แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศรส. แถลง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศรส. แถลง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

๑. จากการที่ ศรส. เห็นควรให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร  พ.ศ. ๒๕๕๑  ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แทนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ  เนื่องจากสถานการณ์ด้านการชุมนุมต่อต้านทั้งของกลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่น ๆ ตลอดจนเหตุร้ายแรงต่าง ๆ ได้ลดระดับลงมากแล้ว  อีกทั้งจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศทั้งในเชิงการลงทุน ธุรกิจ และการท่องเที่ยว รวมถึงการดำรงชีพและการทำมาหากินของประชาชนโดยรวมด้วย และในวันนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ๑๙ มีนาคม ถึง ๓๐ เมษายน นี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน. จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว รวมถึงการพิจารณาจัดโครงสร้างเพื่อการบริหารจัดการและการสนธิกำลังของหน่วยงานต่าง ๆ อันได้แก่ ตำรวจ ทหาร และพลเรือน เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ที่จะกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรต่อไป

๒. ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุชุมนุมเป็นต้นมา  ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง  จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง เนื่องจากหลายประเทศได้ประกาศเตือนพลเมืองของตนเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย และมีการยกเลิกหรือเลื่อนการจัดประชุมในประเทศไทยอีกหลายรายการ ประการสำคัญคือ เหตุการณ์ความไม่สงบได้ส่งผลให้ประชาชนชะลอการจับจ่ายใช้สอย และภาคธุรกิจชะลอการลงทุนเนื่องจากไม่มั่นใจในเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงเป็นลำดับจนปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ ๖๑.๔ ส่วนความเชื่อมั่นภาคธุรกิจลดลงเป็นลำดับจนปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ ๔๕.๔  ซึ่งเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง และตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งเดิม สศช. ได้ประมาณการไว้ที่ร้อยละ ๔.๐ – ๕.๐ จะต้องปรับลดลงเหลือเพียงร้อยละ ๓.๐ – ๔.๐  ศรส.จึงขอให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกกลุ่ม  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มใด ๆ ตระหนักถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติในระยะยาว และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยสันติวิธีโดยเร็วเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นส่วนรวม

๓. ศรส.ได้พิจารณาแนวทางการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส.  ตามที่คณะทำงานฯ ที่มีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธาน แล้ว มีมติเห็นชอบตามแนวทางที่คณะทำงานฯ เสนอ ดังนี้
(๑) ขอบเขตการให้ความช่วยเหลือนั้น  จะให้การช่วยเหลือแก่ประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ในเขตพื้นที่ชุมนุม  และนอกเขตพื้นที่ชุมนุมที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม นับแต่เกิดเหตุชุมนุมและภายหลังการชุมนุมด้วย
(๒) หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ กรณีประชาชน จะต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายแก่ร่างกาย โดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ส่วนกรณีผู้ประกอบการธุรกิจ ต้องอยู่ในระบบเสียภาษีโดยมีหลักฐานการประกอบธุรกิจชัดเจน
(๓) มาตรการให้ความช่วยเหลือ ได้แก่
- มาตรการทางการเงิน ได้แก่ ด้านการยืดระยะเวลาชำระเงินต้น สนับสนุนเงินทุน โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย จะประสานขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินต่าง ๆ
- มาตรการส่งเสริมการตลาด  ได้แก่ จัดกิจกรรมเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยมีกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รับผิดชอบ
- มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิต ปรับปรุงขั้นตอนกระบวนการผลิต การฝึกอบรมผู้ประกอบการ โดยมี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน และ สสว. รับผิดชอบ
- มาตรการผ่อนปรนการชำระภาษี ได้แก่ การขยายกำหนดเวลายื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายเวลาการส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ขยายเวลายื่นชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยมีกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบ
- มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายระยะสั้น ได้แก่ การให้เงินช่วยเหลือเบื้องต้น การผ่อนปรนค่าสาธารณูปโภค การลดค่าเช่า การจัดหาสถานที่ทำการค้า โดยมีกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบ
- มาตรการแรงงาน ได้แก่การให้เงินช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพการจ้างงาน โดยมีกระทรวงแรงงานรับผิดชอบ

(๔) ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นศูนย์รับแจ้งผลกระทบจากประชาชนและผู้ประกอบการ และประสานการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ศรส.จะได้เสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโดยเร่งด่วนต่อไป

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

______________________














วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๗


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
 

๑.   ที่ประชุม ศรส. เห็นชอบให้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร  พ.ศ. ๒๕๕๑  ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แทนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ  ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ด้านการชุมนุมต่อต้านทั้งของกลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่น ๆ ตลอดจนเหตุร้ายแรงต่าง ๆ ได้ลดระดับลงมากแล้ว  อีกทั้งจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศทั้งในเชิงการลงทุน ธุรกิจ และการท่องเที่ยว รวมถึงการดำรงชีพและการทำมาหากินของประชาชนโดยรวมด้วย  ซึ่งการลดระดับมาใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ นั้น จะมีผลทันทีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในวันพรุ่งนี้
 

อนึ่ง สำหรับการจัดโครงสร้างเพื่อการบริหารจัดการและการสนธิกำลังของหน่วยงานต่าง ๆ อันได้แก่ ตำรวจ ทหาร และพลเรือนนั้น จะมีโครงสร้างทำนองเดียวกับ ศรส. และจะใช้สถานที่ตั้ง ณ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต เช่นเดิม 
 

๒.   ตามที่ ศรส.ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส.  เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั้น  ศรส.ได้รับแจ้งว่า    คณะทำงานฯ ที่มีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธาน ได้ประชุมหารือจนได้แนวทางในการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแล้ว  และคาดว่าจะแจ้งผลเป็นทางการกลับมายัง ศรส. ภายในวันนี้  ซึ่ง ศรส.จะได้พิจารณาแนวทางดังกล่าว และดำเนินการเสนอให้คณะรัฐมนตรีแจ้งหรือสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการให้การช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยเร่งด่วนต่อไป
 

๓.   ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ณ วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๗ คือวันนี้ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้

                     ๑)   คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น ๑๙๔ คดี  แยกเป็นคดีเกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๕๑ คดี  และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน ๑๔๓ คดี

                     ๒)   คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น ๑๗๗ คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๖๖ คดี  และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน ๑๑๑ คดี

                     รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น ๓๗๑ คดี  โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น ๑๙๒ คน  ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว ๑๓๔ คน  ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้ง       ไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง ๑,๕๘๐ คน 

                     นอกจากนี้ ศรส.ได้รับรายงานว่า มีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กลาง ทั้ง ๕ คน  ในความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอาญาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยในต่างจังหวัดนั้น  มี ๒ จังหวัด คือ จังหวัดสตูลและจังหวัดพัทลุง  ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความร้องทุกข์ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวม ๖ สถานี  คือ สถานีตำรวจนครบาลสามเสน  บางพลัด ทุ่งสองห้อง บางซื่อ ดอนเมือง และธรรมศาลา โดยเป็นการร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กลาง ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดการขัดขวางการเลือกตั้ง และไม่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

                     อนึ่ง ศรส.ขอย้ำเตือนว่า โทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี  ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ศรส.จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และ  ป้องปรามมิให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้
 

๔.   ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า กลุ่ม กปปส. ได้มีการจัดฝึกอบรมการ์ด กปปส. เป็นจำนวนมากถึง ๒,๕๐๐ กว่าคน  เพื่อปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุมบริเวณสวนลุมพินีนั้น  ศรส. มีความห่วงใยต่อเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง  เนื่องจากการฝึกอบรมการ์ดเป็นจำนวนมากเช่นนี้ อาจเป็นการสนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเท่าที่ผ่านมาก็ปรากฏให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงและอาวุธในหมู่การ์ดของ กปปส. อยู่เป็นระยะ นอกจากนี้ การจัดฝึกอบรมการ์ดดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการจัดตั้ง  กองกำลังขึ้นอย่างชัดเจนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการดำเนินการเช่นนี้ไม่อาจได้รับอนุญาตจาก      เจ้าพนักงานที่รักษากฎหมายได้ จึงเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. พูดอยู่เสมอว่า เป็นการชุมนุมที่สงบ ปราศจากความรุนแรง  ซึ่ง ศรส.เกรงว่าจะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ยิ่งบานปลายมากขึ้น  ศรส.จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่น ๆ  งดเว้นไม่กระทำการในลักษณะดังกล่าว เพราะจะทำให้สถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น โดยขอให้คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ของสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ
 

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

CMPO's announcement of 13/03/2014


March 13, 2014

At 13:00 hrs. Mr.Tharit Pengdit, Director General, Department of Special Investigation, briefed the press on the outcome of the meeting of the Center For Maintaining Peace and Order (CMPO).

1. The CMPO has received a report that several complaints have been filed to the police against 5 members of the central Election Commission (EC) for failing to perform their duties. Complaints have been filed in Satun and Pattalung Provinces including 6 police stations in Bangkok. Most complaints have requested the CMPO to investigate the central EC in 6 cases; not organizing elections, letting the protesters to obstruct elections, not organizing a candidature registration in 28 districts, not instructing officials to perform their duties, not announcing the election result, and obviously intending to obstruct the process of election in order to have sufficient Members of Parliament following the Constitution. The CMPO will closely monitor performances of the central EC.

2. The CMPO has received a report from the Metropolitan Police and Provincial Police regional commands regarding the legal proceedings against the election obstructions. So far, there are 194 cases involving election obstructions (51 cases in Bangkok and 143 cases in other provinces) and 177 cases involving the failure of electoral officers to perform their duties (66 cases in Bangkok and 111 cases in other provinces). 192 person already faced arrest warrants. 115 person have been brought to justice.

3. Following the filing of complaints against the CMPO by relatives of those who lost their lives in the incident at Phan Fa Lilat District, the CMPO wished to explain that it was not an attempt to disperse the crowd, it was an investigation following the arrest warrants as well as an attempt to resume functions of the government agencies that were blockaded by the People's Democratic Committee (PDRC). Moreover, it was a transparent performance which was witnessed by the media. Many illegal materials such as explosive devices were also found at the site. However, it is the right of the public to file complaints in such case and the CMPO is ready to answer and explain to all questions.

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๗


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

๑. ศรส.ได้รับรายงานว่า มีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กลาง ทั้ง ๕ คน  ในความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอาญาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยในต่างจังหวัดนั้น  มี ๒ จังหวัด คือ จังหวัดสตูลและจังหวัดพัทลุง  ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความร้องทุกข์ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวม ๖ สถานี  คือ สถานีตำรวจนครบาลสามเสน  บางพลัด ทุ่งสองห้อง บางซื่อ ดอนเมือง และธรรมศาลา โดยเป็นการร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กลาง ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดการขัดขวางการเลือกตั้ง และไม่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งมีพฤติการณ์ที่สำคัญ อาทิเช่น
๑) ไม่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
๒) ปล่อยให้มีการกระทำต่าง ๆ อันเป็นความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง
๓) ไม่จัดให้มีการรับสมัครใน ๒๘ เขตที่ยังสมัครไม่ได้
๔) ไม่มีคำสั่งให้ข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ ปฏิบัติการทั้งหลายอันจำเป็นในการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยเรียบร้อย
๕) ไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง
๖) มีเจตนาขัดขวางเพื่อไม่ให้ได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
ศรส. จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้

๒. ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ณ วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๗ คือวันนี้ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้
๑) คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น ๑๙๔ คดี  แยกเป็นคดีเกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๕๑ คดี  และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน ๑๔๓ คดี
๒) คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น ๑๗๗ คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๖๖ คดี  และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน ๑๑๑ คดี
รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น ๓๗๑ คดี  โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น ๑๙๒ คน  ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว ๑๑๕ คน  ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้ง       ไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง ๑,๕๕๒ คน
อนึ่ง ศรส.ขอย้ำเตือนว่า โทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี  ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่ง ศรส.จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. ที่ขัดขวางการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เพื่อนำผู้กระทำผิด  มาลงโทษ และป้องปรามไม่ให้มีการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้

๓. จากกรณีที่ญาติผู้ตายจากเหตุการณ์บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ได้ฟ้องนายกรัฐมนตรี กับพวก รวม ๖ คน ต่อศาลอาญานั้น  ศรส.ขอยืนยันว่า การปฏิบัติการของ ศรส. บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ไม่ใช่การสลายการชุมนุม หรือการกระชับพื้นที่  หรือการขอคืนพื้นที่  แต่เป็นการปฏิบัติการเพื่อเข้าตรวจค้น ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดตามหมายจับของศาล และยังเป็นการเปิดสถานที่ราชการหรือถนนสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม ซึ่งได้ปฏิบัติไปตามกรอบของกฎหมายและความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยมียุทธวิธีที่เหมาะสมต่างกันไป  ประการสำคัญเป็นการปฏิบัติการโดยเปิดเผย  มีการให้สื่อมวลชนเข้าร่วมทำข่าว มีส่วนร่วมและช่วยตรวจสอบด้วย และเมื่อเข้าปฏิบัติการแล้วก็ได้ตรวจยึดอาวุธ  ยาเสพติด  และสิ่งของผิดกฎหมายต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์ใช้ทำวัตถุระเบิด  ส่วนผู้กระทำผิดได้หลบหนีไป  ดังนั้น เมื่อปฏิบัติการเสร็จสิ้น จึงให้กำลังตำรวจกลับสู่ที่ตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องคงกำลังตำรวจไว้ในพื้นที่  เพราะไม่ใช่การขอคืนพื้นที่ แต่เป็นการปฏิบัติการเพื่อคืนความสงบสุขให้กับสังคมโดยรวม อย่างไรก็ตาม การฟ้องคดีของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ตามกฎหมาย  และ ศรส.ก็พร้อมที่จะชี้แจงต่อสู้คดีตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยจะได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดีโดยเร็วต่อไป

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

______________________


วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗



ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

๑. ศรส.ได้รับรายงานว่า พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับนายระวี มาศฉมาดล นายทศพล แก้วทิมา และนายธวัชชัย  พรหมจันทร์ รวม ๓ คน ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง จากการนำมวลชนเข้าบุกรุกปิดล้อมกระทรวงพลังงานอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับนายระวีฯ กับพวก รวม ๓ คนดังกล่าวแล้ว ซึ่ง ศรส. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินการติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง ๓ คน   มาดำเนินคดีโดยด่วนต่อไป

๒. ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๗  โดยกำหนดให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาล่วงหน้าในวันที่ ๒๓ มีนาคม และเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๓๐ มีนาคมนี้นั้น  ศรส.ได้รับแจ้งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ได้กำหนดมาตรการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยการเลือกตั้ง โดยจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นในทุกระดับ โดยจัดชุดรักษาความปลอดภัยสถานที่เลือกตั้ง สถานที่พิมพ์บัตรเลือกตั้ง และสถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง รวมถึงสนับสนุนการเลือกตั้งตามที่ กกต. จะได้ร้องขอ  โดยมีการเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่กว่าหนึ่งแสนนาย เพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในปลายเดือนนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

๓. ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ณ วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ คือวันนี้ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้

  ๑) คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น ๑๔๙ คดี  แยกเป็นคดีเกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๕๑ คดี  และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน ๑๔๓ คดี
  ๒) คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น ๑๗๗ คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๖๖ คดี  และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน ๑๑๑ คดี

รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น ๓๗๑ คดี  โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น ๑๘๖ คน  ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว ๑๐๕ คน  ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้ง       ไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง ๑,๕๕๒ คน  นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า พนักงานสอบสวนของตำรวจนครบาล พนักงานสอบสวนของจังหวัดสตูลและจังหวัดพัทลุง ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีขัดขวางการเลือกตั้งในเขตพื้นที่ ๒ จังหวัด ซึ่งมีการร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กลาง ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดการขัดขวางการเลือกตั้ง และไม่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อนึ่ง ศรส.ขอย้ำเตือนว่า โทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี  ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่ง ศรส.จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. ที่ขัดขวางการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เพื่อนำผู้กระทำผิด  มาลงโทษ และป้องปรามไม่ให้มีการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้

๔. ศรส.ขอตำหนินายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ที่พยายามให้ข่าวตลอดเวลาว่า ศรส. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จงใจกลั่นแกล้ง นายอิสระ สมชัย แกนนำ กปปส.  ซึ่ง ศรส.ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง การดำเนินคดีนี้เป็นไปตามข้อเท็จจริง กล่าวคือ นายยืม นิลหล้า ได้เข้าไปนั่งพักผ่อนบริเวณสวนลุมพินี ใกล้กับเวทีการชุมนุมของ กปปส. แล้วได้ถูกการ์ด กปปส. ควบคุมตัวและทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยการรุมซ้อมทำร้ายร่างกายแล้วจับมัดไว้ในเต็นท์การ์ดเป็นเวลาถึง ๖ วัน มีอาการปอดฉีกขาดและบาดแผลถูกรุมทำร้ายทั่วทั้งร่างกาย แล้วทำการมัดมือมัดเท้าและปิดตานำไปโยนในแม่น้ำ    บางปะกงเพื่อหวังฆ่าให้ตาย  แต่นายยืมฯ สามารถเอาตัวรอดจนได้รับการช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาล และต่อมานายยืมฯ ได้กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า นายอิสระ สมชัย เป็นผู้สั่งให้นำตัวนายยืมฯ ไปโยนลงแม่น้ำ ซึ่งในชั้นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราก็ได้ออกหมายจับนายอิสระฯ กับพวก รวม ๖ คน ในข้อหาพยายามฆ่าฯ

ดังนั้น การที่ศาลได้ออกหมายจับนายอิสระ สมชัย กับพวกรวม ๖ คน ดังกล่าว จึงเป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมา หาใช่การใส่ร้ายหรือกลั่นแกล้งใด ๆ

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
______________________

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

CMPO's announcement of 11/03/2014


March 11, 2014

At 13:00 hrs. Mr.Tharit Pengdit, Director General, Department of Special Investigation, briefed the press on the outcome of the meeting of the Center For Maintaining Peace and Order (CMPO).

1. Following the negotiation between the CMPO's negotiating team led by Major General Surachart Chitjaeng and Luang Pu Buddha Issara in order to clear the way at the Chaeng Watthana Road, the CMPO wished to express its regret that the negotiation was not successful. Luang Pu Buddha Issara refused compromised offers of the CMPO while made many impractical requests such as requesting General Nipat Thonglek, Permanent Secretary of the Ministry of Defense to spend 3 nights at the protest site or the Director of the CMPO to offer guarantee that the protesters would not be harmful which the CMPO could not promise due to the current limitation mainly caused by the Civil Court's ruling. The CMPO will find other solutions to clear the way at the Chaeng Watthana Road.

2. The CMPO had managed to reopen 66 government offices. However, since the Civil Court's ruling, members of the PDRC have blockaded government once again. The PDRC has trespassed on and besieged more government agencies such as the Department of Correction, the Shinawatra Building 1 and 2, Government Lottery Office, and Rice Department. The CMPO has advised the Permanent Secretaries and heads of all government agencies to take legal actions, both criminal and civil against members of the PDRC who have blockaded their offices within 24 hours.

3. Following the Civil Court's ruling indicating that the demonstrations of the People's Democratic Reform Committee (PDRC) at the PTT Public Company Limited and the Ministry of Energy was against the law, the Court  has also ordered the protesters to clear the way at the venue and also to move all equipments from the site. The CMPO encouraged other agencies which have been blockaded by the PDRC to file the court petition as soon as possible. Recently, the CMPO has received a report from the DSI that as a result of the PDRC's blockading its premise, it has severely affected the process of investigation and prosecution under the DSI capacity. The DSI will file a request to the Office of the Attorney-General to take legal actions against Luang Pu Buddha Issara who has led the protesters to blockade the DSI including other agencies in the nearby area.

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๗


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

๑.   ตามที่ ศรส. ได้แต่งตั้ง พลตรี สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ กระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าคณะเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณถนนแจ้งวัฒนะที่มีพระพุทธอิสระเป็นแกนนำ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางดังกล่าวและต้องติดต่อราชการกับหน่วยงานในบริเวณนั้น ศรส. รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ต้องแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบว่า การเจรจาดังกล่าวระหว่างคณะเจรจาของ ศรส. กับพระพุทธอิสระ ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากแม้ว่าคณะผู้เจรจาจะได้ยื่นข้อเสนอที่ทั้งสองฝ่ายจะประนีประนอมกันได้ ก็ได้รับการปฏิเสธจากพระพุทธอิสระทุกครั้ง อย่างเช่นการที่พระพุทธอิสระเรียกร้องให้ พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม นอนค้างในที่ชุมนุม   ๓ วัน ๓ คืน แต่พลเอก นิพัทธ์ฯ ยอมที่จะนอนค้างได้ ๑ คืน ตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ – ๐๖.๐๐ น. เพราะเห็นว่าน่าจะเพียงพอแล้ว และยินดีให้ผู้ชุมนุมย้ายไปชุมนุมบริเวณใต้อาคารกระทรวงกลาโหม ซึ่งพระพุทธอิสระยืนยันแต่เพียงอย่างเดียวให้ ศรส. ต้องปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของตน  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อเรียกร้องที่ให้ผู้อำนวยการ ศรส. หรือปลัดกระทรวงกลาโหมต้องรับรองด้วยตำแหน่งและชีวิตหากเกิดอันตรายใดๆ กับผู้ชุมนุมแม้เพียงปลายเล็บข่วน  ซึ่ง ศรส. ไม่อาจปฏิบัติตามได้เพราะล้วนเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากในปัจจุบันมีการสร้างสถานการณ์โดยการก่อเหตุร้ายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และ ศรส. เองก็มีข้อจำกัดในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ตามที่คำพิพากษาของศาลแพ่งอย่างที่ทราบโดยทั่วกันแล้ว อย่างไรก็ตาม ศรส. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชน และจะได้หาแนวทางและมาตรการอื่นๆ เพื่อเปิดถนนแจ้งวัฒนะและสถานที่ราชการในบริเวณดังกล่าวโดยเร็ว

๒.   ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส.  โดยเฉพาะสถานที่ราชการ  ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม  ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ดำเนินการเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ถึง ๖๖ แห่งแล้ว  เหลือแต่เพียงสถานที่ราชการเพียงไม่กี่แห่งที่ยังถูกกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมอยู่  แต่หลังจากที่ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษา ส่งผลให้ ศรส.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญหลักตามกฎหมายได้  และเป็นผลให้ กปปส. ยังคงนำมวลชนเคลื่อนไปตามสถานที่ราชการที่เปิดทำการแล้วและบริษัทเอกชนหลายแห่งอย่างต่อเนื่อง โดยปิดล้อมและคุกคามขับไล่ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชน ดังเช่นเมื่อวานนี้ที่กลุ่ม กปปส. ได้นำมวลชนไปปิดล้อมกรมราชทัณฑ์ และอาคารชินวัตร ๑ และ ๒ และเช้าวันนี้ ได้นำมวลชนไปที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนสนามบินน้ำ และกรมการข้าว  ซึ่ง ศรส.เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง จึงได้มีหนังสือแจ้งปลัดกระทรวงทุกกระทรวงให้แจ้งหัวหน้าหน่วยงานทุกหน่วยงานที่ถูกแกนนำ กปปส. นำมวลชนไปปิดล้อม ปิดกั้น หรือขับไล่ข้าราชการ ให้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนภายใน ๒๔ ชั่วโมง ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยไม่มีการละเว้นเป็นอันขาด

๓.   จากกรณีที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ที่ได้ยื่นฟ้องแกนนำ กปปส. ต่อศาลแพ่ง ซึ่งศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยให้กลุ่มผู้ชุมนุมเปิดทางเข้าออกอาคารของบริษัท ปตท.ฯ รวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการชุมนุมออกไปจากบริเวณที่ชุมนุมและพื้นที่โดยรอบอาคารเป็นการชั่วคราวนั้น ศรส.เห็นควรให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ถูกกลุ่ม กปปส. นำมวลชนไปปิดล้อมบุกรุกให้ได้รับความเสียหาย ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวโดยเร่งด่วน  ขณะนี้ ศรส.ได้รับแจ้งว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ ได้ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมที่นำโดยพระพุทธอิสระปิดล้อม    บุกรุก และยืดถือครอบครองพื้นที่โดยรอบอาคาร  ใส่กุญแจคล้องโซ่ประตูหน้าอาคาร ตัดน้ำตัดไฟ ทำลายห้องควบคุมกระแสไฟฟ้าสำรอง ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าทำงาน  ซึ่งได้กระทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดความเสียหายกับคดีพิเศษที่อยู่ในการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ  ทำให้คดีเกิดความล่าช้า และมีคดีพิเศษจำนวนไม่น้อยใกล้จะขาดอายุความ สำนวนคดีพิเศษ เอกสารสำคัญ ข้อมูลสำคัญทางคดี ทรัพย์สินของราชการ ทรัพย์สินส่วนตัวของข้าราชการ วัสดุอุปกรณ์ที่มีไว้สำหรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการกระทำความผิดของเหล่าผู้กระทำผิดทางอาญา ต้องเสียหายหรือสูญหายไปกับการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุม และประการสำคัญ พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนจากการกระทำผิดในคดีพิเศษ แล้วตกเป็นผู้เสียหาย   ซึ่งไม่สามารถเข้ามาแจ้งเหตุร้องทุกข์หรือกล่าวโทษให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีกับอาชญากรที่เป็นผู้กระทำผิดได้ เช่น ความผิดเกี่ยวกับคดีแชร์ลูกโซ่  คดีคุ้มครองผู้บริโภค  คดีสิ่งแวดล้อม  คดีความผิดเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร  และคดีอื่น ๆ เป็นต้น  การกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือใช้สิทธิเกินส่วน ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนทั่วไปและกรมสอบสวนคดีพิเศษ  โดยค่าเสียหายที่อาจคำนวณเป็นเงินได้ในขณะนี้มีจำนวนสูงหลายล้านบาท  ยังไม่นับรวมค่าเสียหายอันมิอาจคำนวณเป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นกับประชาชนและความเสียหายในการดำเนินคดีทั้งในปัจจุบันและในอนาคตด้วย  และวันนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือแจ้งอัยการสูงสุดขอให้แต่งตั้งพนักงานอัยการเพื่อฟ้องพระพุทธอิสระ เป็นคดีแพ่งในข้อหาละเมิด ขับไล่ เรียกค่าเสียหาย และขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วยแล้ว ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามแนวทางที่ ศรส. ได้แจ้งให้ทุกส่วนราชการที่ถูกปิดล้อมโดย กปปส. ดำเนินการทำนองเดียวกับที่ศาลแพ่งสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดย ให้ขับไล่ผู้ชุมนุมออกไปจากบริเวณอาคารสำนักงานบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นั่นเอง

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม  ๒๕๕๗


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

๑.ตามที่ผู้อำนวยการ ศรส. ได้มีหนังสือถึงพนักงานอัยการเพื่อให้ดำเนินการยื่นอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีที่นายถาวร  เสนเนียม  เป็นโจทก์ ฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร จำเลยที่ ๑  กับพวก  โดยให้ข้อบังคับตามประกาศและข้อกำหนดไม่มีผลบังคับต่อโจทก์และประชาชน และห้ามจำเลยกระทำการรวม ๙ ข้อ ดังเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วนั้น  ในวันนี้ พนักงานอัยการที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา พร้อมคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลแพ่งตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว เพื่อยืนยันถึงอำนาจหน้าที่และดุลยพินิจของฝ่ายบริหารในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ โดยจะได้นำเสนอข้อเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวงที่แกนนำ กปปส. ได้ร่วมกันกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องติดต่อกันตลอดมา    ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า กปปส. มิได้ชุมนุมโดยสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ รวมถึงที่ศาลอาญาได้ออกหมายจับข้อหากบฏต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกด้วย

๒.ศรส.ได้รับแจ้งว่า นายระวี  มาศฉมาดล กับพวก ซึ่งเป็นผู้ต้องหามีหมายจับในคดีฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ  ที่ได้กระทำการปิดล้อมบุกรุกกระทรวงพลังงานอยู่เป็นเวลานาน และจากปฏิบัติการเพื่อเปิดสถานที่ราชการของ ศรส. ก็สามารถจับกุมนายระวีฯ กับพวกไว้ได้ แต่ต่อมาศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวไป โดยมีเงื่อนไขห้ามไปยุยง ปลุกปั่น หรือกระทำการใด ๆ ที่มีลักษณะก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น  ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๗ นายระวีฯ กับพวก ได้กระทำการปลุกปั่น นำกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมอาคารสำนักงานใหญ่ Enco ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีรังสิต จนได้รับความเสียหาย และ Enco ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้ดำเนินคดีแล้ว ซึ่งจากพฤติกรรมของนายระวีฯ ที่ได้กระทำการดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่งของศาลอย่างชัดแจ้ง  โดย ศรส. ได้สั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการยื่นคำร้องขอถอนการประกันตัวโดยเร่งด่วนในช่วงบ่ายของวันนี้

๓.ศรส.ได้รับรายงานว่า จากการที่ผู้อำนวยการ ศรส. ลงนามเห็นชอบการเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของนายสาธิต เซกัล  เป็นเหตุให้นายถาวร เสนเนียม ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้จับกุมหรือคุมขังนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการ ศรส. และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากกระทำการฝ่าฝืนคำพิพากษาและคำบังคับของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ๕๔๔/๒๕๕๗ นั้น ผู้อำนวยการ ศรส.ขอเรียนชี้แจงว่า ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นคณะกรรมการตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเป็นการเฉพาะ โดยมิได้พิจารณาตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ มาตรา ๑๑ ประกอบกับประกาศตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ข้อ ๘ ด้วยแต่อย่างใด  ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายสาธิตฯ กระทำผิดกฎหมายจริง โดยคณะกรรมการฯ มีมติเห็นควรเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของนายสาธิตฯ ตามมาตรา ๕๓ ประกอบกับมาตรา ๑๒(๗) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ส่วนการที่ผู้อำนวยการ ศรส. เป็นผู้ลงนาม  ก็เนื่องจากมีประกาศเรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๗ ออกตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งประกาศดังกล่าวมิได้สิ้นผลไปตามคำพิพากษาของศาลแพ่งด้วย โดยประกาศดังกล่าวกำหนดให้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โอนมาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบหมายการใช้อำนาจนี้ให้กับผู้อำนวยการ ศรส. ในฐานะที่เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มี่ความร้ายแรง  ดังนั้น ผู้อำนวยการ ศรส. จึงต้องเป็นผู้ลงนามเห็นชอบในการเพิกถอนดังกล่าว ซึ่ง ศรส.ขอยืนยันว่า การดำเนินการในเรื่องนี้เป็นไปตามกรอบของกฎหมายทุกประการ ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ ศรส.จะได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดีโดยเร็วต่อไป
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน


วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๗


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

๑.   ศรส.ได้ร่วมกันพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้เผยแพร่เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๗ โดยได้วินิจฉัยเพิ่มเติมว่า การชุมนุมของประชาชนกลุ่ม กปปส. เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยมีเหตุผล แต่ในส่วนการกระทำของแกนนำ กปปส. จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยเพิ่มเติมดังกล่าว จึงมิได้คุ้มครองแกนนำ กปปส. อีกต่อไป  แกนนำคนใดไปร่วมกันกระทำผิดอย่างไร ก็จะต้องถูกดำเนินคดีเช่นนั้น ดังเช่นขณะนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ก็ได้ถูกศาลอาญาออกหมายจับในข้อหากบฏ และแกนนำทั้ง ๕๘ คน ก็ถูกดำเนินคดีในคดีพิเศษ ข้อหาร่วมกันเป็นกบฏและข้อหาฉกรรจ์อื่น ๆ อีก  ขณะนี้อยู่ระหว่างถูกออกหมายเรียกมารับทราบ  ข้อกล่าวหา  นอกจากนั้น แกนนำ กปปส.อีกหลายคนก็ถูกศาลออกหมายจับในข้อหาขัดขวางการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์  และล่าสุดเมื่อวานนี้ นายอิสระ สมชัย แกนนำคนสำคัญ กับพวกรวม ๖ คน ก็ได้ถูกศาลออกหมายจับในข้อหาพยายามฆ่าฯ นายยืม นิลหล้า ประชาชนที่ไปนั่งพักผ่อนบริเวณ   สวนลุมพินี แล้วถูกการ์ด กปปส. จับตัวไปให้นายอิสระฯ สอบสวน มีการรุมทำร้ายถึงสาหัส ปอดฉีก มีบาดแผลทั้งตัว แล้วจับมัดไว้ในเต็นท์การ์ดนานถึง ๖ วัน แล้วนำตัวมัดมือปิดตาใส่รถยนต์นำไปทิ้งที่แม่น้ำบางปะกง เพื่อเป็นการฆาตกรรมอำพราง ซึ่งเป็นการกระทำที่มีความโหดเหี้ยมมาก แต่นายยืมได้รับการช่วยเหลือจากพลเมืองดีรอดชีวิตมาได้  เหตุร้ายแรงเช่นนี้ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวันในบริเวณการชุมนุม และที่กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวไปปิดล้อม ไม่ว่าจะเป็นชาย ๓ คน ที่นั่งรถแท็กซี่ผ่านบริเวณสวนลุมพินี ก็ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บ โดยวิถีกระสุนมาจากภายในสวนลุมพินี การยิงลูกระเบิดที่อาคารชินวัตร ๓  การยิงปืนเข้าใส่ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ที่ถนนแจ้งวัฒนะ และเหตุร้ายอื่น ๆ เป็นต้น 

ศรส.มิได้นิ่งนอนใจต่อเหตุร้ายที่เกิดขึ้นดังกล่าว และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินคดีและติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษโดยเร็วที่สุด  แต่ ศรส.และตำรวจก็มีข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมากอันเป็นผลจากคำพิพากษาศาลแพ่งในข้อห้าม ๙ ข้อ ดังที่ทราบกันทั่วไป  ฉะนั้นในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ศรส.จึงขอร้องและแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนให้งดเว้นอย่าเข้าร่วมการชุมนุม รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเข้าใกล้บริเวณพื้นที่ชุมนุมในยามค่ำคืนด้วย ทั้งนี้ เพื่อสวัสดิภาพในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

๒.   ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ณ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๗  ว่า ได้รับคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ดังนี้
                     ๑)   คดีขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น ๑๙๐ คดี  แยกเป็นคดีที่ กปปส.ในกรุงเทพมหานครกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง ๕๑ คดี  และคดีที่ กปปส.ในต่างจังหวัดกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง ๑๓๙ คดี 
                     ๒)   คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น ๑๗๖ คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๖๕ คดี  และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน ๑๑๑ คดี

รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น ๓๖๖ คดี  โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น ๑๘๐ คน  ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว ๘๓ คน  ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้ง       ไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง ๑,๕๔๓ คน  นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า พนักงานสอบสวนของตำรวจนครบาล พนักงานสอบสวนของจังหวัดสตูลและจังหวัดพัทลุง ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีขัดขวางการเลือกตั้งในเขตพื้นที่ ๒ จังหวัด ซึ่งมีการร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กลาง ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดการขัดขวางการเลือกตั้ง และไม่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งในหลาย ๆ พื้นที่ดังกล่าว มีข้อน่าสังเกตว่า ในพื้นที่ที่มีการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งนั้น ศาลได้ออกหมายจับผู้กระทำผิดให้เกือบทุกพื้นที่ คงมีเพียงบางพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ ซึ่งยังไม่ปรากฏว่ามีการออกหมายจับให้แต่อย่างใด

อนึ่ง ศรส.ขอย้ำเตือนว่า โทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี  ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่ง ศรส.จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. ที่ขัดขวางการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ และป้องปรามไม่ให้มีการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ 

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๗


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

๑.   ศรส.ได้รับรายงานผลการดำเนินคดีกรณีกลุ่มแนวร่วม กปปส. ที่นำโดยนายระวี  มาศฉมาดล กับพวก  เข้าปิดล้อม บุกรุกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๕๗/๒๕๕๗  ซึ่งบัดนี้ ศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยวินิจฉัยว่า  การปิดล้อม บุกรุกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริเวณกระทรวงพลังงานนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิเกินสมควรของการชุมนุม จึงมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งก็คือ แกนนำ กปปส. พร้อมกับผู้ร่วมชุมนุมเปิดทางเข้าออกอาคารของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รวมทั้งให้ออกไปจากพื้นที่โดยรอบอาคาร และขนย้ายทรัพย์สินและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการชุมนุมหรืออยู่ในที่ชุมนุมออกไปจากบริเวณที่ชุมนุมและพื้นที่โดยรอบอาคาร  จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ศรส.เห็นว่า  แนวทางการดำเนินคดีเช่นนี้ สมควรนำไปใช้กับสถานที่ราชการและภาคธุรกิจที่ถูกแกนนำ กปปส. นำมวลชนไปปิดล้อม บุกรุก ให้ได้รับความเสียหาย  โดยในส่วนของหน่วยงานราชการนั้น  ศรส.ได้แจ้งกำชับให้ดำเนินการเป็นการเร่งด่วนแล้ว

๒.   ศรส.ขอประณามการกระทำของแกนนำ กปปส. โดยเฉพาะนายอุทัย  ยอดมณี และนายนิติธร ล้ำเหลือ กับพวก ที่ได้นำเอามวลชนไปชุมนุมปิดล้อมด้านหน้าสถานทูตต่าง ๆ เช่น จีน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น  ออสเตรเลีย  ตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้  โดยเฉพาะที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มีการกล่าวปราศรัยโจมตีเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ รวมถึงกระทำการฉีกแถลงการณ์และโปรยเศษกระดาษเข้าไปในแนวรั้วของสถานทูต  ซึ่งแกนนำ กปปส. ได้เคยกระทำการในลักษณะนี้ที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกามาแล้วเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ โดยปิดล้อมและปราศรัยโจมตีรัฐบาลสหรัฐอเมริกากล่าวหาว่าแทรกแซงการบริหารราชการของรัฐบาลไทย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยกลับไป และให้ส่งเอกอัครราชทูตคนใหม่มาปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งการกระทำดังกล่าว นอกจากจะเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาฐานกระทำการดูหมิ่นผู้แทนรัฐต่างประเทศ  ตามมาตรา ๑๓๔ แล้ว ยังเป็นการกระทำที่สมควรถูกประณามอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีของประชาชนทั้งสองประเทศ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันยาวนานถึง ๑๗๗ ปี เป็นการไม่ให้เกียรติต่อสถานที่และผู้แทนทางการทูต ซึ่งไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

๓.   ศรส.ได้รับรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา บริเวณใกล้กับที่ชุมนุมของ กปปส. มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถูกประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ ๒ คน  โดยวิถีกระสุนปืนถูกยิงมาจากในบริเวณสวนลุมพินีที่มีการชุมนุม  ซึ่งศรส.ได้แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนตลอดมาว่า บริเวณการชุมนุมและสถานที่ใกล้เคียง ได้มีเหตุร้ายต่อเนื่องตลอดมา โดยถือเป็นพื้นที่อันตรายอย่างยิ่ง ดังเช่นกรณี นายยืม นิลหล้า ที่ไปนั่งพักผ่อนในสวนลุมพินี ใกล้กับบริเวณเวทีชุมนุม แล้วถูกการ์ด กปปส.จับกุมตัวไปซ้อมทำร้าย แล้วมัดตัวไว้ในเต็นท์ของการ์ดนานถึง ๖ วัน ก่อนนำตัวไปโยนทิ้งแม่น้ำบางปะกงเพื่อให้ถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ยังมีศพชายไทยอีก ๒ ศพ ถูกทำร้ายแล้วอำพรางทิ้งไว้ในรัศมีใกล้กับบริเวณการชุมนุมอีกด้วย ซึ่ง ศรส.ได้พยายามขอร้องแกนนำ กปปส. ตลอดมาให้ยุติการใช้ความรุนแรง และอย่าเปิดโอกาสให้มีกลุ่มคนร้ายปะปนในการชุมนุม แต่ก็ไม่เป็นผล ในขณะที่ ศรส. และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งที่มีข้อห้ามถึง ๙ ข้อ ดังนั้น ในสภาวะเช่นนี้ ศรส.จึงขอร้องพี่น้องประชาชนให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมและเข้าไปในพื้นที่ใกล้กับบริเวณที่ชุมนุม เพื่อความปลอดภัยในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของท่าน

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๗


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

๑. ศรส.เป็นองค์กรพิเศษที่จัดตั้งตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ โดย ศรส.ไม่ใช่คู่กรณีหรือคู่ขัดแย้งกับกลุ่มใด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่มคัดค้าน กปปส.    กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่น  แต่ ศรส.มีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย และบังคับใช้กฎหมายเพื่อนำความสงบสุขกลับสู่สังคมโดยเร็ว  แต่เนื่องจากศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาสั่งห้าม ศรส.ดำเนินการในเรื่องที่เป็นภารกิจหลักอันสำคัญถึง ๙ ข้อ  ศรส.จึงอยู่ในสภาพขาดเครื่องมือตามกฎหมายที่จะดำเนินการในมาตรการสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเหตุร้ายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวันอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว ศรส.ก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการทำหน้าที่เท่าที่พอจะทำได้ เช่น การแจ้งเตือนประชาชนให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่น ๆ ทุกกลุ่ม       การพยายามเจรจาให้มีการเปิดพื้นที่สี่แยกและถนนสาธารณะจากผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม  การดูแลและป้องกันสถานที่ราชการที่ถูกกลุ่ม กปปส.เข้าปิดล้อมให้สามารถเปิดบริการประชาชนตามปกติให้จงได้  และการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำผิดในทุก ๆ ฐานความผิดที่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา  อันส่งผลเสียหายจนไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร   ตามกำหนดวันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้  เพื่อเป็นการป้องปรามการกระทำผิดมิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตที่จะมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นอีก

๒. ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ณ วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๗  ว่า ได้รับคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ดังนี้
๑) คดีขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น ๑๙๐ คดี  แยกเป็นคดีที่ กปปส.ในกรุงเทพมหานครกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง ๕๑ คดี  และคดีที่ กปปส.ในต่างจังหวัดกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง ๑๓๙ คดี  
๒) คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น ๑๗๔ คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๖๓ คดี  และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน ๑๑๑ คดี 
รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น ๓๖๔ คดี  โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น ๑๖๓ คน  ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว ๖๖ คน  ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง ๑,๔๕๑ คน ซึ่งโทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้งเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี  ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง  

๓. บ่ายวันนี้ ผู้อำนวยการ ศรส.ได้ลงนามคำร้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  เพื่อขอให้วินิจฉัยว่า การชุมนุมของ กปปส.เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ซึ่งในเรื่องนี้เคยมีผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหลายครั้งแล้ว  แต่ ศรส.เห็นว่าการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะการกระทำผิดต่าง ๆ ของแกนนำ กปปส. อย่างต่อเนื่องและต่างกรรมต่างวาระ  ตลอดจนพยานหลักฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดแก่ประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเดือดร้อนของประชาชน ที่จะเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ต้องครบถ้วนสมบูรณ์  ดังนั้น คำร้องที่ยื่นในวันนี้จึงมีรายละเอียดดังกล่าวอย่างครบถ้วนถึง ๘๙ แฟ้ม (แฟ้มละประมาณ ๓๐๐ หน้า)  โดยการยื่นเรื่องต่อ  ศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้  ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็นผู้ยื่นทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้อำนวยการ ศรส.

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
______________________

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2557


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

1. ศรส.เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อาทิเช่น  มาตรการให้ธนาคารของรัฐสนับสนุนเงินกู้หรือสินเชื่อบุคคลหรือภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ  มาตรการผ่อนปรนเบี้ยปรับการชำระหนี้  มาตรการขอความร่วมมือภาคธุรกิจผ่อนผันค่าปรับ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม กับคู่สัญญาที่ชำระหนี้ล่าช้า เป็นต้น โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธานคณะทำงาน และผู้แทนกระทรวงที่สำคัญและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นคณะทำงาน  เมื่อคณะทำงานชุดนี้ได้ดำเนินการกำหนดแนวทางแล้วเสร็จ  ศรส.จะได้พิจารณาเสนอไปยังธนาคารของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขอความร่วมมือต่อไป  

2. ศรส.ขอสนับสนุนและเห็นด้วยกับ พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา  ผู้บัญชาการทหารบก ที่ได้แสดงการสนับสนุนให้มีการเจรจากัน และให้การแก้ไขปัญหาดำเนินการไปตามกฎหมาย ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับที่ ศรส. ปฏิบัติอยู่  โดยคณะกรรมการ ศรส. ก็มีผู้แทนของผู้นำเหล่าทัพทั้งหมดร่วมเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วยแล้ว  อีกทั้งการปฏิบัติการต่าง ๆ ก็กระทำร่วมกันทั้งตำรวจ ทหารและพลเรือน ซึ่ง ศรส.ขอย้ำว่า ศรส.ไม่ใช่คู่กรณีหรือคู่ขัดแย้งกับกลุ่มใด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุน กปปส. กลุ่มคัดค้าน กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด  แต่ ศรส. เป็นองค์กรพิเศษที่มีภารกิจเพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย  และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง  เพื่อแก้ไขปัญหาและนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคมและบ้านเมืองดังเดิม  

3. ศรส.ขอขอบคุณแกนนำ กปปส.ที่จะได้ยุบเวทีการชุมนุมต่าง ๆ ไปรวมกันที่เวทีสวนลุมพินี อันเป็นสัญญาณที่ดีว่า กปปส.ได้ลดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการชุมนุมปิดกรุงเทพมหานครมาเป็นเวลานาน  ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง  แต่ ศรส.ก็ยังห่วงใยการคงไว้ซึ่งเวทีชุมนุมถนนแจ้งวัฒนะ  และบริเวณถนนรอบทำเนียบรัฐบาล  รวมถึงการประกาศของนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ที่จะยังคงส่งมวลชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการต่าง ๆ รวมถึงบริษัท ห้างร้านภาคเอกชนด้วย  ซึ่งล้วนเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั้งสิ้น   สำหรับกลุ่ม กวป. ที่ชุมนุมบริเวณด้านหน้าสำนักงาน ป.ป.ช. นั้น  ศรส.ขอเรียกร้องให้ยุติการชุมนุมโดยเร็ว เพราะได้สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทางถนนนนทบุรี 1 และทำให้กรรมการ ป.ป.ช. และข้าราชการ ป.ป.ช. ไม่สามารถเข้าทำงานได้ตามปกติ  การกระทำของแกนนำ กวป. เช่นนี้ เป็นการสร้างเงื่อนไขและความวุ่นวายในบ้านเมืองมากขึ้นไปอีก  ศรส.จึงได้มีหนังสือแจ้งพนักอัยการให้มีหนังสือสอบถามขอคำแนะนำไปยังศาลแพ่งว่า กรณีการชุมนุมของกลุ่ม กวป. ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน ป.ป.ช. นั้น  ศูนย์รักษาความสงบและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องดำเนินการเช่นใดจึงจะไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามทั้ง 9 ข้อของศาลแพ่งดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วนั้น  เพื่อให้การปฏิบัติงานของศูนย์รักษาความสงบและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปตามกรอบของกฎหมายโดยไม่ฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลแพ่ง

 จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

CMPO's announcement of 01/03/2014

March 1, 2014

At 13:00 hrs. Mr.Tharit Pengdit, Director-General, the Department of Special Investigations, briefed the press on the outcome of the meeting of the Center For Maintaining Peace and Order (CMPO).

1. The CMPO has assigned the Secretary-General of the Office of National Economic and Social Development Board (NESDB) to lead a special committee with a duty to seek cooperations from public and private financial institutions in order to provide assisting measures for small and medium enterprises which have been affected by the demonstrations led by the People's Democratic Reform Committee (PDRC)

2. The CMPO wished to express its support for the position of General Prayuth Chan-O-Cha, the Army Commander-in-Chief, that the way of negotiation is the resolution to the current political conflicts. The CMPO wished to express that it is also the way that the CMPO has adhered with and it wished to reaffirm that the CMPO is not the opponent of any groups, whether pro- and anti- PDRC, and the United Front of Democracy Against Dictatorship (UDD). The CMPO is a special authority established with a duty to maintain democracy including peace and order.

3. The CMPO wished to express its appreciation for the PDRC's decision to move all protest sites to the Lumpini Park. However, the CMPO still has concerns about the demonstrations at the Chaeng Watthana Road and the Government House compound. Also, the CMPO wished to request the protest leaders at the office of the National Anti-Corruption Commission (NACC) to clear the way for officials to enter, as the demonstrations at that venue could ignite more political conflict. The CMPO will seek advices from the Civil Court about instructions for the police in dealing with the protesters in such venue.

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ศรส. แถลง ผลการเข้าดำเนินการบริเวณทำเนียบรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมแสดงความขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความร่วมมืองดการเข้าร่วมชุมนุม และการสนับสนุนทางด้านการเงิน


วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2557) เวลา 13.30 น. ณ ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้

1. ศรส. ขอแจ้งพี่น้องประชาชนว่า ข้อมูลจากการตรวจสอบของหน่วยงานด้านการข่าวปรากฏมียอดผู้ชุมนุมของ กปปส. สูงสุดเมื่อคืนวานนี้ ช่วงเวลาประมาณ 20.00 นาฬิกา ที่ประมาณ 5,000 คน ซึ่งได้ลดน้อยลงเป็นลำดับอย่างต่อเนื่องทุกวัน ศรส. ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความร่วมมืองดการเข้าร่วมชุมนุม การสนับสนุนด้านการเงิน และการช่วยเหลือต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่ไม่สงบขณะนี้ยุติไปได้ในที่สุด

2. เช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ของ ศรส.ได้เข้าทำการสนธิกำลังเพื่อเข้าไปจับกุมแกนนำ กปปส. ที่ศาลได้อนุมัติหมายจับแล้วหลบซ่อนอยู่ตามที่ชุมนุมต่าง ๆ รวมถึงการ์ดของแกนนำที่อยู่ห้อมล้อม ซึ่งอาจขัดขวางการเข้าจับกุม ก็จะเป็นความผิดซึ่งหน้าที่เจ้าพนักงานสามารถจับกุมได้ทันที ผลการเข้าดำเนินการบริเวณทำเนียบรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปรากฏกลุ่มผู้ต้องหาและการ์ดได้พากันหลบหนี ละทิ้งพื้นที่ที่ได้ยึดถือไว้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่ พบสิ่งผิดกฎหมายได้แก่ อาวุธยาเสพติด และอุปกรณ์การประกอบระเบิดจำนวนมาก ที่แกนนำ กปปส. และการ์ดได้ทิ้งไว้

3. เมื่อวานนี้ จากผลการตั้งด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวการ์ด กปปส. ได้ 1 คน คือ นายไตรฉัตร จันทร์ทองสุข ได้อำพรางตัวโดยแต่งกายชุดตำรวจปฏิบัติการพิเศษ และพกพาอาวุธร้ายแรง ได้แก่ อาวุธปืน 2 กระบอก พร้อมกระสุนปืน จึงได้ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีต่อไป ศรส. ขอเรียนว่าการที่แกนนำ กปสส. จัดให้การ์ดแต่งกายเป็นตำรวจแล้วพกพาอาวุธร้ายแรงเช่นนี้ จะก่อให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจะเกิดความเข้าใจผิดของประชาชนและผู้เข้าชุมนุมที่อาจถูกทำร้ายแล้วเข้าใจผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้กระทำ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเกลียดชังและปัญหาความขัดแย้งมากขึ้นไปอีก

4. กรณีนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำ กปปส. ที่ศาลได้ออกหมายจับประเภทหมาย ฉ. ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จะครบกำหนดควบคุมตัว 7 วัน ในวันอาทิตย์นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวไปขออนุญาตศาลควบคุมตัวต่ออีก ๗ วัน ซึ่งศาลเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวแล้วจึงให้ปล่อยตัวนั้น ศรส.ได้รับแจ้งว่า นายสนธิญาณ ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงคือ ข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อความไม่สงบในบ้านเมือง และร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีพิเศษที่เจ้าพนักงาน ๓ ฝ่ายร่วมกันสอบสวน คือ ตำรวจ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ ได้มีมติแล้วให้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวแก่นายสนธิญาณ และในวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ จะได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอออกหมายขังมีกำหนดครั้งละ 12 วัน ไม่เกิน 7 ครั้ง หรือ 84 วัน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมายปกติ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยจะได้ขอศาลคัดค้านการประกันตัว เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และหากปล่อยตัวไปก็เชื่อว่าจะไปกระทำผิดซ้ำอีก ศรส.ขอยืนยันว่าการปฏิบัติตามที่กล่าวมานี้ เป็นขั้นตอนปกติตามกฎหมายซึ่งไม่อาจปฏิบัติเป็นอื่นได้ และไม่มีการกลั่นแกล้งแต่อย่างใด

5. ศรส.ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้ มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 156 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 165 คดี รวมคดีทั้งสิ้น 321 คดี และศาลได้ออกหมายจับ ให้แล้วจำนวน 59 คน

6. ศรส.ได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 อันเป็นวันครบกำหนดที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ซึ่งอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องในความผิดฐานร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล หรือที่เรียกกันว่า คดี 98 ศพ เมื่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี พ.ศ. 2553 นั้น พนักงานอัยการได้นำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฟ้องคดีเป็นจำเลยต่อศาลไปแล้ว แต่นายสุเทพ ไม่ยอมไปศาล และขอเลื่อนนัดพนักงานอัยการเรื่อยมาถึง 4 นัดแล้ว ดังนั้น พนักงานอัยการจึงไม่อนุญาตให้เลื่อนนัดอีกต่อไป โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษจะได้แจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษไปดำเนินการนำตัวนายสุเทพ มาเพื่อส่งตัวต่อศาลและฟ้องคดีเป็นจำเลย ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้เร่งรีบดำเนินการให้ได้ตัวนายสุเทพ โดยเร็วต่อไป