แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศรส. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศรส. แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ผอ.ศรส.เผยไม่เห็นด้วยที่นายกรัฐมนตรีจะเจรจากับเลขาธิการ กปปส.
ผอ.ศรส.เผยเคารพการตัดสินใจของนายกฯ เรื่องการเจรจากับเลขาธิการ กปปส. แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่นายกฯ จะเจรจากับเลขาธิการ กปปส.ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏ-ผู้ต้องหาตามหมาย ฉ. พร้อมสั่งการทุกกระทรวง กรม ฟ้องร้องแพ่ง-อาญากลุ่ม กปปส.ที่บุกรุกสถานที่ราชการ ระบุไม่เลือกที่รักมักที่ชังจะเอาผิดทุกกลุ่มผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมาย
วันนี้ (28 ก.พ.57) เวลา 10.35 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผู้อำนวยการ ศรส. ให้สัมภาษณ์ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. จะขอพบและเจรจากับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แบบตัวต่อตัวออกโทรทัศน์ให้ประชาชนทั่วประเทศรับทราบ ว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่านายกฯ จะตัดสินใจอย่างไร แต่คิดว่านายกฯ ไม่ควรให้เกียรตินายสุเทพ เพราะนายสุเทพเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏ เป็นผู้ต้องหาตามหมาย ฉ. เป็นผู้นำ กปปส. ซึ่งเป็นองค์กรเถื่อน ขณะที่นายกฯ เป็นผู้นำประเทศตามกฎหมายและตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตนมองว่านายสุเทพไม่มีทางไป ขอพบนายกฯ แต่ถ้านายกฯ ไปพบ ตนก็เคารพการตัดสินใจของนายกฯ ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทยคนหนึ่ง คิดว่านายกฯ ไม่ควรให้เกียรตินายสุเทพ เพราะนายสุเทพไม่มีเกียรติ พูดร้อยแปดพันครั้งว่าจะไม่พบนายกฯ โดยเด็ดขาด จะจับ จะยึดทรัพย์ จะเนรเทศนายกฯ จะเนรเทศทั้งตระกูล เพราะนายสุเทพไม่มีทางไปถึงกลับมาทางนี้ ทั้งนี้ ยืนยันว่าทั้งหมดเป็นความคิดของตนเอง ไม่เกี่ยวกับ ศรส.
“ความเห็นของผม เรายึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยใช่ไหม ปี 49 พวกคุณปฏิวัติ ร่างรัฐธรรมนูญ พวกผมเป็นฝ่ายค้าน คุณแพ้เลือกตั้งใช่ไหม คุณมาปล้นคนของพวกผมไป ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ นายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพแก้ปัญหาม็อบตายเกือบ 100 คน บาดเจ็บเกือบ 2,000 คนใช่ไหม คุณยุบสภาฯ คุณเป็นรัฐบาล ผมเป็นฝ่ายค้าน พวกผมชนะเลือกตั้งใช่ไหม คุณแพ้เลือกตั้งในขณะนั้นครั้งหนึ่ง รัฐบาลรัฐประหารครั้งที่สอง คุณเป็นนายกฯ พวกผมชนะเลือกตั้ง เมื่อพวกผมชนะเลือกตั้งมาตลอด คราวนี้คุณไม่ลงเลือกตั้งเพราะคุณกลัวแพ้การเลือกตั้ง วิธีที่ดีที่สุดคุณต้องยอมรับเลือกตั้งแล้วต้องเลือกตั้งให้เสร็จ ตั้งรัฐบาลแล้วอยู่สั้น ๆ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ มีความคิดจะปฏิรูปการเมืองอย่างไรเสนอมา แต่ต้องถามประชาชนว่าเอาด้วยไหม ถึงวันนั้นนายกรัฐมนตรีก็ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ภายใต้การปฏิรูปที่ทุกฝ่ายยอมรับ วิธีนี้ดีที่สุด ไม่เสี่ยงคุก ไม่เสี่ยงตาราง สมมติมาเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก พอนายกฯ ลาออก พวกนั้นก็ไปแจ้งจับนายกฯ” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะ ผอ.ศรส. จะมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการที่นายกรัฐมนตรีเจรจากับนายสุเทพแบบตัวต่อตัว ให้ต่างฝ่ายต่างมีตัวแทนมาเจรจากันหรือไม่ ผอ.ศรส. กล่าวว่าไม่ขอแสดงความเห็น เมื่อถามต่อว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประธานที่ปรึกษา ศรส. เสนอให้ ร.ต.อ.เฉลิม พูดคุยกับนายสุเทพ โดยผอ.ศรส. กล่าวว่า “ผมไม่คุย ผมเป็น ผอ.ศรส. นายสุเทพเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏ”
ผอ.ศรส. กล่าวถึงจำนวนผู้มาร่วมชุมนุมกับนายสุเทพว่ามียอดสูงสุดอยู่ที่ 210,000 คน โดยเมื่อคืนที่ผ่านมายอดผู้ชุมนุมเหลือเพียง 3,000 กว่าคน ที่เวทีชุมนุมสี่แยกปทุมวันนายสุเทพขึ้นพูดมีคนฟัง 3,700 คน แต่พอนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขึ้นพูด ผู้ชุมนุมลดลงเหลือประมาณ 800 คน ตนมองว่าพวกนี้ไม่ใช่นักปราศรัย เพราะนักปราศรัยต้องพูดให้คนฟังรู้สึกโกรธแทน แต่นี่พูดไปโกรธไป ด่าไป คนฟังก็กลับบ้านหมด ตนเป็นนักปราศรัยที่เวลาปราศรัยมีเนื้อหาสาระ เมื่อคนฟังก็รู้สึกโกรธแทน แต่นี่โกรธเอง คนเลยกลับหมด เรื่องไม่สนุกก็สนุกเอง
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ผู้ชุมนุมประกาศระดมพลเคลื่อนไหวยกระดับขับไล่นายกรัฐมนตรี และมีเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น ผอ.ศรส. กล่าวว่า ไปขับไล่ ถ้าเข้าล็อค เจ้าหน้าที่ก็จับ วันนี้ในที่ประชุม ศรส. ตนจะสั่งการทุกกระทรวง กรม ให้ฟ้องร้อง กปปส. ที่ไปบุกรุกสถานที่ราชการทั้งทางแพ่งและอาญา และหมายจับ ฉ. 18 ฉบับก็มีผลแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวออกมาว่าประมาณกลางเดือนมีนาคมนี้ เหตุการณ์ทุกอย่างจะเรียบร้อย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผอ.ศรส. กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ถ้าถามตน ๆ คิดว่า พวกแพ้เลือกตั้งแล้วมาตีรวน แพ้เลือกตั้งแล้วมาแย่งคนของเขาไป ไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็น ผอ.ศรส. จะดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมทุกกลุ่มหรือไม่ ผอ.ศรส. กล่าวว่าดูทุกกลุ่มที่เคลื่อนไหว การที่กลุ่ม นปช. ประกาศเคลื่อนไหวปิดองค์กรอิสระ เพราะเลียนแบบนายสุเทพที่เชื่อว่าศาลแพ่งให้ทำได้ เมื่อถามต่อว่า ศรส. จะดำเนินการฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญากับกลุ่มผู้ชุมนุมทุกกลุ่มใช่หรือไม่ ผอ.ศรส. กล่าวว่า ใครทำผิดก็เหมือนกันหมด ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
พร้อมกันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้กล่าวขอเตือนนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ว่า ให้ทำหน้าที่เฉพาะหน้าที่ของตัวเอง เพราะทุกวันนี้นายสมชัยออกมาให้สัมภาษณ์จนสร้างความสับสน นายสมชัยมาจากการเลือกตั้ง จากคน 6 คน แต่พรรคเพื่อไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน นายสมชัยพยายามพูดจาชี้นำสังคมไทยโดยปราศจากข้อเท็จจริง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไปประชุมที่จังหวัดสงขลาจะเกิดปัญหา ก็ยังพยายามที่จะดำเนินการให้เกิดการประชุมให้ได้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเมื่อยุบสภาฯ แล้วพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งออกได้ครั้งเดียว ก็พยายามจะเสนอศาลรัฐธรรมนูญ นายสมชัยรู้หรือไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มความรู้สึกนึกคิดไม่ตรงกับพรรคเพื่อไทย ตนขอร้องให้นายสมชัยหยุด และอยากให้ กกต. อีก 4 คนออกมาพูดบ้าง ไม่ใช่ให้นายสมชัยพูดอยู่คนเดียว มาสร้างความสับสน ที่นายสมชัยพูดนั้นไม่มีหลักมีเกณฑ์
วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ศรส. แถลงมอบ 5 หน่วยงานร่วมตรวจสอบกลั่นกรองรายชื่อกลุ่มทุนที่สนับสนุน กปปส. อย่างรอบคอบก่อนเผยรายชื่อ
ศรส. ยังไม่เผยรายชื่อกลุ่มทุนท่อน้ำเลี้ยง กปปส. ระบุต้องพิจารณารอบคอบ มอบหมาย 5 หน่วยงานร่วมตรวจสอบกลั่นกรองก่อนเปิดเผย เร่ง มท. ส่งผลพิจารณาการเนรเทศสาธิต เซกัล ภายในพรุ่งนี้ ประณามพระพุทธอิสระ แกนนำ กปปส. ที่สั่งการ์ดควบคุมตัว-รุมทำร้ายตำรวจ 2 นาย ชี้ผิดกฎหมายร้ายแรงโดยศรส.จะดำเนินการเฉียบขาด
วันนี้ (11 ก.พ.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้
1. ศรส. ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 149 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 95 คดี และศาลได้ออกหมายจับให้แล้วจำนวน 41 คน
2. ศรส. ได้รับรายงานว่า คณะกรรมการพิจารณาเพื่อเสนอทบทวนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร รายนายสาธิต เซกัล หนึ่งในแกนนำ กปปส. ซึ่งมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ได้ประชุมหารือเมื่อวานนี้ คือวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติ โดยต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ศรส. เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงมีหนังสือแจ้งปลัดกระทรวงมหาดไทยให้เร่งพิจารณา โดยขอให้มีความเห็นว่าจะเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ อย่างไร ส่งถึงผู้อำนวยการ ศรส. ภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 เพื่อ ศรส.จะได้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ต่อไป
3. ศรส.ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า กรณีความเดือดร้อนของชาวนาและเกษตรกรนั้น พระพุทธอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล โดยเป็นแกนนำเวทีถนนแจ้งวัฒนะ ได้เสนอต่อรองว่า หากกรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีการทุจริตจำนำข้าวเป็นคดีพิเศษแล้ว กปปส. จะอนุญาตให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเปิดทำการตามปกติได้นั้น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ชี้แจงแล้วว่า การจะรับคดีใดเป็นคดีพิเศษนั้น ไม่ได้ขึ้นกับการต่อรองด้วยวิธีการเช่นนี้ของ กปปส. เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และในกระบวนการยุติธรรมจะใช้วิธีต่อรองเช่นนี้ไม่ได้ แต่ ศรส.เห็นด้วยที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะเข้าไปทำการตรวจสอบหรือสอบสวนในเรื่องนี้ หากมีผู้ร้องขอที่มีตัวตนชัดเจน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดร้องขอให้ดำเนินคดีการทุจริตจำนำข้าวเลย จึงขอทำความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะ กปปส. ไปประกาศบิดเบือนว่า ศรส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่รับทำคดีการทุจริตจำนำข้าว
4. ผู้อำนวยการ ศรส. โดยความเห็นชอบของที่ประชุมได้สั่งการและกำชับให้เจ้าหน้าที่ของ ศรส.เร่งรัดการเข้าจับกุมแกนนำผู้กระทำผิดของ กปปส. ทั้งที่ศาลได้อนุมัติออกหมายจับไว้และผู้กระทำผิดซึ่งหน้าโดยเฉพาะการ์ดที่ให้การคุ้มกันผู้ถูกออกหมายจับ โดยให้พิจารณาดำเนินการตามความจำเป็นและเหมาะสม
5. ศรส.ขอประณามการกระทำของแกนนำ กปปส. โดยเฉพาะพระพุทธอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ ที่สั่งการให้การ์ดของ กปปส. เข้าควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของชาวนาที่เข้าไปบริเวณชุมนุมถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละตามหน้าที่ แต่กลับถูกควบคุมตัวโดยแกนนำที่ศาลออกหมายจับ แล้วเข้ารุมทำร้ายตำรวจทั้ง 2 นาย ใช้ผ้าผูกตาแล้วข่มขู่ทำร้ายตามภาพที่ปรากฏทางสื่อมวลชนทั่วไป ขณะนี้ตำรวจทั้ง 2 นายต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ คาดว่าต้องใช้เวลารักษาตัวนานถึง 2 สัปดาห์
อนึ่ง ตำรวจทั้ง 2 นาย คือ ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงษ์ อุ่นนวลบุรพงศ์ ซึ่งอายุมากแล้วถึง 59 ปี และ 43 ปี ตามลำดับ ศรส. ขอยืนยันว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความผิดต่อกฎหมายที่ร้ายแรงและไม่สมควรกระทำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างยิ่ง ศรส. จะดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับกรณีดังกล่าวต่อไป
6. ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. โดยเฉพาะสถานที่ราชการ ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ทำพิธีเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดบริการได้ ขณะนี้สามารถเปิดได้ถึง 44 แห่งแล้ว
พร้อมกันนี้ อธิบดีดีเอสไอกล่าวถึงกรณีการประกาศ 136 รายชื่อกลุ่มทุนที่เข้าข่ายสนับสนุนในลักษณะเป็นท่อน้ำเลี้ยง กปปส. ว่า ที่ประชุม ศรส.เห็นสมควรว่าเพื่อความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงมอบหมายให้ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. และกรมสรรพากร ร่วมทำหน้าที่ตรวจสอบกลั่นกรองทั้ง 136 รายชื่ออีกครั้งก่อนที่จะประกาศรายชื่อเพื่อให้มาชี้แจงกับ ศรส. ซึ่งขณะนี้ทั้ง 5 หน่วยงานกำลังมีการประชุมร่วมกันเพื่อตรวจสอบ พิจารณากลั่นกรองให้เกิดความรอบคอบก่อนประกาศรายชื่อ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ในวันนี้ โดยขอให้สื่อมวลชนสอบถามความคืบหน้าได้โดยตรงจากเลขาธิการ ป.ป.ง.
“ ที่ประชุม ศรส.มีข้อห่วงใยว่าการดำเนินการเรื่องนี้ต้องรอบคอบ และมีพยานหลักฐานพอสมควร เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้ง ศรส. เองที่ดำเนินการเรื่องนี้ และคนที่จะถูกเปิดรายชื่อด้วย ฉะนั้นควรจะต้องมีการตรวจสอบจาก 5 หน่วยงาน ไม่ใช่เป็นการทำตามลำพังของดีเอสไอ หรือตามลำพังของตำรวจสันติบาลเท่านั้น เพราะรายชื่อตั้งต้นมาจากดีเอสไอกับตำรวจสันติบาล แต่เพื่อให้เกิดความรอบคอบจึงนำ 5 หน่วยงานที่จะต้องตรวจสอบต่อ มาพิจารณาร่วมกันเลย อาจจะช้าไปสักนิดหนึ่ง แต่ที่แน่นอนคือใน 136 รายชื่อนี้ มี 58 รายชื่อที่แน่นอน เพราะอยู่ในสถานะเป็นผู้ต้องหาคดีพิเศษแล้ว” อธิบดีดีเอสไอกล่าว
อธิบดีดีเอสไอกล่าวด้วยว่า รายชื่อกลุ่มทุนที่เข้าข่ายลักษณะท่อน้ำเลี้ยงที่ยังไม่ประกาศ อาจมีรายชื่อที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นก็ได้ คณะทำงาน 5 หน่วยงานยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบ โดยไม่ได้กำหนดว่าต้องตรวจสอบให้เสร็จภายในเวลาเท่าไร แต่ ผอ.ศรส. เน้นย้ำว่าต้องเร็วที่สุด
“สิ่งที่เราทำเราก็ป้องปรามอยู่แล้ว เราก็ประกาศมาตลอด ทำตั้งแต่ออกประกาศ ศรส. ตั้งแต่ฉบับแรก ๆ ว่าให้ยุติทันที มีหนังสือเตือนส่งถึงตัว แต่เราไม่เปิดเผยชื่อ จากหนังสือเตือนเสร็จก็มาทำรายชื่อ 136 รายชื่อ แล้วก็จะนำไปสู่การเรียกสอบ การดำเนินคดี ถือว่าเราพยายามป้องปรามอย่างมาก ถ้ายังไม่หยุดและมีพฤติการณ์หนักขึ้น ก็แน่นอนว่าจะต้องถูกดำเนินคดี คงไม่ใช่เพียงแค่ผู้สนับสนุน อาจจะเข้าข่ายเป็นตัวการร่วมไปเลย” อธิบดีดีเอสไอกล่าว
อธิบดีดีเอสไอกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของความรับผิดทางอาญาของผู้ที่สนับสนุน หลักใหญ่คือต้องดูที่เจตนา ถ้าเจตนาเป็นเรื่องของการบริจาคค่าอาหาร ความศรัทธา เป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย ๆ ต่าง ๆ 1,000 บาท 2,000 บาท หรือ 10,000 บาท 20,000 บาท ต่าง ๆ แล้วไม่ได้ให้กันต่อเนื่องเป็นอาจิณ ไม่ได้ไปร่วมขึ้นเวทีด้วย ก็เป็นเครื่องชี้เจตนาว่าไม่มีเจตนาร่วมกระทำผิดหรือสนับสนุน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่หมายความว่าใครบริจาคแล้วผิดหมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีเรื่องการร้องขอให้ดีเอสไอรับเรื่องการทุจริตจำนำข้าวเป็นคดีพิเศษ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ไม่ใช่เป็นคดีบัญชีท้าย จึงต้องมีการนำเข้าบอร์ดคดีพิเศษ ฉะนั้นเมื่อมีการร้องเข้ามาก็จะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงที่เรียกว่าการสืบสวนเบื้องต้นก่อนและนำเข้าสู่บอร์ด แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครร้องเข้ามา ซึ่งดีเอสไอยินดีที่จะทำคดีนี้ โดยขอให้ร้องเข้ามาแล้วจะรีบตรวจสอบและนำเข้าพิจารณาในบอร์ดดีเอสไอต่อไป ทั้งนี้ การที่ กปปส. ไปบิดเบือนว่าดีเอสไอไม่รับทำคดีนั้น ดีเอสไอไม่รับแน่ถ้าเกิดจากการต่อรอง เพราะพระพุทธอิสระใช้วิธีต่อรองว่าให้รับทำคดีแล้วจะเปิดที่ทำการดีเอสไอให้ทำการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กระบวนการยุติธรรมต้องไม่ใช่การต่อรอง ไม่จำเป็นต้องประกาศเปิดที่ทำการให้ดีเอสไอก็ได้ เพียงมีคนมาร้อง ดีเอสไอก็จะสอบสวนดำเนินการให้ จะผิดหรือถูกต้องมาดูกันอีกที โดยขอให้ติดต่อร้องมาได้ที่ ศรส.
ผู้สื่อข่าวถามถึงผลการเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แกนนำ กปปส. เมื่อเช้านี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า จากข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันพบว่ามีเสื้อเกราะกันกระสุน วิทยุ ที่คนขับรถรับว่าเป็นของคนขับรถ ซึ่งพบว่าผิดตามยุทธภัณฑ์ ส่วนจะผิดถูกอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง
วันนี้ (11 ก.พ.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้
1. ศรส. ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 149 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 95 คดี และศาลได้ออกหมายจับให้แล้วจำนวน 41 คน
2. ศรส. ได้รับรายงานว่า คณะกรรมการพิจารณาเพื่อเสนอทบทวนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร รายนายสาธิต เซกัล หนึ่งในแกนนำ กปปส. ซึ่งมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ได้ประชุมหารือเมื่อวานนี้ คือวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติ โดยต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ศรส. เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงมีหนังสือแจ้งปลัดกระทรวงมหาดไทยให้เร่งพิจารณา โดยขอให้มีความเห็นว่าจะเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ อย่างไร ส่งถึงผู้อำนวยการ ศรส. ภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 เพื่อ ศรส.จะได้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ต่อไป
3. ศรส.ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า กรณีความเดือดร้อนของชาวนาและเกษตรกรนั้น พระพุทธอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล โดยเป็นแกนนำเวทีถนนแจ้งวัฒนะ ได้เสนอต่อรองว่า หากกรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีการทุจริตจำนำข้าวเป็นคดีพิเศษแล้ว กปปส. จะอนุญาตให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเปิดทำการตามปกติได้นั้น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ชี้แจงแล้วว่า การจะรับคดีใดเป็นคดีพิเศษนั้น ไม่ได้ขึ้นกับการต่อรองด้วยวิธีการเช่นนี้ของ กปปส. เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และในกระบวนการยุติธรรมจะใช้วิธีต่อรองเช่นนี้ไม่ได้ แต่ ศรส.เห็นด้วยที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะเข้าไปทำการตรวจสอบหรือสอบสวนในเรื่องนี้ หากมีผู้ร้องขอที่มีตัวตนชัดเจน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดร้องขอให้ดำเนินคดีการทุจริตจำนำข้าวเลย จึงขอทำความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะ กปปส. ไปประกาศบิดเบือนว่า ศรส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่รับทำคดีการทุจริตจำนำข้าว
4. ผู้อำนวยการ ศรส. โดยความเห็นชอบของที่ประชุมได้สั่งการและกำชับให้เจ้าหน้าที่ของ ศรส.เร่งรัดการเข้าจับกุมแกนนำผู้กระทำผิดของ กปปส. ทั้งที่ศาลได้อนุมัติออกหมายจับไว้และผู้กระทำผิดซึ่งหน้าโดยเฉพาะการ์ดที่ให้การคุ้มกันผู้ถูกออกหมายจับ โดยให้พิจารณาดำเนินการตามความจำเป็นและเหมาะสม
5. ศรส.ขอประณามการกระทำของแกนนำ กปปส. โดยเฉพาะพระพุทธอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ ที่สั่งการให้การ์ดของ กปปส. เข้าควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของชาวนาที่เข้าไปบริเวณชุมนุมถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละตามหน้าที่ แต่กลับถูกควบคุมตัวโดยแกนนำที่ศาลออกหมายจับ แล้วเข้ารุมทำร้ายตำรวจทั้ง 2 นาย ใช้ผ้าผูกตาแล้วข่มขู่ทำร้ายตามภาพที่ปรากฏทางสื่อมวลชนทั่วไป ขณะนี้ตำรวจทั้ง 2 นายต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ คาดว่าต้องใช้เวลารักษาตัวนานถึง 2 สัปดาห์
อนึ่ง ตำรวจทั้ง 2 นาย คือ ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงษ์ อุ่นนวลบุรพงศ์ ซึ่งอายุมากแล้วถึง 59 ปี และ 43 ปี ตามลำดับ ศรส. ขอยืนยันว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความผิดต่อกฎหมายที่ร้ายแรงและไม่สมควรกระทำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างยิ่ง ศรส. จะดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับกรณีดังกล่าวต่อไป
6. ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. โดยเฉพาะสถานที่ราชการ ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ทำพิธีเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดบริการได้ ขณะนี้สามารถเปิดได้ถึง 44 แห่งแล้ว
พร้อมกันนี้ อธิบดีดีเอสไอกล่าวถึงกรณีการประกาศ 136 รายชื่อกลุ่มทุนที่เข้าข่ายสนับสนุนในลักษณะเป็นท่อน้ำเลี้ยง กปปส. ว่า ที่ประชุม ศรส.เห็นสมควรว่าเพื่อความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงมอบหมายให้ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. และกรมสรรพากร ร่วมทำหน้าที่ตรวจสอบกลั่นกรองทั้ง 136 รายชื่ออีกครั้งก่อนที่จะประกาศรายชื่อเพื่อให้มาชี้แจงกับ ศรส. ซึ่งขณะนี้ทั้ง 5 หน่วยงานกำลังมีการประชุมร่วมกันเพื่อตรวจสอบ พิจารณากลั่นกรองให้เกิดความรอบคอบก่อนประกาศรายชื่อ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ในวันนี้ โดยขอให้สื่อมวลชนสอบถามความคืบหน้าได้โดยตรงจากเลขาธิการ ป.ป.ง.
“ ที่ประชุม ศรส.มีข้อห่วงใยว่าการดำเนินการเรื่องนี้ต้องรอบคอบ และมีพยานหลักฐานพอสมควร เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้ง ศรส. เองที่ดำเนินการเรื่องนี้ และคนที่จะถูกเปิดรายชื่อด้วย ฉะนั้นควรจะต้องมีการตรวจสอบจาก 5 หน่วยงาน ไม่ใช่เป็นการทำตามลำพังของดีเอสไอ หรือตามลำพังของตำรวจสันติบาลเท่านั้น เพราะรายชื่อตั้งต้นมาจากดีเอสไอกับตำรวจสันติบาล แต่เพื่อให้เกิดความรอบคอบจึงนำ 5 หน่วยงานที่จะต้องตรวจสอบต่อ มาพิจารณาร่วมกันเลย อาจจะช้าไปสักนิดหนึ่ง แต่ที่แน่นอนคือใน 136 รายชื่อนี้ มี 58 รายชื่อที่แน่นอน เพราะอยู่ในสถานะเป็นผู้ต้องหาคดีพิเศษแล้ว” อธิบดีดีเอสไอกล่าว
อธิบดีดีเอสไอกล่าวด้วยว่า รายชื่อกลุ่มทุนที่เข้าข่ายลักษณะท่อน้ำเลี้ยงที่ยังไม่ประกาศ อาจมีรายชื่อที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นก็ได้ คณะทำงาน 5 หน่วยงานยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบ โดยไม่ได้กำหนดว่าต้องตรวจสอบให้เสร็จภายในเวลาเท่าไร แต่ ผอ.ศรส. เน้นย้ำว่าต้องเร็วที่สุด
“สิ่งที่เราทำเราก็ป้องปรามอยู่แล้ว เราก็ประกาศมาตลอด ทำตั้งแต่ออกประกาศ ศรส. ตั้งแต่ฉบับแรก ๆ ว่าให้ยุติทันที มีหนังสือเตือนส่งถึงตัว แต่เราไม่เปิดเผยชื่อ จากหนังสือเตือนเสร็จก็มาทำรายชื่อ 136 รายชื่อ แล้วก็จะนำไปสู่การเรียกสอบ การดำเนินคดี ถือว่าเราพยายามป้องปรามอย่างมาก ถ้ายังไม่หยุดและมีพฤติการณ์หนักขึ้น ก็แน่นอนว่าจะต้องถูกดำเนินคดี คงไม่ใช่เพียงแค่ผู้สนับสนุน อาจจะเข้าข่ายเป็นตัวการร่วมไปเลย” อธิบดีดีเอสไอกล่าว
อธิบดีดีเอสไอกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของความรับผิดทางอาญาของผู้ที่สนับสนุน หลักใหญ่คือต้องดูที่เจตนา ถ้าเจตนาเป็นเรื่องของการบริจาคค่าอาหาร ความศรัทธา เป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย ๆ ต่าง ๆ 1,000 บาท 2,000 บาท หรือ 10,000 บาท 20,000 บาท ต่าง ๆ แล้วไม่ได้ให้กันต่อเนื่องเป็นอาจิณ ไม่ได้ไปร่วมขึ้นเวทีด้วย ก็เป็นเครื่องชี้เจตนาว่าไม่มีเจตนาร่วมกระทำผิดหรือสนับสนุน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่หมายความว่าใครบริจาคแล้วผิดหมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีเรื่องการร้องขอให้ดีเอสไอรับเรื่องการทุจริตจำนำข้าวเป็นคดีพิเศษ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ไม่ใช่เป็นคดีบัญชีท้าย จึงต้องมีการนำเข้าบอร์ดคดีพิเศษ ฉะนั้นเมื่อมีการร้องเข้ามาก็จะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงที่เรียกว่าการสืบสวนเบื้องต้นก่อนและนำเข้าสู่บอร์ด แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครร้องเข้ามา ซึ่งดีเอสไอยินดีที่จะทำคดีนี้ โดยขอให้ร้องเข้ามาแล้วจะรีบตรวจสอบและนำเข้าพิจารณาในบอร์ดดีเอสไอต่อไป ทั้งนี้ การที่ กปปส. ไปบิดเบือนว่าดีเอสไอไม่รับทำคดีนั้น ดีเอสไอไม่รับแน่ถ้าเกิดจากการต่อรอง เพราะพระพุทธอิสระใช้วิธีต่อรองว่าให้รับทำคดีแล้วจะเปิดที่ทำการดีเอสไอให้ทำการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กระบวนการยุติธรรมต้องไม่ใช่การต่อรอง ไม่จำเป็นต้องประกาศเปิดที่ทำการให้ดีเอสไอก็ได้ เพียงมีคนมาร้อง ดีเอสไอก็จะสอบสวนดำเนินการให้ จะผิดหรือถูกต้องมาดูกันอีกที โดยขอให้ติดต่อร้องมาได้ที่ ศรส.
ผู้สื่อข่าวถามถึงผลการเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แกนนำ กปปส. เมื่อเช้านี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า จากข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันพบว่ามีเสื้อเกราะกันกระสุน วิทยุ ที่คนขับรถรับว่าเป็นของคนขับรถ ซึ่งพบว่าผิดตามยุทธภัณฑ์ ส่วนจะผิดถูกอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง
วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557
ศรส.เตรียมเข้าเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดล้อม เพื่อขอความร่วมมือเปิดทางให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการ
ศรส. เตรียมส่งคณะเจรจา ศรส. เข้าเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดล้อม เริ่ม 10.00 น. พรุ่งนี้ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการ แจงการปิดล้อมสถานที่ราชการกระทบการให้บริการประชาชน โดยเฉพาะทำให้ต้องเสียสิทธิตามกฎหมาย ระบุให้กรอบเวลาแกนนำไปพิจารณาภายใน 24 ช.ม. ย้ำเน้นเจรจาโดยละมุนละม่อม ไม่ใช้กำลัง ไม่ใช่การสลายการชุมนุม แต่เป็นการขอความร่วมมือ
วันนี้ (26 ม.ค. 57) เวลา 17.05 น. ณ ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมด้วย นายณรงค์ ศศิธร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และร้อยโทหญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงข่าว ดังนี้
พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า โดยที่ผู้ชุมนุมได้มีการปิดล้อมสถานที่ราชการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริการพี่น้องประชาชน ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.57) เวลา 10.00 น. ศรส. จะได้จัดคณะเจรจาเข้าไปขอเจรจาเปิดทางให้พี่น้องประชาชนเข้าไปใช้บริการสถานที่ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยคณะผู้เจรจาของ ศรส. จะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนไทยทั้งไทยและต่างประเทศ โดยจะมีการพูดคุยกับแกนนำที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นอยู่ ซึ่งมีกรอบเวลาที่ ศรส. จะให้แกนนำกลับไปตกลงใจภายใน 24 ชั่วโมงแล้วกลับมาให้คำตอบซึ่งกันและกัน
นายณรงค์ ศศิธร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวชี้แจงถึงเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการบริการประชาชน ในส่วนของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทบกับการปฏิบัติงานของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะกรมการกงสุล ว่า กรมการกงสุลถือเป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงการต่างประเทศในการให้บริการประชาชน ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการผลิตหนังสือเดินทาง ปัจจุบันระบบการผลิตหนังสือเดินทางระบบหลักของกรมการกงสุลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก จากเดิมสามารถผลิตหนังสือเดินทางให้กับประชาชนทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และต่างประเทศ วันละ 6,500 เล่ม ปัจจุบันจำเป็นต้องใช้ระบบสำรองที่สามารถผลิตได้เพียงวันละ 2,500 เล่ม นอกจากนี้ เมื่อระบบปฏิบัติการหลักไม่สามารถทำได้ก็จะกระทบกับการให้บริการกับประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดและต่างประเทศ เนื่องจากการเชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงานในต่างจังหวัดและต่างประเทศมาที่กรมการกงสุลไม่สามารถทำได้ ซึ่งปัจจุบันขณะนี้มียอดตกค้างของผู้สมัครขอรับการทำหนังสือเดินทางจำนวนนับหลายหมื่นราย ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศก็พยายามแก้ไขปัญหาเท่าที่จะสามารถทำได้ เช่น การขยายเวลาการให้บริการประชาชนที่มากขึ้นในแต่ละวัน รวมถึงการให้การบริการในช่วงวันหยุดด้วย แต่ก็สามารถทำได้จำนวนจำกัดเท่านั้น
ด้าน นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมมีหน่วยบริการที่อยู่ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชาชนเท่านั้น โดยจะเห็นว่า กปปส. ไม่ได้ปิดหน่วยงานของศาล แต่มีหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรมที่ทำงานเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับศาลที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และทำให้ประชาชนต้องหมดสิทธิ์ในเรื่องต่าง ๆ มากมายตามกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องอายุความ เช่น หน่วยบริการประชาชนส่วนหน้าของกรมบังคับคดี ไม่สามารถตรวจรับคำร้องชำระหนี้ได้ และในคดีล้มละลายก็ไม่สามารถดำเนินการตามนัดได้ และไม่สามารถจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้กับลูกหนี้ในคดีล้มละลายได้ ส่วนสำนวนคดีความที่ต้องเกี่ยวกับการดำเนินการของศาล ก็ไม่สามารถที่จะนำออกไปดำเนินการได้ และคู่ความไม่สามารถยื่นคำร้อง ยื่นคำรับชำระหนี้ต่าง ๆ ได้ รวมทั้งการกำหนดขายทอดตลาดในส่วนที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถดำเนินการได้ และอีกส่วนหนึ่งคือกรณีที่ลูกหนี้มีความจำเป็นต้องเดินทางนอกราชอาณาจักร ก็ไม่สามารถยื่นคำร้องได้
นายธวัชชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ในส่วนของกรณีคดีแพ่ง ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลในเรื่องการยึดอายัด ชำระราคาค่าทรัพย์ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ด้านในส่วนของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในเรื่องของกองทุนยุติธรรม ที่ชาวบ้านจะมาขอเงินในเรื่องของการประกันตัว ค่าทนายความ เรื่องการพิสูจน์สิทธิ เรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งมีเงื่อนเวลาตามกฎหมาย ก็ไม่สามารถมาใช้บริการได้ รวมทั้งในส่วนของการช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญา ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องตามกฎหมายภายในระยะเวลา 1 ปี ก็ไม่สามารถยื่นได้ทำตามกำหนดเวลาได้ จึงทำให้เสียสิทธิ ขณะที่ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ขณะนี้ก็มีปัญหาในเรื่องของวัตถุพยานและการออกรายงานที่ไม่สามารถออกรายงานพิสูจน์ต่าง ๆ แก่หน่วยงานราชการและศาลที่เกี่ยวข้องได้ โดยทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงยุติธรรมจำเป็นต้องขอกลับเข้าไปปฏิบัติราชการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชน
ด้าน ร้อยโทหญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ประชาชนรับทราบตารางกำหนดการเจรจาขอคืนสถานที่ราชการของชุดเจรจา ศรส. ตลอดสัปดาห์หน้า ดังนี้ วันจันทร์ 27 ม.ค.57 เวลา 10.00 น. ชุดเจรจาจะไปขอคืนสถานที่ราชการบริเวณพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานต่าง ๆ ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ จากนั้น เวลา 14.00 น. จะไปขอคืนสถานที่ราชการของส่วนราชการที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เช่น ส่วนราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น วันอังคาร 28 ม.ค. 57 เวลา 10.00 น. จะไปขอคืนสถานที่ราชการในพื้นที่ซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน เช่น ส่วนราชการสังกัดกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร กรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น วันพุธ 29 ม.ค.57 เวลา 10.00 น. จะไปขอคืนสถานที่ราชการของหน่วยราชการที่ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามกับโรงพยาบาลรามาธิบดี เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น วันศุกร์ 31 ม.ค.57 เวลา 10.00 น. จะเดินทางไปขอคืนสถานที่ราชการที่ตั้งอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน และพื้นที่สะพานพระราม 8
“จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้โปรดสบายใจว่าชีวิตของท่านจะกลับคืนสู่ความปกติ เนื่องจาก ศรส. มีแผนการณ์ที่ชัดเจนในการที่จะคืนความสุขให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ โดยที่นโยบายในการขอคืนส่วนราชการต่าง ๆ จะเน้นการเจรจาโดยละมุนละม่อม ไม่ใช้กำลัง ไม่ใช่เรื่องของการสลายการชุมนุม แต่เป็นเรื่องของการขอความร่วมมือ” ร้อยโทหญิง สุณิสา กล่าว
วันนี้ (26 ม.ค. 57) เวลา 17.05 น. ณ ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมด้วย นายณรงค์ ศศิธร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และร้อยโทหญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงข่าว ดังนี้
พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า โดยที่ผู้ชุมนุมได้มีการปิดล้อมสถานที่ราชการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริการพี่น้องประชาชน ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.57) เวลา 10.00 น. ศรส. จะได้จัดคณะเจรจาเข้าไปขอเจรจาเปิดทางให้พี่น้องประชาชนเข้าไปใช้บริการสถานที่ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยคณะผู้เจรจาของ ศรส. จะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนไทยทั้งไทยและต่างประเทศ โดยจะมีการพูดคุยกับแกนนำที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นอยู่ ซึ่งมีกรอบเวลาที่ ศรส. จะให้แกนนำกลับไปตกลงใจภายใน 24 ชั่วโมงแล้วกลับมาให้คำตอบซึ่งกันและกัน
นายณรงค์ ศศิธร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวชี้แจงถึงเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการบริการประชาชน ในส่วนของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทบกับการปฏิบัติงานของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะกรมการกงสุล ว่า กรมการกงสุลถือเป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงการต่างประเทศในการให้บริการประชาชน ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการผลิตหนังสือเดินทาง ปัจจุบันระบบการผลิตหนังสือเดินทางระบบหลักของกรมการกงสุลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก จากเดิมสามารถผลิตหนังสือเดินทางให้กับประชาชนทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และต่างประเทศ วันละ 6,500 เล่ม ปัจจุบันจำเป็นต้องใช้ระบบสำรองที่สามารถผลิตได้เพียงวันละ 2,500 เล่ม นอกจากนี้ เมื่อระบบปฏิบัติการหลักไม่สามารถทำได้ก็จะกระทบกับการให้บริการกับประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดและต่างประเทศ เนื่องจากการเชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงานในต่างจังหวัดและต่างประเทศมาที่กรมการกงสุลไม่สามารถทำได้ ซึ่งปัจจุบันขณะนี้มียอดตกค้างของผู้สมัครขอรับการทำหนังสือเดินทางจำนวนนับหลายหมื่นราย ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศก็พยายามแก้ไขปัญหาเท่าที่จะสามารถทำได้ เช่น การขยายเวลาการให้บริการประชาชนที่มากขึ้นในแต่ละวัน รวมถึงการให้การบริการในช่วงวันหยุดด้วย แต่ก็สามารถทำได้จำนวนจำกัดเท่านั้น
ด้าน นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมมีหน่วยบริการที่อยู่ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชาชนเท่านั้น โดยจะเห็นว่า กปปส. ไม่ได้ปิดหน่วยงานของศาล แต่มีหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรมที่ทำงานเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับศาลที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และทำให้ประชาชนต้องหมดสิทธิ์ในเรื่องต่าง ๆ มากมายตามกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องอายุความ เช่น หน่วยบริการประชาชนส่วนหน้าของกรมบังคับคดี ไม่สามารถตรวจรับคำร้องชำระหนี้ได้ และในคดีล้มละลายก็ไม่สามารถดำเนินการตามนัดได้ และไม่สามารถจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้กับลูกหนี้ในคดีล้มละลายได้ ส่วนสำนวนคดีความที่ต้องเกี่ยวกับการดำเนินการของศาล ก็ไม่สามารถที่จะนำออกไปดำเนินการได้ และคู่ความไม่สามารถยื่นคำร้อง ยื่นคำรับชำระหนี้ต่าง ๆ ได้ รวมทั้งการกำหนดขายทอดตลาดในส่วนที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถดำเนินการได้ และอีกส่วนหนึ่งคือกรณีที่ลูกหนี้มีความจำเป็นต้องเดินทางนอกราชอาณาจักร ก็ไม่สามารถยื่นคำร้องได้
นายธวัชชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ในส่วนของกรณีคดีแพ่ง ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลในเรื่องการยึดอายัด ชำระราคาค่าทรัพย์ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ด้านในส่วนของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในเรื่องของกองทุนยุติธรรม ที่ชาวบ้านจะมาขอเงินในเรื่องของการประกันตัว ค่าทนายความ เรื่องการพิสูจน์สิทธิ เรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งมีเงื่อนเวลาตามกฎหมาย ก็ไม่สามารถมาใช้บริการได้ รวมทั้งในส่วนของการช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญา ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องตามกฎหมายภายในระยะเวลา 1 ปี ก็ไม่สามารถยื่นได้ทำตามกำหนดเวลาได้ จึงทำให้เสียสิทธิ ขณะที่ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ขณะนี้ก็มีปัญหาในเรื่องของวัตถุพยานและการออกรายงานที่ไม่สามารถออกรายงานพิสูจน์ต่าง ๆ แก่หน่วยงานราชการและศาลที่เกี่ยวข้องได้ โดยทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงยุติธรรมจำเป็นต้องขอกลับเข้าไปปฏิบัติราชการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชน
ด้าน ร้อยโทหญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ประชาชนรับทราบตารางกำหนดการเจรจาขอคืนสถานที่ราชการของชุดเจรจา ศรส. ตลอดสัปดาห์หน้า ดังนี้ วันจันทร์ 27 ม.ค.57 เวลา 10.00 น. ชุดเจรจาจะไปขอคืนสถานที่ราชการบริเวณพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานต่าง ๆ ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ จากนั้น เวลา 14.00 น. จะไปขอคืนสถานที่ราชการของส่วนราชการที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เช่น ส่วนราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น วันอังคาร 28 ม.ค. 57 เวลา 10.00 น. จะไปขอคืนสถานที่ราชการในพื้นที่ซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน เช่น ส่วนราชการสังกัดกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร กรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น วันพุธ 29 ม.ค.57 เวลา 10.00 น. จะไปขอคืนสถานที่ราชการของหน่วยราชการที่ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามกับโรงพยาบาลรามาธิบดี เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น วันศุกร์ 31 ม.ค.57 เวลา 10.00 น. จะเดินทางไปขอคืนสถานที่ราชการที่ตั้งอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน และพื้นที่สะพานพระราม 8
“จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้โปรดสบายใจว่าชีวิตของท่านจะกลับคืนสู่ความปกติ เนื่องจาก ศรส. มีแผนการณ์ที่ชัดเจนในการที่จะคืนความสุขให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ โดยที่นโยบายในการขอคืนส่วนราชการต่าง ๆ จะเน้นการเจรจาโดยละมุนละม่อม ไม่ใช้กำลัง ไม่ใช่เรื่องของการสลายการชุมนุม แต่เป็นเรื่องของการขอความร่วมมือ” ร้อยโทหญิง สุณิสา กล่าว
วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557
แถลงการณ์ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (วันที่ 22 มกราคม 2557)
กราบเรียนพี่น้องประชาชนที่เคารพ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2557 (วานนี้) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศไทย โดยมีข้อความดังนี้
“สหรัฐอเมริกาขอประณามอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ สหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้ทางการไทยสืบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวและนำตัวผู้รับผิดชอบเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สหรัฐอเมริกาเรียกร้องทุกฝ่ายให้ละเว้นจากการก่อความรุนแรง ให้ใช้ความอดทนอดกลั้น และยึดมั่นในหลักนิติธรรม สหรัฐอเมริกาสนับสนุนสถาบันและกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยซึ่งเป็นเพื่อนและพันธมิตรของสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลายาวนาน สหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยึดมั่นในการหารืออย่างจริงใจเพื่อจะแก้ปัญหาความ แตกต่าง ทางการเมืองอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตย”ซึ่งพี่น้องประชาชนจะเห็นได้ว่า การที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดบริ หารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและจัดตั้ง ศูนย์รักษาความสงบหรือ ศรส. ขึ้น โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีกำหนดระยะเวลาของการประกาศใช้ 60 วัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง และเป็นอันตรายต่อผู้ชุมนุมจากการกระทำขอ งกลุ่มคนที่ต้องการก่อกวนสร้างสถานการณ์ก่อเหตุร้ายต่างๆ นาๆ กับพี่น้องประชาชน และเพื่อดำเนินกรตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด ในการประท้วงที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็พร้อมที่จะเจรจากับกลุ่มผู้ ชุมนุมระท้วงเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศไทย เพื่อให้เกิดความสงบสุขภายใต้วิถีทางของระบอบประชาธิปไตย
ขอบคุณครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





