แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศอ.รส. แถลงการณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศอ.รส. แถลงการณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๔

แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๔
เรื่อง ประนามการกระทำผิดของ กปปส. และขอเรียกร้องประชาชนอย่าเข้าร่วมกระทำผิด

----------------------------------------

​ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลัง ทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม

​บัดนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่างๆ นานาอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองตลอดมา จนในที่สุดเมื่อวานนี้ พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องแกนนำถึง ๕๑ คน ในข้อหาอุกฉกรรจ์ ได้แก่ ร่วมกันเป็นกบฎ, ร่วมกันก่อการร้าย, กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกไปแต่ไม่เลิก, ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงาน งดจ้าง เพื่อบังคับรัฐบาลฯ, ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน, ร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง, ร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้งหรือเข้าไป ณ ที่ลงคะแนนเลือกตั้ง และร่วมกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร

​ตลอดเวลาที่ผ่านมานายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ แกนนำ กปปส. ได้มีข้อเรียกร้องต่างๆนานา ซึ่งรัฐบาลก็ได้ผ่อนปรนความประสงค์ และรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ การยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ก็ได้กระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง จนเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้

​ดังนั้น ข้อเรียกร้องของกลุ่ม กปปส. ในเรื่องสำคัญ จึงได้รับการตอบสนอง รวมถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีที่มีส่วนร่วมและมีมติเห็นชอบการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี สิ้นสุดลง และคณะกรรมการ ปปช. ก็ได้ชี้มูลนายกรัฐมนตรีกรณีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของ กปปส. ซึ่งต้องการให้นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง

​อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้อเรียกร้องของ กปปส. ได้รับการตอบสนองแล้ว กปปส. ก็มิได้หยุดชุมนุม แต่กลับกระทำการรุนแรงต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะในวันนี้ ได้ระดมมวลชนเข้าบุกยึดสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ รวมถึงสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง

​ศอ.รส. ขอประนามการกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกแกนนำ กปปส. และขอเรียกร้องให้ประชาชนงดเว้นการเข้าร่วมกระทำความผิด มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทุกคนไปโดยไม่มีการละเว้น ส่วนแกนนำทุกคนจะต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งจนถึงที่สุด ในการนี้ ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ รวมถึงความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองที่อาจเกิดจากการกระทำของท่านที่ได้เข้าร่วมในการกระทำผิดดังกล่าว
ศอ.รส. จึงเห็นสมควรแถลงการณ์มาเพื่อพี่น้องประชาชนได้รับทราบ อนึ่ง แถลงการณ์ฉบับนี้                    เป็นความเห็นของฝ่ายบริหาร ศอ.รส. โดยมิได้ขอให้ฝ่ายทหารร่วมแถลง หรือแสดงความเห็นด้วย​​​​​​​        

จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน​​
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗

ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ศอ.รส. มีความกังวลต่อการที่กลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. ได้ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในวันที่ ๕ พฤษภาคมนี้ โดย ศอ.รส. ขอร้องให้แกนนำทั้งสองฝ่ายจัดการชุมนุมโดยสงบ และไม่ยั่วยุมวลชนให้เกิดการเผชิญหน้ากันซึ่งจะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งเลวร้ายลงไปอีก ซึ่งขณะนี้มีรายงานว่าได้มีการชักชวนประชาชนจำนวนมากให้เข้าร่วมชุมนุมกับทั้งสองกลุ่ม และ ศอ.รส. ขอเรียกร้องพี่น้องประชาชนให้ใช้วิจารณญาณหลีกเลี่ยงการร่วมชุมนุม ไม่ว่ากับกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่ม นปช. เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง  และแม้ว่าการเข้าร่วมการชุมนุมจะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่หากมีการกระทำผิดกฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใดในการเข้าร่วมชุมนุมแล้ว ท่านก็จะต้องถูกดำเนินคดีทุกคนไปโดยไม่มีการละเว้น ส่วนแกนนำทุกคนจะต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดย ศอ.รส. จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มอย่างเท่าเทียมกันเพื่อป้องกันเหตุร้ายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ศอ.รส. ยังได้รับทราบเกี่ยวกับการปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่ประกาศว่าในวันที่ ๑๔ พฤษภาคมนี้ จะเรียกคืนอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยอ้างว่าไม่มีรัฐบาลที่มีความชอบธรรม มีเพียงคณะบุคคลที่อ้างความเป็นรัฐมนตรีที่พ้นอำนาจไปแล้วตั้งแต่ประกาศยุบสภา และ กปปส. จะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติขึ้นเอง โดย ศอ.รส. มีความกังวลอย่างยิ่งว่าการประกาศเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงเจตนากระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ยังจะสร้างความขัดแย้งมากขึ้นในหมู่ประชาชน เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงและการเผชิญหน้ากันได้ ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเรียนว่า เมื่อมีการยุบสภา อำนาจอธิปไตยก็ได้กลับคืนสู่ประชาชนแล้ว และเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่จะใช้อำนาจอธิปไตยนั้นผ่านการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลและสภานิติบัญญัติที่ชอบธรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้บิดเบือนประเด็นนี้อย่างชัดเจน เพราะในสมัยรัฐบาลที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี เมื่อยุบสภาแล้ว นายสุเทพฯ กับคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ก็ได้อยู่ในตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อๆมา จนมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นายสุเทพฯ  จึงใช้วาทกรรมบิดเบือนประเด็นเพื่อให้พี่น้องประชาชนหลงเชื่อโดยปราศจากความเป็นจริงตามรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง

เรื่องที่ ๒ ตามที่ ศอ.รส. ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเลือกตั้งซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เนื่องจากการเลือกตั้งจะทำให้ความขัดแย้งของมวลชนกลุ่มต่างๆ ยุติลง และนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศซึ่งเป็นภารกิจหลักของ ศอ.รส. รวมทั้งการเลือกตั้งก็เป็นหลักสากลอันเป็นที่ยอมทั่วโลกในวิถีทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย วันนี้ ผู้อำนวยการ ศอ.รส. ได้มีหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อเสนอให้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. กับ ศอ.รส. เพื่อเตรียมการต่างๆ ให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม และป้องกันการขัดขวางการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ศอ.รส.ได้มีหนังสือถึงประธาน กกต. ขอเชิญ กกต. หรือผู้แทนเข้าร่วมประชุมกับ ผอ.ศอ.รส. และคณะ ในวันที่     ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นี้ เวลา ๑๔.๐๐ น.  ในการนี้ ศอ.รส. ขอเตือนพี่น้องประชาชนอย่าได้หลงเชื่อการชักจูงของแกนนำ กปปส. ให้กระทำการขัดขวางการเลือกตั้งซ้ำอีก เนื่องจาก ศอ.รส. มีนโยบายในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิดฐานขัดขวางการเลือกตั้ง และความผิดที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้งเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง

เรื่องที่ ๓ ศอ.รส. ได้รับข้อมูลว่ากลุ่ม กปปส. จะใช้พนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งเข้าร่วมดำเนินการให้เกิดความเสียหายและเดือดร้อนแก่ระบบสาธารณูปโภค หรือกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำผิดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ซึ่งจะสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่อันเป็นภารกิจและความรับผิดชอบของ ศอ.รส. ดังนั้นในวันนี้ ผู้อำนวยการ ศอ.รส. จึงได้มีหนังสือถึงผู้บริหารและประธานกรรมการบริหารของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เพื่อสั่งการให้ดำเนินการป้องกัน แก้ไข โดยให้จัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริงเมื่อเกิดเหตุขึ้น และให้ส่งแผนปฏิบัติการดังกล่าวมายัง ศอ.รส. ภายในวันที่ ๑๒ พฤษภาคมนี้ และหากมีการปล่อยให้พนักงานและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดกับแกนนำกลุ่ม กปปส. ผู้บริหารอาจต้องรับผิดตามกฎหมายของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงาน ความผิดฐานสนับสนุนการเป็นกบฏของแกนนำ กปปส. และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง ศอ.รส. ทั้งนี้ ข้อสั่งการดังกล่าวของ ศอ.รส. ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
______________________

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗

ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ศอ.รส. ขอแสดงความยินดีและชื่นชมที่การประชุมระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กับคณะของนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ ได้ประสบความสำเร็จในการกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗ นี้ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญอันจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศในเร็ววัน เพราะการเลือกตั้งจะทำให้ความขัดแย้งของกลุ่มมวลชนต่างๆ ได้ยุติลง แล้วมุ่งหวังใช้สิทธิในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองที่ตนชื่นชอบ ซึ่ง ศอ.รส. จะได้เสนอ กกต. แต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. กับ ศอ.รส. เพื่อเตรียมการต่างๆ ให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม และป้องกันการขัดขวางการเลือกตั้งด้วย โดยผู้อำนวยการ ศอ.รส. จะได้มีหนังสือเรียนแจ้งประธาน กกต. เพื่อเสนอการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันดังกล่าวต่อไป

เรื่องที่ ๒ ศอ.รส. ได้รับรายงานจากคณะพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณกับพวกแกนนำ กปปส. ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏฯ ว่า ในวันนี้ เวลา ๑๔.๐๐ น. จะได้นำสำนวนการสอบสวน พร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาชุดแรก รวม ๕๘ คน ไปส่งมอบให้พนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป โดยข้อหาฐานความผิดที่เห็นควรสั่งฟ้อง คือ ร่วมกันเป็นกบฎ, กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกไปแต่ไม่เลิก, ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงาน งดจ้าง เพื่อบังคับรัฐบาลฯ และร่วมกันบุกรุก ร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งและร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของ กกต.

สำหรับผู้ต้องหาชุดแรกที่มีความเห็นควรสั่งฟ้องในฐานความผิดเดียวกันข้างต้น ได้แก่ 
๑. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
๒. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
๓. นายชุมพล จุลใส
๔. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
๕. นายอิสสระ สมชัย
๖. นายวิทยา แก้วภราดัย
๗. นายถาวร เสนเนียม
๘. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
๙. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
๑๐. นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก
๑๑. นายนิติธร ล้ำเหลือ
๑๒. นายอุทัย ยอดมณี
๑๓. เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์
๑๔. พลเอกปรีชา เอี่ยมสุพรรณ
๑๕. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
๑๖. นายยศศักดิ์ โกไศยกานนท์
๑๗. นายสุภวัฒน์ สุปิยะพาณิชย์
๑๘. นายสมบูรณ์ ทองบุราญ
๑๙. นางสาวจิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี
๒๐. นายสาธิต ปิตุเตชะ
๒๑. นายสกลธี ภัททิยกุล
๒๒. นายทศพล เพ็งส้ม
๒๓. นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์
๒๔. นายแก้วสรร อติโพธิ
๒๕. นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
๒๖. นายเสรี วงษ์มณฑา
๒๗. นายกิตติศักดิ์ ปรกติ
๒๘. นายถนอม อ่อนเกตุพล
๒๙. นายชาญวิทย์ วิภูสิริ
๓๐. นายไพบูลย์ นิติตะวัน
๓๑. พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์
๓๒. นายสุริยะใส กตะศิลา
๓๓. นายพิภพ ธงไทย
๓๔. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย
๓๕. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์
๓๖. นายพิจารณ์ สุขภารังษี
๓๗. นายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี หรือนายอมร อมรรัตนานนท์
๓๘. นายพิชิต ไชยมงคล
๓๙. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
๔๐. หลวงปู่พุทธะอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธรรมโม หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ
๔๑. นายสาวิทย์ แก้วหวาน
๔๒. นายสาธิต เซกัล
๔๓. นายกิตติชัย ใสสะอาด
๔๔. นายคมสันต์ ทองศิริ
๔๕. นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม
๔๖. นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ
๔๗. นายมั่นแม่น กะการดี
๔๘. นายประกอบกิจ อินทร์ทอง
๔๙. นายนัสเซอร์ ยีหมะ
๕๐. นายพานสุวรรณ ณ แก้ว
๕๑. นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด
๕๒. นายสำราญ รอดเพชร
๕๓. นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ
๕๔. นางสาวรังสิมา รอดรัศมี
๕๕. นางทยา ทีปสุวรรณ
๕๖. พล.อ.ท. วัชระ ฤทธาคนี
๕๗. พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ
๕๘. นายถวิล เปลี่ยนศรี 

อนึ่ง เฉพาะผู้ต้องหา ๖ คนที่ได้เข้ามอบตัวแล้ว ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะต้องแจ้งข้อหาเพิ่มเติม จึงจะได้ส่งตัวต่อพนักงานอัยการในสัปดาห์หน้า ได้แก่ ๑. นายสาธิต ปิตุเตชะ ๒. นายสกลธี ภัททิยกุล ๓. นายทศพล เพ็งส้ม ๔. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ๕. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และ ๖. นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ

สำหรับการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาชุดที่ ๒ ซึ่งนอกเหนือจากผู้ต้องหาทั้ง ๕๘ คนดังกล่าว   แม้จะไม่ใช่แกนนำหลักของ กปปส. แต่ก็มีพยานหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นผู้เข้าร่วมกระทำผิดด้วย โดยเฉพาะข้อหาฐานความผิดร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งมีจำนวนผู้ต้องหาอีกประมาณ ๓๐๐ คน โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อันประกอบด้วยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพนักงานอัยการ จะได้เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ นี้เช่นกัน 

ศอ.รส. ขอเรียนย้ำต่อพี่น้องประชาชนว่า การดำเนินคดีดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติของหน่วยงานถึง ๓ หน่วยงาน มีความโปร่งใสและตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งหรือช่วยเหลือแต่อย่างใด และเป็นที่ชัดเจนว่า แม้การเข้าร่วมการชุมนุมจะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่หากมีการกระทำผิดต่อกฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใดในการเข้าร่วมชุมนุมแล้ว ท่านก็จะต้องถูกดำเนินคดีทุกคนไปโดยไม่มีการละเว้น ท่านจึงควรใช้วิจารณญาณหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุมดังกล่าว 

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ศอ.รส. ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินคดีพิเศษกรณีแกนนำ กปปส. รวมทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และผู้กระทำผิดกฎหมายซึ่งถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่น ๆ ที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกัน คือ ความผิดเกี่ยวกับการขัดขวางการเลือกตั้ง และการบุกรุกสถานที่ราชการนั้น ขณะนี้มีแกนนำ กปปส. และผู้กระทำผิดกฎหมายที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวเพิ่มเติมอีก ๒๓๖ รายจากการกระทำผิดฐานขัดขวางการเลือกตั้ง จึงมีจำนวนผู้ต้องหาทั้งสิ้น ๓๑๖ ราย ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อันประกอบด้วยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานอัยการ และพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สรุปสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว โดยจะส่งไปยังพนักงานอัยการในวันที่ ๑ พฤษภาคมนี้ ทั้งนี้จะแยกส่งสำนวนในครั้งแรก จำนวน ๕๘ ราย โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องทุกคนทุกข้อหาตามฐานความผิด ซึ่งคาดว่าพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษจะได้มีคำสั่งทางคดีและฟ้องผู้กระทำผิดได้ในวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อันเป็นวันครบกำหนดฝากขังของผู้ต้องหาบางราย โดยหากผู้ต้องหาคนใดที่ยังไม่เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการได้มีคำสั่งควรสั่งฟ้องแล้ว คณะพนักงานสอบสวนก็จะได้ขออำนาจศาลเพื่อออกหมายจับและนำตัวมาฟ้องต่อศาลต่อไป ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือทั้งหมด ก็จะได้สรุปสำนวนการสอบสวนส่งพนักงานอัยการภายในกลางเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ เช่นกัน   

ศอ.รส. ขอเรียนย้ำต่อพี่น้องประชาชนว่า การดำเนินคดีดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติของหน่วยงานถึง ๓ หน่วยงาน มีความโปร่งใสและตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งหรือช่วยเหลือแต่อย่างใด และเป็นที่ชัดเจนว่า แม้การเข้าร่วมการชุมนุมจะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่หากมีการกระทำผิดต่อกฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใดในการเข้าร่วมชุมนุมแล้ว ท่านก็จะต้องถูกดำเนินคดีทุกคนไปโดยไม่มีการละเว้น ท่านจึงควรใช้วิจารณญาณหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุมดังกล่าว 

เรื่องที่ ๒ ตามนโยบายของ ศอ.รส. ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการที่กลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใด ได้นำมวลชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐต่างๆ ดังนั้น ศอ.รส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ดำเนินการเปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ถึง ๗๐ แห่งแล้ว ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอร้องกลุ่มมวลชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใดให้งดเว้นการเข้าปิดล้อม ปิดกั้น และคุกคามการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ ศาล และหน่วยงานต่างๆ เพราะเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะการให้บริการประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ก็จะต้องหยุดลง หรือเป็นโดยล่าช้าหรือเสียหาย อันเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย โดยหาได้เกิดประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย 

นอกจากนี้ ศอ.รส. ยังมีนโยบายให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับแกนนำกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใดที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งศาลได้มีการออกหมายจับผู้กระทำผิดแล้วหลายราย และแม้ว่าการเข้าจับกุมผู้กระทำผิดอาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันที แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะไม่ละเลย และจะทำการจับกุมดำเนินคดีทันทีเมื่อมีโอกาสอันเหมาะสมว่าจะไม่เกิดการปะทะหรือสูญเสีย ซึ่งความผิดในเรื่องนี้มีอายุความอันยาวนาน โดยขณะนี้ มีหน่วยราชการเข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก ปิดล้อมสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐแล้วทั้งหมด ๒๘ หน่วยงาน เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๓๗ คดี 

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๒

แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๒
เรื่อง การดำเนินคดีกับนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส.  
และแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุม
----------------------------------------

ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลังทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม

ตลอดเวลา ๓๗ วันที่ได้มีการจัดตั้ง ศอ.รส. ให้ทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการทั้งปวงให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมาในระดับหนึ่งนั้น ศอ.รส. ได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินคดีแกนนำผู้จัดการชุมนุม ซึ่งมีการกระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นคดีพิเศษ มีการสอบสวนร่วมกัน ๓ ฝ่าย คือ พนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ  และพนักงานอัยการของสำนักงานอัยการสูงสุด ในข้อหาฐานความผิดร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อเหตุความไม่สงบในบ้านเมือง ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ และในฐานความผิดอื่นๆ ซึ่งศาลอาญาได้ออกหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกในข้อหาฐานความผิดร่วมกันเป็นกบฏ ดังกล่าว พร้อมแกนนำอื่นๆ อีกหลายคน ซึ่งขณะนี้มีผู้ต้องหารวมทั้งสิ้นถึง ๘๐ คน อาทิเช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายชุมพล จุลใส , นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, นายอิสสระ  สมชัย, นายวิทยา แก้วภราดัย, นายถาวร  เสนเนียม, นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, นายเอกนัฏ  พร้อมพันธุ์, นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก, นายนิติธร  ล้ำเหลือ, นายอุทัย  ยอดมณี ,นายถวิล  เปลี่ยนศรี, พระพุทธะอิสระ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาบางคนมีข้อหาฐานความผิดเพิ่มเติมเฉพาะตัวอีกด้วย เช่น นายอิสสระ สมชัย ในข้อหาฐานความผิดพยายามฆ่า เป็นต้น ซึ่งได้มีผู้ต้องหาถูกจับกุมแล้ว ๒ คน และเข้ามอบตัวอีกจำนวน ๖ คน 

บัดนี้ การสอบสวนในคดีพิเศษดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้ว คณะพนักงานสอบสวนจึงได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทุกคน ตั้งแต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกที่เป็นแกนนำ กปปส. ตามข้อหาฐานความผิดดังกล่าว โดยกำหนดส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นดังกล่าวไปยังพนักงานอัยการในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นี้ ซึ่งคาดว่าพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษจะได้มีคำสั่งทางคดีและฟ้องผู้กระทำผิดได้ภายในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อันเป็นวันครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้ายของผู้ต้องหาบางคน โดยหากผู้ต้องหาคนใดที่ยังไม่เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ก็จะได้ขอออกหมายจับหลังจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งควรสั่งฟ้องดังกล่าว

ศอ.รส. จึงเห็นสมควรออกแถลงการณ์เพื่อแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ ดังต่อไปนี้ ศอ.รส. ให้ความสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ เพราะจะเป็นผลให้สถานการณ์ความไม่สงบคลี่คลายไปได้ ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และป้องกันมิให้ประชาชนใช้การแก้แค้นลงโทษกันเอง ซึ่งผลการดำเนินคดีได้คืบหน้าไปตามกฎหมายแล้ว ดังกล่าวมาข้างต้น

ศอ.รส. ขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชน ได้โปรดเข้าใจว่า การอภิปราย ชักจูง หรือปราศรัยชวนเชื่อ ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก อยู่ในขณะนี้ เป็นความพยายามของผู้ต้องหาที่มุ่งหวังกระทำการทั้งหลายทั้งปวง เพื่อตัวเองและพวกพ้อง ที่ต้องหาว่ากระทำความผิด และมีหมายจับในฐานร่วมกันเป็นกบฏจากศาล จึงขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. และไม่หลงเชื่อที่จะมีการชักชวนให้ร่วมเข้าชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 30 เมษายน 2557 นี้
การเข้าร่วมชุมนุมกับแกนนำ กปปส. นั้น นอกจากอาจเป็นผู้ร่วมกระทำผิดตามกฎหมายแล้ว ยังอาจได้รับอันตราย ตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องมาด้วย

ศอ.รส. ยืนยันว่า จะได้เร่งรัดให้มีการจับกุมดำเนินคดีกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกอย่างเร่งรีบต่อไป โดยคำนึงถึงความสูญเสียของเจ้าหน้าที่และประชาชนด้วย เพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก มีการ์ด กปปส. ห้อมล้อมด้วยอาวุธร้ายแรงต่างๆ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่

ศอ.รส. มิได้มุ่งหมายดำเนินคดีกับแกนนำ เฉพาะ กปปส. เท่านั้น แต่ได้กำชับให้มีการดำเนินคดี กับแกนนำผู้กระทำผิดในทุกๆ กลุ่ม ที่ได้กระทำผิดขึ้นในบ้านเมือง ในพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. 

ศอ.รส. จึงเห็นสมควรแถลงการณ์มาเพื่อพี่น้องประชาชนได้รับทราบ อนึ่ง แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นความเห็นของฝ่ายบริหาร ศอ.รส. โดยมิได้ขอให้ฝ่ายทหารร่วมแถลง หรือแสดงความเห็นด้วย        

จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
๒๔ เมษายน ๒๕๕๗

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

ศอ.รส.ย้ำเรียกร้องแกนนำทุกกลุ่มยุติการชุมนุม-เรียกร้อง กกต.จัดการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อมีรัฐบาลชุดใหม่บริหารประเทศ แก้ไขปัญหาขัดแย้งในชาติ


ศอ.รส.เผยกังวลต่อเหตุการณ์ยิงปืนใส่กลุ่มผู้ชุมนุมกปปส.-กวป.ที่ศูนย์ราชการฯ วานนี้ ชี้แสดงให้เห็นการเผชิญหน้าระหว่างมวลชนสองฝ่าย กำชับเร่งรัดนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี ย้ำเรียกร้องแกนนำทุกกลุ่มยุติการชุมนุม ไม่ปลุกระดมเรียกคนร่วมชุมนุมใหญ่ พร้อมเรียกร้อง กกต.จัดการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อมีรัฐบาลชุดใหม่บริหารประเทศ-แก้ไขปัญหาขัดแย้งของคนในชาติ โดย ศอ.รส.ยินดีสนับสนุนให้การเลือกตั้งเรียบร้อยหาก กกต.ร้องขอ

วันนี้ (23 เม.ย.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต นายธันว์ พีรวุฒิ และ นางสาวสิริมา สุนาวิน คณะทำงานเลขาธิการ ศอ.รส. แถลงผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้อำนวยการ ศอ.รส. เป็นประธานการประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้

เรื่องที่ 1 ศอ.รส. ได้รับรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อวานนี้ระหว่างกลุ่มมวลชน กปปส. กับกลุ่ม กวป. ที่ต้องการมายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ บริเวณศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ และมีการยิงปืน 2 นัดเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งการ์ด กปปส. ได้ควบคุมตัวตำรวจ 3 นายที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งตรวจค้นและยึดอาวุธปืนของตำรวจอีก 1 นายที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ด้วย ซึ่งต่อมาตำรวจที่ถูกยึดอาวุธปืนได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับการ์ด กปปส. 10 คน ในข้อหาปล้นทรัพย์ ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ได้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยและป้องกันการปะทะกันไว้ได้ และ ศอ.รส.จะได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการนำตัวผู้ก่อเหตุยิงปืนมาดำเนินคดีโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. มีความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์นี้ เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างมวลชนสองฝ่ายตามที่ ศอ.รส.ได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้น โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่น ๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2 องค์กร คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้แกนนำทุกกลุ่มยุติการชุมนุมและไม่ปลุกระดมเรียกคนเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ เพราะจะเป็นความเสี่ยงอย่างมากที่จะเกิดการกระทบกระทั่งและก่อเหตุร้ายต่อกัน ซึ่งหากแกนนำยังคงฝ่าฝืนจนเกิดเหตุร้าย แกนนำทุกคนทุกกลุ่มจะต้องรับผิดชอบต่อการทำผิดกฎหมาย ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

เรื่องที่ 2 ศอ.รส. ได้รับรายงานเกี่ยวกับการประชุมระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งกับหัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้แทนพรรคการเมืองเพื่อหารือการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป โดยในการประชุมดังกล่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้ง 3 แนวทาง คือ วันที่ 20 กรกฎาคม วันที่ 17 สิงหาคม หรือวันที่ 14 กันยายน ซึ่งจากการประชุมดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้ กกต. จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อจะได้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ นอกจากนี้ ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันการขัดขวางการเลือกตั้งซ้ำอีก ซึ่ง ศอ.รส. ยินดีให้การสนับสนุนแก่ กกต. เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีการร้องขอ อย่างไรก็ตาม หากมีการขัดขวางการเลือกตั้งเกิดขึ้นซ้ำอีก ผู้กระทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

เรื่องที่ 3 ศอ.รส. ได้รับทราบเกี่ยวกับบทวิเคราะห์การเมืองไทยโดยเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 คือเมื่อวานนี้ โดยระบุว่าวิกฤตทางการเมืองของไทยมาถึงขั้นอันตรายสูงสุดเมื่อกลุ่มต่อต้านนายกรัฐมนตรีผลักดันให้เกิดรัฐประหารโดยองค์กรตัดสิน ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเสี่ยงที่จะนำประเทศไปสู่เผด็จการหรือสงครามกลางเมือง ที่สำคัญ ไฟแนนเชียลไทม์ได้ชี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และ กกต. กำลังนำสถานการณ์เข้าสู่จุดสำคัญของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำกับผู้ออกเสียงเลือกตั้งในชนบทที่ดำเนินมานาน 8 ปี โดยใช้คดีความ 2 กรณีซึ่งมีกำหนดจะชี้ขาดในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า คือ คดีโยกย้ายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของศาลรัฐธรรมนูญ และคดีโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการ ป.ป.ช. บทวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับความเห็นของ ศอ.รส. ตามแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ดังนั้นเพื่อมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ศอ.รส. โดยผู้อำนวยการ ศอ.รส. และประธานที่ปรึกษา ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ทุกองค์กรและทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมาโดยเห็นแก่ความถูกต้องและชาติบ้านเมือง

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๗


ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ศอ.รส. ได้พิจารณาจดหมายเปิดผนึก ๒ ฉบับของศาสตราจารย์ ดร. อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ หรือ คอ.นธ. ซึ่งในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ ๑ กล่าวถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๘ (๒) และ (๓) กรณีโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ (๗) โดยศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษฯ เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการรับคำร้องให้พิจารณากรณีดังกล่าว เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะได้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว เมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ และการโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ก็เป็นการใช้อำนาจบริหารตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๘ ประกอบมาตรา ๒๖๖ แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยและมีคำวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๘ ก็ไม่มีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา ๑๘๒ (๗) และไม่มีผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ วรรคหนึ่ง (๑) เนื่องจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นๆ นั้น พระมหากษัตริย์ทรงได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะสิ้นสุดลง หรือรัฐมนตรีทั้งคณะจะพ้นจากตำแหน่ง ก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น

ส่วนในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ ๒ ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ ได้ให้ความเห็นว่า กระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เนื่องจากการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันเป็นการใช้ข้อกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว โดยมิได้ตราขึ้นเป็นกฎหมายโดยองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนดังเช่นกระบวนพิจารณาของศาลอื่นๆ เช่น ศาลแพ่ง ศาลอาญา และศาลปกครอง ดังนั้น ในเมื่อการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ดำเนินการไปโดยความยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมายแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่ถือว่าเป็นเด็ดขาด ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ด้วยเหตุนี้                     ศาลรัฐธรรมนูญจึงควรที่จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตนไว้ก่อนจนกว่าจะได้ดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือหลักนิติธรรม

อนึ่ง ศอ.รส. ขอเรียนว่า ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับแถลงการณ์ ศอ.รส. ฉบับที่ ๑ และแสดงให้เห็นว่าความกังวลของ ศอ.รส. ว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญนั้น มิได้เป็นการคาดการณ์ที่ไร้มูลความจริง และศอ.รส. มิได้มุ่งหวังที่จะก้าวก่าย ทำลายชื่อเสียงหรือความเชื่อถือศรัทธาของศาลรัฐธรรมนูญตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายนที่ผ่านมา ในทางกลับกัน หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีนี้อย่างตรงไปตรงมาตามข้อกฎหมายก็จะเป็นการพิสูจน์เองว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และจะได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน

เรื่องที่ ๒ ตามที่ได้มีการออกแถลงการณ์ ศอ.รส. ฉบับที่ ๑ นั้น ศอ.รส. ห่วงใยว่า การตัดสิน  ของศาลรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ประเด็นก่อให้เกิดความรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายต่างๆ และจากการตรวจสอบย้อนไป พบว่า เมื่อครั้งมีกรณีวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งและกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา โดยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และคณะได้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี คือ นายสมัคร สุนทรเวช ในขณะนั้น โดยมีคำวินิจฉัยไว้ชัดเจน เป็นมติเอกฉันท์วินิจฉัยกรณีดังกล่าวนี้ ว่า “ผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ จึงเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ วรรคหนึ่ง (๑) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือ               จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๑” ดังมีรายละเอียดปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ ประกาศ                ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ โดยคำวินิจฉัยนี้ ได้พิจารณาโดยคณะตุลาการ                ศาลรัฐธรรมนูญเกือบทุกท่าน จำนวน ๘ ใน ๙ ท่าน ซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน 

เรื่องที่ ๓ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 ศอ.รส. ได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวง เลขาธิการ  หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่เทียบเท่า รวมทั้งสิ้น ๓๗ หน่วยงาน เพื่อแจ้งข้อสั่งการของ ศอ.รส. ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า อธิบดีหรือเทียบเท่า ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และรัฐวิสาหกิจ ดำเนินคดีอาญาและดำเนินคดีแพ่งโดยเร่งด่วนในกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมายังสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐ แล้วทำการปิดล้อม บุกรุก หรือข่มขู่ หรือทำให้เสียทรัพย์ รวมถึงให้หลีกเลี่ยงการต้อนรับหรือกระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายเป็นการสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับการกระทำของแกนนำกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใด ซึ่งอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีด้วย โดยข้อสั่งการดังกล่าวของ ศอ.รส. เป็นไปตามอำนาจตามความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ ศอ.รส. เชื่อมั่นว่าการสั่งการเช่นนี้จะช่วยป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย และลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

เรื่องที่ ๔ ตามที่ ศอ.รส. มีข้อห่วงใยต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลานานหลายเดือนนั้น ศอ.รส. ขอเรียนว่า จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาพบว่า ความขัดแย้งทางการเมืองได้ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากกว่า ๓ แสนล้านบาทแล้ว ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ประชาชน ผู้เข้าร่วมชุมนุม และแกนนำกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด ได้ตระหนักถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ และร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยสันติวิธีโดยเร็วเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ เพราะหากเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวแล้วก็ยากที่จะแก้ไขได้

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๗

ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ตามที่ ศอ.รส. ได้กำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งรัดดำเนินคดีกับนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ และผู้เกี่ยวข้อง ในข้อหาล่วงละเมิดต่อสถาบัน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ วันนี้ ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามได้ดำเนินการยื่นขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญาแล้ว โดยคาดว่าในช่วงบ่ายวันนี้จะทราบผลการพิจารณาของศาลอาญา ซึ่งหากศาลอนุมัติหมายจับ เจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการจับกุมโดยเร็วต่อไป นอกจากนี้ ศอ.รส. ได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำการติดตามพฤติกรรมของบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อความทางโซเชียลมีเดีย หากตรวจพบว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับสถาบัน ศอ.รส.จะได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการปิดกั้นทันที แล้วจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายโดยไม่มีการละเว้น

ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่า การเผยแพร่หรือส่งต่อคลิปวีดิโอดังกล่าวอาจถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๓-๑๕ ปี นอกจากนี้ยังอาจถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วย

เรื่องที่ ๒ ศอ.รส. ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า ในการดำเนินคดีพิเศษกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. รวม ๕๘ ราย ที่ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่น ๆ ที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกัน คือ ความผิดเกี่ยวกับการขัดขวางการเลือกตั้ง และการบุกรุกสถานที่ราชการนั้น บัดนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับมอบสำนวนการสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในความผิดฐานขัดขวางการเลือกตั้งและบุกรุกสถานที่ราชการครบถ้วนทุกสำนวนแล้ว ทั้งนี้ คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานอัยการ และพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะสรุปสำนวนคดีดังกล่าวส่งไปยังพนักงานอัยการได้ภายในวันที่ ๓๐ เมษายนนี้ ทั้งนี้ นอกเหนือจากผู้ต้องหาซึ่งเป็นแกนนำ กปปส. จำนวน ๕๘ รายแล้ว จะมีผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก๒๒ ราย รวมเป็นทั้งหมด ๘๐ ราย โดยจะใช้วิธีสรุปสำนวนเพิ่มเติมในภายหลังเป็นอีกสำนวนหนึ่ง   

เรื่องที่ ๓  ศอ.รส. ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ณ วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๗ ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้
               ๑) คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น ๑๙๑ คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๕๑ คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน ๑๔๐ คดี
               ๒) คดีเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น ๑๘๐ คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๖๖ คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน ๑๑๔ คดี
               รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น ๓๗๑ คดี โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น ๒๐๓ หมาย ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว ๒๕๘ คน ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง ๑,๗๑๓ คน

ศอ.รส. จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้  ทั้งนี้ ศอ.รส.ขอย้ำเตือนว่า ความผิดที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้งเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ศอ.รส.จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และป้องปรามมิให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้
              
เรื่องที่ ๔ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ศอ.รส. จะมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหาร เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยตามเดิม และป้องกันเหตุแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าแกนนำกลุ่มต่างๆ ได้ประกาศว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ในช่วงสงกรานต์ก็ตาม ทั้งนี้ สำหรับเหตุร้ายเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในช่วงที่ผ่านมานี้ ศอ.รส. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามกฎหมายแล้ว ซึ่งรวมถึงเหตุที่เกิดระเบิดขึ้นบริเวณบังเกอร์ของการ์ดผู้ชุมนุม กปปส. ที่ถนนแจ้งวัฒนะเมื่อคืนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ศอ.รส. จะได้มีการประชุมประเมินผลการปฏิบัติในห้วงที่ผ่านมา แล้วปรับแผนการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย และในโอกาสนี้ ศอ.รส. ขออวยพรและส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านเนื่องในวันปีใหม่ไทย

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557

ศอ.รส.คาดขอศาลอนุมัติหมายจับโกตี๋กรณีเผยแพร่คลิปวิดีโอล่วงละเมิดสถาบันได้ภายในพรุ่งนี้ ย้ำดำเนินคดีผู้กระทำผิดทุกราย


ศอ.รส.คาดขอศาลอนุมัติหมายจับโกตี๋กรณีเผยแพร่คลิปวิดีโอล่วงละเมิดสถาบันได้ภายในพรุ่งนี้ ยันดำเนินคดีผู้กระทำผิดทุกรายไม่ละเว้น เตือนประชาชนหากเผยแพร่ส่งต่ออาจถือผิดกฎหมายอาญา ม.112 โทษจำคุก 3-15 ปี เผยห่วงใยการระดมมวลชนลักษณะท้าทายแข่งขัน ย้ำขอร้องประชาชนงดสนับสนุน กปปส./นปช.ทุกรูปแบบ แจงหากหน่วยราชการใดสนับสนุน กปปส. จะถือสนับสนุนผู้ทำผิดกฎหมายต้องถูกดำเนินคดี

วันนี้ (10 เม.ย.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ นางสาวสิริมา สุนาวิน คณะทำงานเลขาธิการ ศอ.รส. แถลงผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวัน ซึ่งมีนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. เป็นประธานการประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้

เรื่องที่ 1 ศอ.รส. ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า กรณีนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ที่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และมีการตรวจพบการเผยแพร่คลิปวิดีโอทางอินเทอร์เน็ตเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีข้อความเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันเป็นการล่วงละเมิดต่อสถาบัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีโดยเร็ว ในวันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบังคับการปราบปราม ได้รับคดีและเริ่มสอบสวนทันทีแล้ว คาดว่าจะขอศาลอนุมัติหมายจับได้ภายในวันพรุ่งนี้ ศอ.รส. จึงได้กำชับให้พนักงานสอบสวนให้เร่งรัดดำเนินคดีโดยเร็ว และให้ติดตามการกระทำผิดในลักษณะนี้ โดยจะต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายไม่มีละเว้น ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่า การเผยแพร่หรือส่งต่อคลิปวีดิโอดังกล่าวอาจถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี นอกจากนี้ยังอาจถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ด้วย

เรื่องที่ 2 ศอ.รส. ได้รับรายงานว่า ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยสถานภาพนายกรัฐมนตรีจากกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะชี้มูลความผิดในกรณีโครงการรับจำนำข้าว แกนนำทั้งสองฝ่าย คือ กลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. ได้มีการปลุกระดมให้มวลชนจำนวนมากเข้าร่วมชุมนุมกับฝ่ายตนในลักษณะท้าทายแข่งขันกัน ซึ่ง ศอ.รส. มีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งว่า การระดมมวลชนในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นชนวนเหตุของการปะทะหรือเผชิญหน้า รวมถึงการก่อเหตุร้ายด้วย ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอร้องพี่น้องประชาชนให้งดเว้นการสนับสนุนในทุกรูปแบบ ไม่ว่ากับกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่ม นปช. และขอเรียกร้องไปยังแกนนำทั้งสองกลุ่มให้คำนึงถึงเหตุร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมใหญ่ และ ศอ.รส. จะได้ติดตามสถานการณ์การชุมนุมอย่างใกล้ชิด และเมื่อเกิดการกระทำผิดขึ้น แกนนำของผู้ชุมนุมทุกคนจะต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอยืนยันว่า ศอ.รส. ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และจะปฏิบัติหน้าที่โดยการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันเหตุร้ายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องที่ 3 ตามที่กลุ่ม กปปส. ได้ประกาศว่าจะคืนพื้นที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เคยถูกกลุ่ม กปปส. ปิด ให้กลับมาเปิดทำการได้อีกครั้ง โดยกำหนดเงื่อนไขว่าหน่วยราชการนั้นต้องติดป้ายสนับสนุนกลุ่ม กปปส. และไม่ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเข้าปฏิบัติหน้าที่ ศอ.รส. เห็นว่าการกระทำดังกล่าวของกลุ่ม กปปส. เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากข้าราชการจะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และการที่กลุ่ม กปปส. กำหนดเงื่อนไขให้หน่วยราชการต้องแสดงตัวว่าสนับสนุนกลุ่ม กปปส. อาจทำให้ประชาชนที่รับบริการจากหน่วยราชการนั้นเกิดความรู้สึกไม่สบายใจได้ นอกจากนี้ การประกาศห้ามรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเข้าปฏิบัติหน้าที่ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่องานราชการเป็นอย่างมาก ซึ่งในที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าวของกลุ่ม กปปส. ก็คือประชาชน

ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเรียนย้ำว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. อีก 58 ราย เป็นผู้ต้องหาในคดีพิเศษ ซึ่งถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่น ๆ เช่น การขัดขวางการเลือกตั้ง และการบุกรุกสถานที่ราชการ ดังนั้น หากหน่วยราชการใดแสดงการสนับสนุน กปปส. ตามที่ กปปส. เรียกร้อง ศอ.รส. จะถือว่าหน่วยราชการดังกล่าวให้การสนับสนุนผู้กระทำผิดกฎหมาย และอาจต้องถูกดำเนินคดีในโอกาสต่อไป

วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๗


ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
              
เรื่องที่ ๑ ตามที่ ศอ.รส. ได้มีข้อห่วงใยถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อันเป็นผลมาจากการชุมนุมของ กปปส. ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานนั้น ศอ.รส. ได้รับรายงานว่า มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ได้ออกรายงานฉบับล่าสุด ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า          คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นผลลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไทย และคำวินิจฉัยทำให้เกิดความเสี่ยงว่าภาวะชะงักงันทางการเมืองจะยืดเยื้อต่อไปอีกเป็นเวลานานจนถึงครึ่งปีหลังของปี ๒๕๕๗ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านลบต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีการประท้วงที่รุนแรงในวงกว้าง  
                     
นอกจากนี้ จากรายงาน East Asia Economic Update 2014 ของธนาคารโลก ยังคาดการณ์ว่าในปี ๒๕๕๗ เศรษฐกิจไทยจะมีการขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียน อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ ๓ ขณะที่ประเทศในอาเซียนมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๔.๘ เนื่องจากการบริโภคและการลงทุนของไทยยังอยู่ในระดับต่ำอันเนื่องมาจากปัญหาการประท้วงทางการเมือง และล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. จะปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอีกครั้ง จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตร้อยละ ๓-๔ เนื่องจากปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน
                     
ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเฉพาะองค์กรในกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ศอ.รส. ยังมีความเห็นว่าควรมีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดและขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่เข้าร่วมในการสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดๆ ที่ขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้
               
เรื่องที่ ๒ ตามที่แกนนำ กปปส. ได้ประกาศว่าจะเดินทางไปยังกระทรวงต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้ข้าราชการออกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. และแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งตามแนวทางของ กปปส. นั้น ศอ.รส. ขอเรียนว่า ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔๓ ,๘๑ และ ๘๒ ได้กำหนดให้ข้าราชการมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องในการจัดทำบริการสาธารณะ และต้องไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง นอกจากนี้ยังกำหนดให้ข้าราชการต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ และต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ดังนั้น ศอ.รส. จึงมีความเห็นว่า การเรียกร้องของกลุ่ม กปปส. ให้ข้าราชการมาเข้าร่วมกับกลุ่ม กปปส. เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับข้าราชการในการทำงาน ดังเช่นการกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก เมื่อวานนี้ได้นำมวลชนไปที่กระทรวงยุติธรรมแล้วอภิปรายกดดันให้ข้าราชการเข้าร่วมกับ กปปส. ทั้งๆที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก เป็นผู้กระทำผิดฐานร่วมกันเป็นกบฎ มีหมายจับจากศาล ซึ่งปรากฎมีปลัดกระทรวงยุติธรรมลงมาต้อนรับและร่วมกันประชุมในลักษณะให้การรับรอง ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่ ศอ.รส. ต้องตำหนิ ทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ในส่วนของปลัดกระทรวงยุติธรรมนั้นการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเพราะปลัดกระทรวงยุติธรรมมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเป็นคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งขณะนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. คนอื่นๆ ถูกดำเนินคดีในคดีพิเศษถึง ๕๘ คน และมีหมายจับอยู่อีกด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรมควรจะได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนเข้าจับกุมดำเนินคดีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก มิใช่การให้การต้อนรับดังกล่าว ดังนั้น ศอ.รส. จึงกำหนดเรียกเชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวงมาประชุมเพื่อกำชับ ตักเตือน และทำความเข้าใจต่อการปฏิบัติในเรื่องเช่นนี้ ในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๔.๐๐ น. โดยกำหนดว่าปลัดกระทรวงทุกคนต้องมาเข้าประชุมด้วยตนเอง

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๗


ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ตามที่ได้มีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ ๕-๗ เมษายนที่ผ่านมา ศอ.รส. ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ โดยเข้าร่วมการชุมนุมด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่ม นปช. โดยไม่มีการเผชิญหน้าหรือเหตุรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และพลเรือนภายใต้การกำกับดูแลของ ศอ.รส. และการควบคุมการปฏิบัติของ พล.ต.อ. วรพงษ์    ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลา ๓ วัน เพื่อดูแลความเรียบร้อยของการชุมนุม สำหรับการชุมนุมใหญ่ที่จะจัดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ศอ.รส. ก็จะบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และพลเรือน เพื่อดูแลความเรียบร้อยของการชุมนุมให้อยู่ในกรอบของกฎหมายเช่นเดียวกับการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. มีความห่วงใยเป็นอย่างมาก เพราะแกนนำทั้งสองฝ่ายได้พยายามจะปลุกระดมให้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก และมีลักษณะท้าทายแข่งขันกัน ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุของการปะทะหรือเผชิญหน้า รวมถึงการก่อเหตุร้ายด้วย ซึ่ง ศอ.รส. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและวางแผนป้องกันเหตุร้ายแรงให้ดีที่สุด อนึ่ง สำหรับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๗ บริเวณซอยลิขิต ใกล้เคียงกับการชุมนุมของกลุ่ม คปท. เป็นผลให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ ๒ นายขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนดูแลความเรียบร้อยนั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า แนววิถีกระสุนเป็นการยิงมาจากแนวบังเกอร์ของกลุ่ม คปท. จากเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คปท. ซึ่งเป็นเครือข่ายของ กปปส. ได้ใช้ความรุนแรงตลอดเวลาและไม่มีการละเว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย จึงควรแก่การถูกประนามเป็นอย่างยิ่ง 

เรื่องที่ ๒ ศอ.รส. ได้นำเอาพฤติการณ์ของการที่แกนนำ กปปส. ได้ร่วมประชุมใหญ่แล้วมอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ปราศรัยเมื่อวันที่ ๕ เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งนายสุเทพฯ ได้ขอให้แกนนำเครือข่ายเตรียมเรียกระดมพลในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย โดยนายสุเทพฯ ได้กล่าวปราศรัยมีใจความสำคัญว่า “คราวนี้จะยึดอำนาจประเทศไทย เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยตั้งแต่การประกาศยุบสภา ดังนั้นจึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะประกาศความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของประชาชน” และยังกล่าวด้วยว่า “จากนั้นจะออกคำสั่งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีของประชาชน และตนจะนำรายชื่อนายกรัฐมนตรีและ ครม. กราบบังคมทูลเกล้าฯ โดยตนจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ ฐานะเป็นร่างทรงของประชาชน จากนั้นจะตั้งสภานิติบัญญัติของประชาชน และรีบปฏิรูปประเทศตามพิมพ์เขียวที่ได้มีการระดมความคิดไว้ก่อนหน้านี้” 

เมื่อได้พิจารณาถ้อยคำดังกล่าว ประกอบกับพฤติการณ์อื่นๆ แล้ว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก มีเจตนากระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และยังเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งในองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๓ ดังนั้น ศอ.รส. จึงได้กำชับให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อันประกอบด้วยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานอัยการ และพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเอาถ้อยคำและพฤติการณ์ของนาย    สุเทพ เทือกสุบรรณกับพวกแกนนำที่ได้ร่วมประชุมแล้วมีมติประกาศแก่ประชาชนดังกล่าว มาเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานในการดำเนินคดี และเร่งรัดดำเนินคดีกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. รวม ๕๘ คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่น ๆ ที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน เช่น การขัดขวางการเลือกตั้ง และการบุกรุกสถานที่ราชการ โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งศาลอาญาได้ออกหมายจับในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ และข้อหาอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓, ๑๑๖, ๒๑๕ และ ๒๑๖ ไว้แล้ว

นอกจากนี้ ศอ.รส. มีความกังวลอย่างยิ่งว่า คำพูดดังกล่าวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก จะสร้างความขัดแย้งมากขึ้นในหมู่ประชาชน เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงและการเผชิญหน้ากันได้ ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมาบนหลักความยุติธรรม เพื่อลดความขัดแย้งวุ่นวายที่เกิดขึ้นและทำให้ประเทศชาติกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด 

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน


วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๗


ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ตามที่กลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. ได้ประกาศว่าจะมีการชุมนุมใหญ่ในวันพรุ่งนี้ คือวันที่ ๕ เมษายนนั้น เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ศอ.รส. ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ. วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. เป็นผู้รับผิดชอบในการประชุมเพื่อวางกรอบและแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยในส่วนของกลุ่ม กปปส. จะใช้อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ตามเดิมที่ปฏิบัติงานอยู่ ส่วนการชุมนุมของกลุ่ม นปช. จะมีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลการชุมนุม โดยจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร จำนวนทั้งสิ้น ๑๙ กองร้อย หรือกว่า ๓,๐๐๐ นาย บูรณาการร่วมกันในการตั้งด่านตรวจคัดกรองบุคคล ยานพาหนะ และอาวุธต่างๆ และยังมีการจัดสายตรวจผสมตำรวจและทหาร เพื่อออกตรวจตราในพื้นที่ ๓ เขต ได้แก่ พุทธมณฑลสายสาม พุทธมณฑลสายสี่ และทวีวัฒนา นอกจากนี้ ศอ.รส. ยังได้จัดชุดปฏิบัติการมวลชนเพื่อให้บริการด้านข้อมูลและการแพทย์ รวมทั้งชุดเคลื่อนที่เร็วสำหรับแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนงดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มใดๆ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง และขอเรียกร้องให้แกนนำทั้งสองฝ่ายจัดการชุมนุมโดยสงบ และไม่ยั่วยุมวลชนให้เกิดการเผชิญหน้ากัน 

เรื่องที่ ๒ ในวันนี้ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ได้ชี้แจงเกี่ยวกับความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศอันเป็นผลมาจากการชุมนุมทางการเมืองของ กปปส. และกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะการชุมนุมปิดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดย สศช. ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จากเดิมร้อยละ ๔.๐-๕.๐ เป็นร้อยละ ๓.๐-๔.๐ ซึ่งมีปัจจัยมาจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ลดลง และการชะลอการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและการชะลอการลงทุนของภาคธุรกิจ อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองและความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ การประมาณการนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB และศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ เป็นต้น ซึ่งล้วนปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจของไทยลงเหลือไม่ถึงร้อยละ ๓ นอกจากนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ ๖๘.๘ ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ ๑๔๙ เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยในอนาคต และล่าสุดบริษัท Japan Credit Rating Agency หรือ JCR ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่น ได้ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็นลบ เนื่องจากปัจจัยความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ศอ.รส. จึงมีความกังวลว่า หากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่นๆ ยังยืดเยื้อต่อไป และวิกฤติการณ์ของความขัดแย้งยังไม่ยุติ ก็มีแนวโน้มว่าประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยก็อาจลดต่ำลงจนถึงระดับติดลบได้ 

ศอ.รส. เห็นว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประเทศและประชาชนในวงกว้าง ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ  

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗


ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ศอ.รส. ได้รับทราบถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับพิจารณาคำร้องที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศอ.รส. และในฐานะส่วนตัว ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยว่าการกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ซึ่งเป็นแกนนำ กปปส. เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ และปราศจากอาวุธ และเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งตามคำร้องดังกล่าวได้นำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบอย่างชัดเจนแล้ว กล่าวคือ ๑) ร่วมกันจัดให้มีการชุมนุมขับไล่โค่นล้มรัฐบาลและทำการปฏิรูปการปกครองประเทศใหม่ และจะทำการจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน สภาของประชาชน และศาลประชาชน ๒) การปิดเส้นทางจราจร รวมทั้งมีการชุมนุมกระจายไปยังเส้นทางต่างๆ ๓) การบุกยึดและปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ๔) การขัดขวางการเลือกตั้ง ๕) การปิดกรุงเทพมหานคร ๖) การฝ่าฝืนการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ ๗) การใช้กำลังประทุษร้ายจนมีผู้ถึงแก่ความตายและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงการสะสมอาวุธและใช้อาวุธร้ายแรงก่อเหตุร้าย และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหลายประการ

ศอ.รส.ขอเรียนว่า ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏต่อสาธารณชนตลอดระยะเวลาที่มีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๖ เป็นต้นมา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. มิใช่การชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ แต่กลับมีการใช้ความรุนแรงและการกระทำผิดกฎหมายหลายบท กล่าวคือ การกระทำผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ การยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย การก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง การขัดขวางการเลือกตั้ง การบุกรุกสถานที่ราชการ และความผิดอื่นๆ ที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ซึ่งศาลก็ได้ออกหมายจับแกนนำเป็นจำนวนมากแล้ว ศอ.รส. จึงไม่อาจเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ และผิดหวังต่อองค์คณะตุลาการเป็นอย่างยิ่ง และศอ.รส. ขอถือโอกาสนี้ แสดงความเสียใจต่อพี่น้องประชาชนที่ ศอ.รส. ไม่สามารถผลักดันให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่พึ่งและเป็นกลไกในการรักษาความสงบเรียบร้อยได้ อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. จะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายแล้ว ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอร้องให้พี่น้องประชาชนงดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มใดๆ เนื่องจากอาจมีเหตุร้ายเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม แม้ว่า ศอ.รส. จะได้พยายามอย่างเต็มที่ในการระงับยับยั้งเหตุร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็ตาม โดยล่าสุด ศอ.รส. ได้บูรณาการและปรับเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และพลเรือนเพื่อเตรียมการรักษาความปลอดภัยสำหรับการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. ในวันที่ ๕ เมษายนนี้แล้วด้วย ทั้งนี้ ศอ.รส. ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ. วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. ได้จัดประชุมฝ่ายตำรวจและทหาร เพื่อทำการสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์สถานการณ์ จัดกำลัง และทำแผนเผชิญเหตุต่างๆ เรียบร้อยแล้ว

อนึ่ง การที่แกนนำ กปปส. ได้อภิปรายและทำสติกเกอร์เผยแพร่ทั่วไป โดยยั่วยุให้ผู้ชุมนุม กปปส. มีการแก้แค้นเอาคืนจากการชุมนุมของ นปช. ในวันที่ ๕ เมษายนนี้ เป็นสิ่งที่ควรแก่การถูกประนามเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมและการ์ดใช้ความรุนแรงและใช้อาวุธเข้าทำร้ายกัน ซี่งไม่ถูกต้องและเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

เรื่องที่ ๒ ตามที่แกนนำ กปปส. จำนวน ๕๘ คน ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง และความผิดฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ได้ทยอยมาเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและให้การต่อสู้คดี ซึ่งล่าสุดมีจำนวนทั้งสิ้น ๖ คนแล้วนั้น ศอ.รส. ขอเรียนว่า เมื่อได้เข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ก็ถือได้ว่าผู้ต้องหาดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อต่อสู้คดีตามกฎหมาย และถือได้ว่าเป็นการยอมรับอำนาจรัฐตามกฎหมายแล้ว ซึ่ง ศอ.รส. ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอย่างเป็นธรรมต่อผู้ต้องหาทุกคน และ ศอ.รส. ขอแจ้งไปยังผู้ต้องหาที่เหลือ ให้มาพบพนักงานสอบสวนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง มิฉะนั้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความจำเป็นต้องดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนให้กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
______________________

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๗


ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ตามที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. และในฐานะส่วนตัว ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ วรรคสองไปเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๗ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน ให้ผู้ทราบการกระทำมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องเสนอผ่านสำนักงานอัยการสูงสุดนั้น เมื่อวานนี้ คือวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๗ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้มอบหมายให้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ เป็นตัวแทนไปยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยในคำร้อง ผู้ร้องขอให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ซึ่งเป็นแกนนำ กปปส. เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ และปราศจากอาวุธ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ และเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นการกระทำที่ขัดต่อ มาตรา ๖๘ วรรคแรกของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ได้มีการแสดงพยานหลักฐานที่แสดงถึงพฤติการณ์เกี่ยวกับการชุมนุมของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยรับรองว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ อาทิเช่น การที่แกนนำ กปปส. ได้นำมวลชนไปขัดขวางการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ การนำมวลชนไปปิดล้อมบุกรุกสถานที่ราชการและหน่วยงานของรัฐ กรณีการใช้อาวุธปืนของนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือมือปืนป๊อปคอร์น ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม กปปส. หรือกรณีนายอิสระ สมชัยกับพวก ที่ได้ร่วมกันพยายามฆ่านายยืม นิลหล้า รปภ. ที่ไปนั่งพักผ่อนในบริเวณสวนลุมพินี เป็นต้น

เรื่องที่ ๒ ศอ.รส. มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการที่กลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. จะมีการชุมนุมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในวันเสาร์ที่ ๕ เมษายนนี้ โดย ศอ.รส ขอร้องให้ทั้งสองฝ่ายงดเว้นการนำมวลชนมาเผชิญหน้ากันซึ่งจะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งเลวร้ายลงไปอีก ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอยืนยันว่า ศอ.รส. ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และจะปฏิบัติหน้าที่โดยการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันเหตุร้ายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น ดังเช่นเหตุเมื่อวานนี้ที่ผู้ชุมนุมกลุ่ม คปท. ถูกคนร้ายซุ่มยิง จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ ๔ รายและเสียชีวิต ๑ คน โดย ศอ.รส. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็วและรอบคอบแล้ว ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอร้องพี่น้องประชาชนให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุม ไม่ว่ากับกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่ม นปช. เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง ซึ่งขณะนี้มีรายงานว่าได้มีการชักชวนประชาชนจำนวนมากให้เข้าร่วมชุมนุมกับทั้งสองกลุ่ม และศอ.รส. ขอเรียกร้องไปยังแกนนำทั้งสองกลุ่มให้คำนึงถึงเหตุร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมใหญ่ในวันที่ ๕ เมษายนนี้ด้วย และเมื่อเกิดการกระทำผิดขึ้น แกนนำของผู้ชุมนุมทุกคนจะต้องรับผิด ทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างแน่นอน ซึ่ง ศอ.รส. ได้มอบหมายให้พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. ไปจัดทำแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมกันสำหรับการชุมนุมในวันที่ ๕ เมษายนนี้ รวมทั้งปรับแผนการปฏิบัติรายวันที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ด้วย

เรื่องที่ ๓ ศอ.รส. ได้รับรายงานว่า เมื่อวานนี้ คือวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๗ ได้มีกลุ่มประชาชนเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจท้องที่ต่างๆ และที่กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๖ คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีที่มีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้ตรวจการแผ่นดินรวม ๓ คน ว่ากระทำผิดตามมาตรา ๑๕๗ เช่นเดียวกันจากกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ ศอ.รส. มีความเห็นว่า การเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเห็นต่างของกลุ่มประชาชนที่ต้องการรักษาสิทธิ์ของตนในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ และ ศอ.รส. ขอขอบคุณกลุ่มประชาชนดังกล่าวที่ได้เลือกแสดงออกอย่างสันติตามกรอบของกฎหมาย โดยไม่กระทำการอื่นใดด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เรื่องที่ ๔ ศอ.รส. ได้รับทราบถึงกรณีที่สหภาพยุโรปได้มีแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยแถลงการณ์ดังกล่าวได้เรียกร้องให้หน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยของประเทศไทย อีกทั้งยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในการเจรจาเพื่อหาทางออกและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง โดยขอให้ดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม

ศอ.รส. ขอเรียนว่า จุดมุ่งหมายหลักของ ศอ.รส. คือการรักษาความสงบและเรียบร้อยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรม และเสมอภาคต่อทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. เพียงหน่วยงานเดียวคงมิอาจแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ได้โดยลำพัง แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนทุกท่านในการที่จะไม่ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ รุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ศอ.รส. เชื่อมั่นว่า การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และหลักนิธิธรรมและนิติรัฐ จะสามารถทำให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายลงได้โดยเร็ว ดังนั้น ศอ.รส. จะให้การสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป

อนึ่ง ในวันนี้ผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำ กปปส. รวม ๕ คน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและให้การต่อสู้คดี ได้แก่ ๑) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ๒) นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ๓) นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ๔) นายทศพล เพ็งส้ม และ ๕) นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ซึ่งคณะพนักงานสอบสวน อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จาก ๓ หน่วยงาน ได้แก่ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานอัยการ และพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้ดำเนินการสอบสวนต่อไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๗



ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ จากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลานานหลายเดือน และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววันนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นักลงทุน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งล้วนเป็นผลเสียต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ โดยหน่วยงานของรัฐและสถาบันทางการเงินต่างๆ ได้ปรับลดประมาณการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในปี ๒๕๕๗ เหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ ๓ จากเดิมที่มีการประมาณการไว้ถึงร้อยละ ๕.๕ และหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปอีกก็จะส่งกระทบต่อภาคการเงิน เศรษฐกิจในระดับมหภาค และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยคาดการณ์ว่าหากปัญหายังไม่คลี่คลายภายใน ๖ เดือนจะส่งผลให้ GDP ลดลงจนถึงระดับติดลบได้ ทั้งนี้ ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากปัญหาการชุมนุมทางการเมือง คือ ธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ

นอกจากนี้ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี ๒๕๕๘ โดยในปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะมีการขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียนอันเนื่องมาจากปัญหาการชุมนุมทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และมีแนวโน้มว่าหากปัญหายังยืดเยื้อต่อไป นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติจะเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นในอาเซียน ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในระยะยาว

ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ประชาชน ผู้เข้าร่วมชุมนุม และแกนนำกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด ได้ตระหนักถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ และร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยสันติวิธีโดยเร็วเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ เพราะหากเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวแล้วก็ยากที่จะแก้ไขได้

เรื่องที่ ๒ ตามนโยบายของ ศอ.รส. ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการที่กลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใด ได้นำมวลชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการหรือหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ดังนั้น ศอ.รส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ดำเนินการเปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ถึง ๖๗ แห่งแล้ว ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอร้องกลุ่มมวลชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใดให้งดเว้นการเข้าปิดล้อม ปิดกั้น และคุกคามการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ ศาล และหน่วยงานต่างๆ เพราะเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะการให้บริการประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ก็จะต้องหยุดลง หรือเป็นโดยล่าช้าหรือเสียหาย อันเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย โดยหาได้เกิดประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย

นอกจากนี้ ศอ.รส. ยังมีนโยบายให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับแกนนำกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใดที่มีพฤติกรรมดังกล่าว โดยขณะนี้มีการดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มต่างๆ ที่นำมวลชนไปปิดล้อม ปิดกั้น และคุกคามการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๓๕ คดี โดยแยกเป็นคดีของ กปปส. จำนวน ๓๒ คดี เป็นคดีของกลุ่ม กวป. ที่ได้ไปปิดล้อมบริเวณสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน ๓ คดี ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเน้นย้ำว่าจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในความผิดฐานบุกรุกปิดล้อมสถานที่ราชการและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ โดยไม่มีการละเว้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด

เรื่องที่ ๓ ตามที่ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น เมื่อคืนวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗ บริเวณซอยราษฎร์อุทิศ ๒๕ และ ๒๗ เขตมีนบุรี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตสองราย และมีการพบระเบิดและอุปกรณ์ทำระเบิดจำนวนหนึ่งนั้น เนื่องจากระเบิดดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ในการก่อเหตุรุนแรงได้ ศอ.รส. จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และจะได้แจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าต่อไป

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗


ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ ตามที่ ศอ.รส. ได้แนะนำให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษขยายระยะเวลาให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. รวม ๕๘ ราย ที่ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการขัดขวางการเลือกตั้งและการบุกรุกสถานที่ราชการ ได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและให้การต่อสู้คดีตามหมายเรียกภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเป็นการให้โอกาสผู้ต้องหาในอันที่จะแก้ข้อหา และที่จะแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้นั้น บัดนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รับการติดต่อจากผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก ๕ ราย ได้แก่  ๑) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ๒) นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ๓) นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ๔) นายทศพล เพ็งส้ม และ ๕) นายชาญวิทย์ วิภูศิริ โดยจะเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและให้การต่อสู้คดี ในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๗ ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอแจ้งไปยังผู้ต้องหาที่เหลือให้มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งรวมถึงนายถวิล เปลี่ยนศรีด้วย ทั้งนี้เพื่อพนักงานสอบสวนจะได้ทำการสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว มิฉะนั้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความจำเป็นต้องดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนให้กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป สำหรับผู้ต้องหาที่ต้องการเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ขอให้ติดต่อพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ เลขานุการคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หมายเลขโทรศัพท์ ๐๘๑-๖๒๓-๘๔๑๐ 

เรื่องที่ ๒ ศอ.รส. ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ คือวันนี้ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้
๑) คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น ๑๙๑ คดี  แยกเป็นคดีเกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๕๑ คดี  และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน ๑๔๐ คดี  
๒) คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น ๑๘๐ คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๖๖ คดี  และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน ๑๑๔ คดี 
รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น ๓๗๑ คดี  โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น ๒๐๒ หมาย  ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว ๒๓๑ คน  ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้ง       ไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง ๑,๗๑๓ คน   
ศอ.รส. ขอเรียนว่า การขัดขวางการเลือกตั้งเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี  ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ศอ.รส.จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และป้องปรามมิให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้
อนึ่ง จากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคมที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์อย่างไม่เป็นทางการอยู่ที่ประมาณ ๑๘.๗ ล้านคน เปรียบเทียบกับจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ มีจำนวนประมาณ ๒๐.๕ ล้านคน 

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน


วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศอ.รส.เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๗


ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบดังนี้

เรื่องที่ ๑ จากนโยบายของ ศอ.รส. ร่วมกับส่วนราชการในการดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญาอย่างจริงจังกับกลุ่มต่างๆ ที่ได้นำมวลชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐต่างๆ ศอ.รส. ขอเรียนว่า ขณะนี้การดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวมีความคืบหน้าไปมาก โดยมีการดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มต่างๆ ที่นำมวลชนไปปิดล้อม ปิดกั้น และคุกคามการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๓๕ คดี โดยแยกเป็นคดีของ กปปส. จำนวน ๓๒ คดี เป็นคดีของกลุ่ม กวป. ที่ได้ไปปิดล้อมบริเวณสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน ๓ คดี ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเน้นย้ำว่าจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในความผิดฐานบุกรุกปิดล้อมสถานที่ราชการและหน่วยงานของรัฐต่างๆ โดยไม่มีการละเว้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด และ ศอ.รส. ขอร้องกลุ่มมวลชนทุกกลุ่ม ให้งดเว้นการเข้าปิดล้อม ปิดกั้น และคุกคามการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ ศาล และหน่วยงานต่างๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

อนึ่ง ศอ.รส. เป็นหน่วยงานที่พิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ศอ.รส.จึงมิใช่คู่ขัดแย้งของกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. กลุ่ม กวป. หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด และโดยเฉพาะเมื่อแกนนำหรือการ์ดของกลุ่มใดกระทำผิด ศอ.รส. จะจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และพลเรือนเข้าดำเนินการระงับยับยั้งเหตุร้ายแรงและจับกุมหรือดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกข้าง ดังเหตุการณ์คนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าไปที่สำนักงาน ปปช. เมื่อคืนนี้ และการเข้าจับกุมบุคคลต้องสงสัยว่าจะผู้ก่อเหตุร้าย จำนวน ๓ คน พร้อมของกลางระเบิดชนิดขว้าง ๒ ลูก ปืนอาก้า ๑ กระบอก ปืนลูกซอง ๑ กระบอก และปืนสั้นขนาด ๙ มม. ๑ กระบอก และได้ค้นพบและตรวจยึดเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม ๗๙ พร้อมระเบิดชนิดขว้างอีก ๔ ลูกในป่าละเมาะบริเวณที่เกิดเหตุด้วย ซึ่ง ศอ.รส. ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาดังกล่าวอย่างรัดกุม รวดเร็ว และเป็นธรรมอย่างที่สุด

เรื่องที่ ๒ ศอ.รส.ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษถึงการดำเนินคดีพิเศษกรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. รวม ๕๘ คน ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่น ๆ ว่า คณะพนักงานสอบสวนอันประกอบด้วย พนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการของสำนักงานอัยการสูงสุด ต้องนำการกระทำความผิดฐานอื่นที่เป็นการกระทำความผิดหลายเรื่องต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันกับการกระทำความผิดเดิมที่เป็นคดีพิเศษแล้ว เพื่อดำเนินคดีเป็นคดีพิเศษเพิ่มอีกด้วย โดยทั้งนี้ ศอ.รส. ได้รับแจ้งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า นอกจากจะอยู่ระหว่างรวบรวมคดีเกี่ยวกับการขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศแล้ว และจะได้รวบรวมคดีบุกรุกสถานที่ราชการและหน่วยงานของรัฐที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ได้ร่วมกันกระทำผิด ส่งสำนวนคดีมาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับดำเนินการต่อในฐานะเป็นคดีพิเศษ เพราะเป็นคดีความผิดที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับคดีพิเศษเดิมต่อไป

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน