็นการขัดขวางการเลือกตั้งหรือถูกขัดขวางการเลือกตั้งถ่ายภาพไว้แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตลอดเวลา หรือที่ หมายเลข 1599

เรื่องที่ 3 ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ พร้อมเปิดให้บริการประชาชน
ขณะนี้ ศรส. กับส่วนราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดการให้บริการมาระยะหนึ่งจนเกิดความเดือดร้อนกับประชาชนอย่างมากนั้น นับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป จะได้ทยอยเปิดส่วนราชการให้กลับมาให้บริการประชาชนตามปกติได้เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นบางสถานที่ที่อยู่ใจกลางการชุมนุมก็อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการได้จัดเจ้าหน้าที่เป็นชุดรักษาความเรียบร้อยของสถานที่ในลักษณะชุดผสม ทั้งข้าราชการ ตำรวจ และทหาร ดูแลความเรียบร้อย และยังมีชุดเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่เร็ว สนับสนุนในแต่ละสถานที่ทำการด้วย

เรื่องที่ 4 การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหายและความเดือดร้อนจากการชุมนุมของ กปปส. 
ศรส. ได้รับรายงานว่ามีพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและความเสียหายจากการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ ได้เข้าไปแจ้งลงบันทึกประจำวันตามสถานีตำรวจต่าง ๆ จำนวนมาก เพื่อจะได้นำบันทึกประจำวันไปใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อธนาคาร บริษัท ห้างร้าน และคู่สัญญาต่าง ๆ ซึ่ง ศรส. ขอขอบคุณธนาคาร บริษัท ห้างร้านและกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง ที่ยินดีให้การช่วยเหลือ ผ่อนผันด้านต่าง ๆ แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ ของ กปปส. และ ศรส. ขอแจ้งประชาชนท่านใดที่ยังไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสถานีตำรวจพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

เรื่องที่ 5 การขอศาลออกหมายจับแกนนำ กปปส.
เพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ศรส.จึงมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการขอหมายจับแกนนำ กปปส. ที่กระทำผิดกฎหมายต่อไป โดยได้ยื่นขออนุญาตศาลอาญาอีกครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้คือวันที่ 30 มกราคม 2557 รวม 19 ราย โดยครั้งนี้ได้เสนอพยานหลักฐานต่อศาลอย่างครบถ้วนว่าหลังจากมีการประกาศใช้กฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว แกนนำ กปปส. ก็ยังคงกระทำผิดโดยการร่วมกันไปปิดล้อม กีดกัน ขับไล่ ไม่ให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง และศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องในวันนี้ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นมา ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ

นอกจากนี้ ศรส. ได้สั่งการให้สถานีตำรวจทุกแห่งทุกท้องที่ เร่งรัดดำเนินคดีกับบุคคลใด ๆ ที่ไปทำการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในวันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา และที่อาจจะเกิดการกระทำผิดในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ด้วย

พร้อมกันนี้ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงการเตรียมแผนรองรับหากศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า คำสั่งคุ้มครองของศาลแพ่งยังมีหลายประเด็น ถ้าคุ้มครองเฉพาะเรื่องการใช้กำลัง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นเช่นนั้น ศรส. ไม่มีปัญหา เพราะว่า ศรส. ไม่ใช้กำลังอยู่แล้ว แต่ถ้ามีคำสั่งคุ้มครองการบังคับใช้ทั้งหมดเลย ที่ประชุม ศรส. ได้หารือกันแล้วว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพราะการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกาศโดยการประชุมคณะรัฐมนตรี ดังนั้นจะคงไว้หรือจะยกเลิก หรือจะยื่นอุทธรณ์ หรือขอให้ศาลทบทวนการพิจารณา ก็ต้องทำโดยคณะรัฐมนตรี ศรส. พร้อมที่จะปฏิบัติ

อย่างไรก็ตามได้มีการเตรียมการไว้ว่า หากในที่สุดทั้งศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วย และคณะรัฐมนตรีก็เห็นควรยุติ พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วย ก็มีแนวโน้มว่าอาจจะกลับไปใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง แต่จะไม่ใช้เหมือนอย่างที่ผ่านมา โดยจะจัดโครงสร้างและจัดการดำเนินการเหมือน ศรส. ยกเว้นจะไม่ใช้กำลังและไม่ใช้การออกหมายจับหมาย ฉ แต่จะใช้หมายจับ ป.วิอาญา ตามปกติ ส่วนวิธีการปฏิบัติอย่างอื่นทำได้เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายความมั่นคง หรือกฎหมายฉุกเฉิน

อธิบดีดีเอสไอกล่าวถึงการบูรณาการหรือการสนธิกำลังว่า จะปฏิบัติเหมือนอย่างที่กำลังปฏิบัติอยู่ขณะนี้ โดยจะมีศูนย์อยู่ที่นี่ มีวิธีการปฏิบัติ หน่วยราชการทุกหน่วยมาร่วมกันทำงาน มาสนธิกำลังเหมือนกันทั้งหมด เป็นไปตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งจะต่างจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในสองเรื่อง คือการใช้กำลังไม่ได้ กับขอหมายจับฉุกเฉินไม่ได้ ซึ่งไม่มีผลอย่างใดเพราะไม่ได้ใช้กำลังอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการขอหมายจับก็กลับไปใช้หมายจับ ป.วิอาญาตามปกติ

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

ศรส.เตรียมเข้าเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดล้อม เพื่อขอความร่วมมือเปิดทางให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการ

ศรส. เตรียมส่งคณะเจรจา ศรส. เข้าเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดล้อม เริ่ม 10.00 น. พรุ่งนี้ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการ แจงการปิดล้อมสถานที่ราชการกระทบการให้บริการประชาชน โดยเฉพาะทำให้ต้องเสียสิทธิตามกฎหมาย ระบุให้กรอบเวลาแกนนำไปพิจารณาภายใน 24 ช.ม. ย้ำเน้นเจรจาโดยละมุนละม่อม ไม่ใช้กำลัง ไม่ใช่การสลายการชุมนุม แต่เป็นการขอความร่วมมือ

วันนี้ (26 ม.ค. 57) เวลา 17.05 น. ณ ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมด้วย นายณรงค์ ศศิธร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และร้อยโทหญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงข่าว ดังนี้

พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า โดยที่ผู้ชุมนุมได้มีการปิดล้อมสถานที่ราชการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริการพี่น้องประชาชน ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.57) เวลา 10.00 น. ศรส. จะได้จัดคณะเจรจาเข้าไปขอเจรจาเปิดทางให้พี่น้องประชาชนเข้าไปใช้บริการสถานที่ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยคณะผู้เจรจาของ ศรส. จะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนไทยทั้งไทยและต่างประเทศ โดยจะมีการพูดคุยกับแกนนำที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นอยู่ ซึ่งมีกรอบเวลาที่ ศรส. จะให้แกนนำกลับไปตกลงใจภายใน 24 ชั่วโมงแล้วกลับมาให้คำตอบซึ่งกันและกัน

นายณรงค์ ศศิธร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวชี้แจงถึงเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการบริการประชาชน ในส่วนของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทบกับการปฏิบัติงานของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะกรมการกงสุล ว่า กรมการกงสุลถือเป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงการต่างประเทศในการให้บริการประชาชน ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการผลิตหนังสือเดินทาง ปัจจุบันระบบการผลิตหนังสือเดินทางระบบหลักของกรมการกงสุลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก จากเดิมสามารถผลิตหนังสือเดินทางให้กับประชาชนทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และต่างประเทศ วันละ 6,500 เล่ม ปัจจุบันจำเป็นต้องใช้ระบบสำรองที่สามารถผลิตได้เพียงวันละ 2,500 เล่ม นอกจากนี้ เมื่อระบบปฏิบัติการหลักไม่สามารถทำได้ก็จะกระทบกับการให้บริการกับประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดและต่างประเทศ เนื่องจากการเชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงานในต่างจังหวัดและต่างประเทศมาที่กรมการกงสุลไม่สามารถทำได้ ซึ่งปัจจุบันขณะนี้มียอดตกค้างของผู้สมัครขอรับการทำหนังสือเดินทางจำนวนนับหลายหมื่นราย ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศก็พยายามแก้ไขปัญหาเท่าที่จะสามารถทำได้ เช่น การขยายเวลาการให้บริการประชาชนที่มากขึ้นในแต่ละวัน รวมถึงการให้การบริการในช่วงวันหยุดด้วย แต่ก็สามารถทำได้จำนวนจำกัดเท่านั้น

ด้าน นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมมีหน่วยบริการที่อยู่ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชาชนเท่านั้น โดยจะเห็นว่า กปปส. ไม่ได้ปิดหน่วยงานของศาล แต่มีหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรมที่ทำงานเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับศาลที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และทำให้ประชาชนต้องหมดสิทธิ์ในเรื่องต่าง ๆ มากมายตามกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องอายุความ เช่น หน่วยบริการประชาชนส่วนหน้าของกรมบังคับคดี ไม่สามารถตรวจรับคำร้องชำระหนี้ได้ และในคดีล้มละลายก็ไม่สามารถดำเนินการตามนัดได้ และไม่สามารถจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้กับลูกหนี้ในคดีล้มละลายได้ ส่วนสำนวนคดีความที่ต้องเกี่ยวกับการดำเนินการของศาล ก็ไม่สามารถที่จะนำออกไปดำเนินการได้ และคู่ความไม่สามารถยื่นคำร้อง ยื่นคำรับชำระหนี้ต่าง ๆ ได้ รวมทั้งการกำหนดขายทอดตลาดในส่วนที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถดำเนินการได้ และอีกส่วนหนึ่งคือกรณีที่ลูกหนี้มีความจำเป็นต้องเดินทางนอกราชอาณาจักร ก็ไม่สามารถยื่นคำร้องได้

นายธวัชชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ในส่วนของกรณีคดีแพ่ง ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลในเรื่องการยึดอายัด ชำระราคาค่าทรัพย์ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ด้านในส่วนของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในเรื่องของกองทุนยุติธรรม ที่ชาวบ้านจะมาขอเงินในเรื่องของการประกันตัว ค่าทนายความ เรื่องการพิสูจน์สิทธิ เรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งมีเงื่อนเวลาตามกฎหมาย ก็ไม่สามารถมาใช้บริการได้ รวมทั้งในส่วนของการช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญา ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องตามกฎหมายภายในระยะเวลา 1 ปี ก็ไม่สามารถยื่นได้ทำตามกำหนดเวลาได้ จึงทำให้เสียสิทธิ ขณะที่ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ขณะนี้ก็มีปัญหาในเรื่องของวัตถุพยานและการออกรายงานที่ไม่สามารถออกรายงานพิสูจน์ต่าง ๆ แก่หน่วยงานราชการและศาลที่เกี่ยวข้องได้ โดยทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงยุติธรรมจำเป็นต้องขอกลับเข้าไปปฏิบัติราชการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชน

ด้าน ร้อยโทหญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ประชาชนรับทราบตารางกำหนดการเจรจาขอคืนสถานที่ราชการของชุดเจรจา ศรส. ตลอดสัปดาห์หน้า ดังนี้ วันจันทร์ 27 ม.ค.57 เวลา 10.00 น. ชุดเจรจาจะไปขอคืนสถานที่ราชการบริเวณพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานต่าง ๆ ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ จากนั้น เวลา 14.00 น. จะไปขอคืนสถานที่ราชการของส่วนราชการที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เช่น ส่วนราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น วันอังคาร 28 ม.ค. 57 เวลา 10.00 น. จะไปขอคืนสถานที่ราชการในพื้นที่ซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน เช่น ส่วนราชการสังกัดกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร กรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น วันพุธ 29 ม.ค.57 เวลา 10.00 น. จะไปขอคืนสถานที่ราชการของหน่วยราชการที่ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามกับโรงพยาบาลรามาธิบดี เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น วันศุกร์ 31 ม.ค.57 เวลา 10.00 น. จะเดินทางไปขอคืนสถานที่ราชการที่ตั้งอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน และพื้นที่สะพานพระราม 8

“จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้โปรดสบายใจว่าชีวิตของท่านจะกลับคืนสู่ความปกติ เนื่องจาก ศรส. มีแผนการณ์ที่ชัดเจนในการที่จะคืนความสุขให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ โดยที่นโยบายในการขอคืนส่วนราชการต่าง ๆ จะเน้นการเจรจาโดยละมุนละม่อม ไม่ใช้กำลัง ไม่ใช่เรื่องของการสลายการชุมนุม แต่เป็นเรื่องของการขอความร่วมมือ” ร้อยโทหญิง สุณิสา กล่าว

คำแถลงของ ศรส. เรื่อง การสำรวจข้อมูลและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย จากการปิดกรุงเทพมหานคร (Shutdown Bangkok) เนื่องจากการชุมนุมของ กปปส. ในเขตพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง


ตามที่ได้เกิดการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่ม กปปส. อย่างต่อเนื่องตลอดมาถึงขั้นปิดกรุงเทพมหานคร  มีการกระทำที่ล่วงละเมิดกฎหมายหลายเรื่องหลายกรณี  ยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมายและก่อความไม่สงบในบ้านเมือง  มีการปิดการจราจรในถนนสำคัญ บุกรุกและยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง ไล่ข้าราชการ พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากสถานที่ราชการ  ตัดน้ำตัดไฟ  ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายและนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ  จนในที่สุดรัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ  ดังที่ทราบกันทั่วไปแล้วนั้น

จากการชุมนุมดังกล่าว  นอกจากจะส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและระบบเศรษฐกิจของประเทศแล้ว  ยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายแก่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะการดำเนินชีวิตประจำวันที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ  การติดต่อธุรกิจการค้าการขาย  การทำธุรกรรมการเงิน  การเดินทางสัญจรไปมา  และการขัดขวางการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นต้น  ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายดังกล่าว  ศรส. จึงได้กำหนดแนวทางในการสำรวจข้อมูลและให้ความช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. ด้วย โดยจะทำการสำรวจความต้องการของประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการปิดกรุงเทพมหานครอันเนื่องมาจากการชุมนุมของ กปปส. ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพื่อเสนอรัฐบาลภายหลังจากการชุมนุมยุติ ดังนี้

ศรส. จัดให้มีการเปิดรับการแสดงความจำนงจากพี่น้องประชาชนตั้งแต่เวลา ๘.๐๐ น. ของวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๗ จนถึงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ (รวม ๗ วัน) โดยให้ทุกท่านไปแสดงความจำนงขอรับการช่วยเหลือได้ที่กองบังคับการปราบปราม พหลโยธิน รวมถึงสถานีตำรวจทุกแห่ง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยอำนวยความสะดวกและรับการแสดงความจำนงตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ในการแสดงความจำนง  ให้พี่น้องประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานว่าแต่ละท่านได้รับความเดือดร้อนและเสียหายอย่างไร เช่น ส่งกะรถไม่ทัน  ชำระเงินกู้ดอกเบี้ย  เบี้ยประกันภัย  งวดรถ  หรือดำเนินการอื่นใดทางการเงิน หรือทางธนาคาร หรือทางการค้าไม่ทันตามกำหนด ตลอดจนการดำเนินการต่าง ๆ ที่ขัดข้อง ล่าช้า ติดขัด จนเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างพร้อมกัน รวมทั้งการขัดขวางการเดินทางของผู้เจ็บป่วย การศึกษา โดยเฉพาะการใช้สิทธิเลือกตั้งที่ถูกขัดขวาง เป็นต้น ซึ่งเป็นความเดือดร้อนและเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปิดกรุงเทพมหานครอันเนื่องมาจากการชุมนุมของ กปปส.  ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนและเสียหายทุกท่านนำบัตรประจำตัวประชาชน และแจ้งภูมิลำเนาที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งโดยไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดนนทบุรี หรือจังหวัดปทุมธานี หรือจังหวัดสมุทรปราการ  ทั้งนี้ จะต้องเป็นบุคคลที่มีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป  และหลังจากรับแจ้งแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ออกบันทึกประจำวัน หรือ ปจว. ให้พี่น้องประชาชนแต่ละคนเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อไปใช้ดำเนินการต่อไป

หลังจากได้ดำเนินการสำรวจความต้องการของพี่น้องประชาชนตามที่กำหนดดังกล่าว รวม ๗ วันแล้ว ศรส. จะดำเนินการขอความร่วมมือให้ธนาคาร  บริษัท  ห้างร้าน  โรงแรม  หรือกิจการค้าทุกประเภท ช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับความเดือดร้อนและเสียหายที่มีนิติสัมพันธ์กับธนาคาร บริษัท ห้างร้าน โรงแรม หรือกิจการค้าต่าง ๆ  เช่น การผ่อนผันหรือขยายเวลาการรับชำระหนี้  การผ่อนผันค่าปรับกรณีชำระหนี้ล่าช้า หรือการลดหย่อนค่าเสียหายหรือการดำเนินการใด ๆ เพื่อเป็นการช่วยเหลือทุเลาความเสียหาย เป็นต้น โดยภาคธุรกิจใดให้ความร่วมมือ  ศรส. จะเสนอรัฐบาลภายหลังจากการชุมนุมยุติพิจารณาให้การช่วยเหลือด้านภาระภาษี  หรือเงินกู้จากธนาคารของรัฐ  เป็นต้น

นอกจากนี้ ศรส. จะเสนอรัฐบาลภายหลังจากการชุมนุมยุติพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยถูกจากสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารของรัฐ เป็นต้น

อนึ่ง ข้อมูลการสำรวจผู้เสียหายนี้จะใช้เป็นข้อมูลประกอบการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. ด้วย

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน
_____________________

ศรส.
วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๗