แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แถลงการณ์ ศอ.รส. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แถลงการณ์ ศอ.รส. แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ 9 เรื่อง ขอความร่วมมือสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
บัดนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่าง ๆ นานาอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองตลอดมา จนในที่สุดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกแกนนำถึง 51 คน ในข้อหาอุกฉกรรจ์ที่สำคัญ ได้แก่ ร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร และข้อหาอื่น ๆ รวมทั้งหมด 9 ข้อหา โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายชุมพล จุลใส ซึ่งถูกสั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายเพิ่มเติมอีก 1 ข้อหาด้วย และศาลได้ออกหมายจับแกนนำ กปปส. ในข้อหาดังกล่าวแล้วจำนวน 38 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการจับกุมแกนนำดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
แม้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. จะตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดร้ายแรงดังกล่าวแล้ว แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ก็มิได้ยุติการกระทำความผิด กลับยังคงดำเนินการเพื่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองขึ้นอีก โดยเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา ก็ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือ สรส. โดยนายคมสัน ทองสิริ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันกบฏและข้อหาอื่น ซึ่งพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องและศาลได้ออกหมายจับไว้ เพื่อร่วมกันปฏิบัติการ โดยสหภาพแรงงานได้ขอให้สมาชิกสหภาพแรงงานทั่วประเทศนัดหยุดงาน พร้อมทั้งติดป้ายสนับสนุนให้มีรัฐบาลใหม่ตามที่ กปปส. เรียกร้อง รวมถึงการแสดงสัญลักษณ์การประท้วงต่าง ๆ
โดยที่สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ประกอบด้วยกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจหลายกลุ่มด้วยกัน ซึ่งกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นกลไกสำคัญของประเทศในการพัฒนา โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจแต่ละกลุ่มต่างก็มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการและให้ความร่วมมือเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและรักษาผลประโยชน์ของแต่ละรัฐวิสาหกิจ โดยมีกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นหลักในการดำเนินการ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวก็กำหนดข้อพึงปฏิบัติหลายประการ แต่ที่สำคัญก็คือ ข้อห้ามในการนัดหยุดงาน ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจหยุดชะงักเสียหาย
การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกแถลงการณ์ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ดังกล่าว น่าเชื่อว่าเกิดจากการยุยง ปลุกปั่นของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่กระทำผิดกฎหมาย โดยสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่ประกอบไปด้วยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจหลาย ๆ กลุ่ม มีความเป็นอิสระในการใช้วิจารณญาณตัดสินใจที่จะกระทำการหรือไม่กระทำการตามคำยุยงปลุกปั่นของนายสุเทพฯ อีกทั้งปัจจุบันกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจหลายกลุ่มก็ยังคงมีพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มุ่งมั่นทุ่มเทตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถภายใต้สถานการณ์ที่ถูกกดดันอย่างไม่ย่อท้อ ทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นส่วนรวม
ศอ.รส. ขอแสดงความชื่นชม ให้กำลังใจ และขอขอบคุณพนักงานรัฐวิสาหกิจรวมถึงเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐทุกท่านที่ยังคงตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ และขอความร่วมมือกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ พึงระลึกถึงข้อปฏิบัติของการดำรงตนให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ละเว้นไม่กระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะการหยุดงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนโดยรวมเป็นอย่างมาก รวมถึงไม่กระทำการอันใดที่เข้าข่ายเป็นความผิดต่อกฎหมาย เพราะมิฉะนั้น นอกจากจะต้องถูกดำเนินคดีความผิดทางอาญาแล้ว ยังจะก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวเองและครอบครัว อีกทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติยศวงศ์ตระกูลอีกด้วย
ทั้งนี้ ศอ.รส. จะได้เชิญผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งมาร่วมประชุมกับผู้บริหารของ ศอ.รส. ในวันพุธที่ 21 พฤษภาคมนี้ เวลา 14.00 น. ณ ศอ.รส. เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว โดยเฉพาะ ศอ.รส. จะได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อขอหารือและขอความอนุเคราะห์จัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเข้าร่วมแก้ไขสถานการณ์ หากเกิดเหตุร้ายถึงขั้นมีการตัดน้ำ ตัดไฟในพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. ด้วย
ศอ.รส. จึงเห็นสมควรแถลงการณ์มาเพื่อพี่น้องประชาชนได้รับทราบ อนึ่ง แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นความเห็นและดำเนินการโดยฝ่ายบริหารของ ศอ.รส. โดยตรง ซึ่งไม่ได้ขอให้ฝ่ายทหารร่วมมีความเห็นและดำเนินการด้วย
จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
19 พฤษภาคม 2557
เวลา 12.00 น.
วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ ศอ.รส. ขอประนามผู้ที่ก่อเหตุยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ และปืนเอ็ม ๑๖ เข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อคืนวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตขณะนี้ ๓ ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ศอ.รส. มีความกังวลอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น จึงขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลข่าวสารต่างๆ และงดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่ากับกลุ่มใดๆ เนื่องจากขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก แม้ว่า ศอ.รส. จะได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ จากการตรวจยึดวัตถุระเบิดและสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมากได้จากบริเวณสวนลุมพินีซึ่งเคยเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส. จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. นั้นมีการสะสมอาวุธร้ายแรง และไม่ใช่การชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ ดังนั้น การเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ร่วมชุมนุมได้
ศอ.รส. ขอเรียนย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า ศอ.รส. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุร้ายที่เกิดขึ้น แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากการย้ายที่ชุมนุมของ กปปส. จากสวนลุมพินีมายังถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นสถานที่เปิดและยากต่อการควบคุมเหตุร้าย และไม่มีการแจ้งประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงการย้ายที่ชุมนุมมาก่อน โดย ศอ.รส. ก็ได้กำชับการติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุแล้ว และได้วางแผนคุ้มครองป้องกันจากนี้ต่อไปให้ดีที่สุด ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอยืนยันว่า พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนี้ สามารถบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ได้ทุกมิติ ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายพลเรือน และหากเหตุการณ์ยกระดับความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก ก็ยังมีพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่จะนำมาบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป และการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวยังเป็นไปตามหลักสากลอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปอีกด้วย
เรื่องที่ ๒ ตามที่ ศอ.รส. ได้มีแถลงการณ์ ฉบับที่ ๘ เรื่อง ข้อเรียกร้องและแจ้งเตือนสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงกลุ่มต่างๆ ให้ยุติการคัดเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (นายกรัฐมนตรี มาตรา ๗) เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ศอ.รส. มีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการกระทำในสิ่งที่นอกเหนือกฎหมาย โดยเฉพาะการพยายามแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะไม่สามารถทำให้สถานการณ์ที่เป็นอยู่คลี่คลายลงได้ แต่กลับจะเพิ่มความขัดแย้งและความแตกแยกมากขึ้นในหมู่ประชาชนผู้เห็นต่างและยึดถือในบทบัญญัติของกฎหมาย และ ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายสนับสนุนแนวทางตามรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยด้วยการผลักดันให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย อันจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมืองในขณะนี้ได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเน้นย้ำว่า บุคคลและกลุ่มบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวพันกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกในความพยายามที่คัดเลือกแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี มาตรา ๗ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจมีความผิดและอาจถูกดำเนินคดีฐานให้การสนับสนุน หรือเป็นตัวการร่วมสมคบคิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณกับพวกไปด้วย ซึ่ง ศอ.รส. จะติดตามพฤติการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเรียนย้ำว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. เป็นผู้ต้องหาในคดีอุจฉกรรจ์หลายข้อหา โดยเฉพาะข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร และข้อหาอื่นๆ อีกรวม ๑๐ ข้อหา ซึ่งพนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องแกนนำชุดแรกแล้ว ๕๑ คน และศาลได้อนุมัติหมายจับไว้เดิม ๘ คน และอนุมัติหมายจับใหม่เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้อีก ๓๐ คน รวมเป็น ๓๘ คน ส่วนที่เหลือได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอื่นอยู่แล้ว ซึ่งศาลจะได้ออกหมายสั่งให้นายประกันส่งตัวมาฟ้องในคดีนี้อีก ๑๓ คน
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ ตามที่กลุ่ม กปปส. ได้ย้ายสถานที่ชุมนุมจากสวนลุมพินีไปยังบริเวณถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น วันนี้ ศอ.รส. ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าตรวจความเรียบร้อยในสวนลุมพินี อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ๔ ฝ่าย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจลุมพินี เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครซึ่งประจำอยู่ที่สวนลุมพินี ซึ่งได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤษภาคมภายหลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนย้ายออกไป ผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบเสื้อเกราะ วัตถุระเบิดแรงสูง ระเบิดอีกจำนวนมาก ซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่สวนลุมพินี โดยวัตถุระเบิดและสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้ได้นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปแล้ว ทั้งนี้ ได้มีการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว สามารถยืนยันได้ว่าเป็นวัตถุระเบิดและสิ่งผิดกฎหมายของกลุ่มการ์ด กปปส. จริง
ศอ.รส. ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. นั้นมีการสะสมอาวุธร้ายแรง จึงไม่ใช่การชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธตามที่แกนนำ กปปส. ได้กล่าวอ้างมาโดยตลอด ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมและหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชน
เรื่องที่ ๒ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๐๐ น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ได้ออกแถลงการณ์โดยมีการถ่ายทอดสดมาจากตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลนั้น ศอ.รส. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. เข้าไปแถลงข่าวในตัวอาคารของทำเนียบรัฐบาลเป็นการบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณทำเนียบรัฐบาลมิได้ยินยอมแต่อย่างใด แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกได้กระทำการบุกรุก โดยมีการตัดโซ่คล้องประตูทำเนียบรัฐบาล งัดหน้าต่างเพื่อเข้าไปในตัวอาคาร และฝ่าแนวของเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการบันทึกภาพการกระทำผิดดังกล่าวเป็นหลักฐานเพื่อใช้ดำเนินคดีต่อไปแล้ว
อนึ่ง ในช่วงเช้าวันนี้ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีและคณะได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ หอประชุมกานตรัตน์ ข้างโรงเรียนนายเรืออากาศ ขณะกำลังประชุม ปรากฏนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกได้นำกลุ่มคนประมาณ ๑,๕๐๐ คน บุกรุกเข้าไปข่มขู่ขับไล่ถึงในห้องประชุม จนทำให้การประชุมต้องล้มเลิกไป ศอ.รส. ขอประนามการกระทำของแกนนำ กปปส. โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่นอกจะกระทำผิดต่อกฎหมายโดยการบุกรุกสถานที่ราชการและข่มขู่ขับไล่เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งคณะรัฐมนตรีและ กกต. แล้ว ยังเป็นการทำลายความพยายามของทุกฝ่ายที่จะจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นการขัดขวางแนวทางประชาธิปไตยและขัดขวางการจัดการเลือกตั้ง เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
ศอ.รส. จึงขอเรียนชี้แจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และขอเรียนย้ำว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. เป็นผู้ต้องหาในคดีอุจฉกรรจ์หลายข้อหา โดยเฉพาะข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร และข้อหาอื่นๆ อีกรวม ๑๐ ข้อหา ซึ่งพนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องแกนนำชุดแรกแล้ว ๕๑ คน และศาลได้อนุมัติหมายจับไว้เดิม ๘ คน และอนุมัติหมายจับใหม่เมื่อวานนี้อีก ๓๐ คน รวมเป็น ๓๘ คน ส่วนที่เหลือได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอื่นอยู่แล้ว ซึ่งศาลจะได้ออกหมายสั่งให้นายประกันส่งตัวมาฟ้องในคดีนี้อีก ๑๓ คน
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
เรื่องที่ ๑ ตามที่กลุ่ม กปปส. ได้ย้ายสถานที่ชุมนุมจากสวนลุมพินีไปยังบริเวณถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น วันนี้ ศอ.รส. ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าตรวจความเรียบร้อยในสวนลุมพินี อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ๔ ฝ่าย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจลุมพินี เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครซึ่งประจำอยู่ที่สวนลุมพินี ซึ่งได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤษภาคมภายหลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนย้ายออกไป ผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบเสื้อเกราะ วัตถุระเบิดแรงสูง ระเบิดอีกจำนวนมาก ซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่สวนลุมพินี โดยวัตถุระเบิดและสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้ได้นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปแล้ว ทั้งนี้ ได้มีการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว สามารถยืนยันได้ว่าเป็นวัตถุระเบิดและสิ่งผิดกฎหมายของกลุ่มการ์ด กปปส. จริง
ศอ.รส. ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. นั้นมีการสะสมอาวุธร้ายแรง จึงไม่ใช่การชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธตามที่แกนนำ กปปส. ได้กล่าวอ้างมาโดยตลอด ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมและหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชน
เรื่องที่ ๒ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๐๐ น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ได้ออกแถลงการณ์โดยมีการถ่ายทอดสดมาจากตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลนั้น ศอ.รส. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. เข้าไปแถลงข่าวในตัวอาคารของทำเนียบรัฐบาลเป็นการบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณทำเนียบรัฐบาลมิได้ยินยอมแต่อย่างใด แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกได้กระทำการบุกรุก โดยมีการตัดโซ่คล้องประตูทำเนียบรัฐบาล งัดหน้าต่างเพื่อเข้าไปในตัวอาคาร และฝ่าแนวของเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการบันทึกภาพการกระทำผิดดังกล่าวเป็นหลักฐานเพื่อใช้ดำเนินคดีต่อไปแล้ว
อนึ่ง ในช่วงเช้าวันนี้ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีและคณะได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ หอประชุมกานตรัตน์ ข้างโรงเรียนนายเรืออากาศ ขณะกำลังประชุม ปรากฏนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกได้นำกลุ่มคนประมาณ ๑,๕๐๐ คน บุกรุกเข้าไปข่มขู่ขับไล่ถึงในห้องประชุม จนทำให้การประชุมต้องล้มเลิกไป ศอ.รส. ขอประนามการกระทำของแกนนำ กปปส. โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่นอกจะกระทำผิดต่อกฎหมายโดยการบุกรุกสถานที่ราชการและข่มขู่ขับไล่เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งคณะรัฐมนตรีและ กกต. แล้ว ยังเป็นการทำลายความพยายามของทุกฝ่ายที่จะจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นการขัดขวางแนวทางประชาธิปไตยและขัดขวางการจัดการเลือกตั้ง เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
ศอ.รส. จึงขอเรียนชี้แจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และขอเรียนย้ำว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. เป็นผู้ต้องหาในคดีอุจฉกรรจ์หลายข้อหา โดยเฉพาะข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร และข้อหาอื่นๆ อีกรวม ๑๐ ข้อหา ซึ่งพนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องแกนนำชุดแรกแล้ว ๕๑ คน และศาลได้อนุมัติหมายจับไว้เดิม ๘ คน และอนุมัติหมายจับใหม่เมื่อวานนี้อีก ๓๐ คน รวมเป็น ๓๘ คน ส่วนที่เหลือได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอื่นอยู่แล้ว ซึ่งศาลจะได้ออกหมายสั่งให้นายประกันส่งตัวมาฟ้องในคดีนี้อีก ๑๓ คน
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ฉบับที่ ๘ เรื่อง ข้อเรียกร้องและแจ้งเตือนสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงกลุ่มต่างๆ ให้ยุติการคัดเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (นายกรัฐมนตรี มาตรา ๗)
แถลงการณ์
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ฉบับที่ ๘
เรื่อง ข้อเรียกร้องและแจ้งเตือนสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงกลุ่มต่างๆ ให้ยุติการคัดเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (นายกรัฐมนตรี มาตรา ๗)
----------------------------------------
บัดนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่างๆ นานาอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองตลอดมา จนในที่สุดเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกแกนนำถึง ๕๑ คน ในข้อหาอุกฉกรรจ์ที่สำคัญ ได้แก่ ร่วมกันเป็นกบฎ ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร และข้อหาอื่นๆ รวมทั้งหมด ๙ ข้อหา โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายชุมพล จุลใส ซึ่งถูกสั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายเพิ่มเติมอีกด้วย พฤติการณ์การกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. นอกจากจะเป็นความผิดต่อกฎหมายแล้ว ยังมีข้อเรียกร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่างๆ นานา อาทิเช่น การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่โดยอ้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓ และมาตรา ๗ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย และแม้รัฐบาลจะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ อันเป็นการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ก็ยังคงกระทำการขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง จนในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีบางคนสิ้นสุดลง อีกทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูลกรณีการยื่นถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งถือได้ว่าข้อเรียกร้องของนายสุเทพ เทือกสุบรรณที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง ได้รับการตอบสนองแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางคนสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และวินิจฉัยต่อไปว่าเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ ยังคงต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๑ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติมอบหมายให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ “เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี” ไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๑๐ ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่กำหนดให้ “ในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่เพราะนายกรัฐมนตรีตาย ขาดคุณสมบัติ ต้องคำพิพากษาให้จำคุก สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง หรือวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน” ดังนั้น ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกลุ่มแกนนำ ได้นำมวลชนเดินทางไปเรียกร้องที่รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ รวมทั้งออกแถลงการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาร่วมกันคัดเลือกและทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญนั้น ศอ.รส. จึงเห็นว่าข้อเรียกร้องตามแถลงการณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เนื่องจากการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๑ มาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ โดยนายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ปัจจุบันยังไม่อาจมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรที่จะทำหน้าที่คัดเลือกและให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ประกอบกับปัจจุบันยังคงมีคณะรัฐมนตรีที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล “เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี” อยู่ การดำเนินการที่จะให้มีนายกรัฐมนตรีคนกลาง จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจกระทำได้ และโดยเฉพาะการดำเนินการเพื่อจัดตั้งนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีขึ้นอีกชุดหนึ่งในขณะที่คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ นอกจากจะเป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้ว ยังจะเป็นการล่วงละเมิดพระราชอำนาจต่อองค์พระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงกลุ่มการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่ม ยุติการกระทำผิดต่อกฎหมายด้วยการคัดเลือกและทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะนอกจากจะเป็นความผิดต่อกฎหมายแล้ว ยังจะเป็นสาเหตุให้เกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในบ้านเมือง ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันมีข้อมูลเพียงพอที่บ่งชี้ได้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะหากยังมีการคัดเลือกและเสนอแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีขึ้นมาใหม่ตามที่ กปปส. เรียกร้อง จะต้องเกิดความไม่พอใจจากมวลชนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างรุนแรงและลุกลามไปถึงการก่อเหตุร้ายและเข้าปะทะกันอย่างแน่นอน จนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ในที่สุด นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ปรากฎอยู่ในขณะนี้คือ การที่วุฒิสมาชิกบางคนและกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่มให้การสนับสนุนกิจกรรมและแนวทางดำเนินการต่างๆ นานา โดยเฉพาะการคัดเลือกแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี มาตรา ๗ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณกับพวก ซึ่งได้ถูกพนักงานอัยการสั่งฟ้องในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง และฐานความผิดอื่นๆ นั้น บุคคลและกลุ่มบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณกับพวกดังกล่าว อาจมีความผิดและอาจถูกดำเนินคดีฐานให้การสนับสนุน หรือเป็นตัวการร่วมสมคบคิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกไปด้วย ซึ่ง ศอ.รส. จะติดตามพฤติการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
อนึ่ง ด้วยความเคารพต่อสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่มีความสำคัญของประเทศ ศอ.รส. มีความเชื่อมั่นต่อความเป็นผู้รักษากฎหมาย และเป็นผู้ใหญ่สำคัญในบ้านเมืองที่จะไม่กระทำในสิ่งที่นอกเหนือกฎหมาย และจะปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการตามที่ได้ปฏิญาณตนไว้ก่อนเข้ารับหน้าที่ การที่ ศอ.รส. จำเป็นต้องมีแถลงการณ์ฉบับนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจอันถูกต้อง และหลีกเลี่ยงเหตุความไม่สงบและเหตุร้ายแรงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
ศอ.รส. จึงเห็นสมควรแถลงการณ์มาเพื่อพี่น้องประชาชนได้รับทราบ อนึ่ง แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นความเห็นและดำเนินการโดยฝ่ายบริหารของ ศอ.รส. โดยตรง ซึ่งไม่ได้ขอให้ฝ่ายทหารร่วมมีความเห็นและดำเนินการด้วย
จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗
เวลา ๑๓.๐๐ น.
วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ ตามที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ ๗ เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อกลุ่ม กปปส. รวมถึงกลุ่มการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุน ให้ยุติการกระทำผิดต่อกฎหมายด้วยการคัดเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและแจ้งเตือนประชาชนให้แยกตัวออกจากการชุมนุม เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ศอ.รส. ขอเรียนย้ำว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกลุ่มแกนนำ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเรียกร้องไปยังบุคคลสำคัญต่าง ๆ เช่น ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ร่วมกันคัดเลือกและทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เนื่องจากเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ ก็ได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ในขณะนี้จึงยังไม่เกิดสุญญากาศทางการเมืองตามที่ กปปส. ต้องการมาตั้งแต่ต้น และไม่มีข้อกฎหมายและความจำเป็นใดๆ รองรับให้ต้องมีการดำเนินการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗
ศอ.รส. จึงเรียกร้องให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ยุติการเรียกร้องที่ไม่มีกฎหมายรองรับ และสร้างความสับสนให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี มาตรา ๗ เป็นแนวทางที่เหมาะสมและสามารถกระทำได้ ทั้งๆ ที่ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ และยิ่งจะเป็นการสร้างความแตกแยกมากขึ้นในสังคมระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่มีความเห็นต่างกัน ซึ่งอาจลุกลามไปถึงการก่อเหตุร้ายจนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ในที่สุด
นอกจากนี้ ด้วยพฤติการณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ที่ได้กระทำอุกอาจต่างๆ จนทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น จนขณะนี้อาจกล่าวได้ว่าถึงจุดวิกฤตมากที่สุดแล้ว ศอ.รส. จึงจำเป็นจะต้องยกระดับการใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดและเข้มข้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่กำลังจะเกิดในเวลาอันใกล้นี้ และขอแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนแยกตัวออกจากกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชน
เรื่องที่ ๒ ศอ.รส. ได้รับทราบถึงแถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ซึ่งมีเนื้อหาว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และขอสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในไทยด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจา บนพื้นฐานของหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม นอกจากนี้ในแถลงการณ์ดังกล่างยังระบุว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนเน้นย้ำความสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตยในการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย ส่งเสริมความสมานฉันท์ในชาติ และนำความปกติสุขกลับคืนมาสู่ประเทศ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย ในการนี้ ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งของมวลชนกลุ่มต่างๆ ยุติลง และนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศอันเป็นภารกิจหลักของ ศอ.รส.
เรื่องที่ ๓ ศอ.รส. ได้รับรายงานเกี่ยวกับเหตุการใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องของการ์ด กปปส. โดยเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มการ์ด กปปส. ที่ทำการปิดกั้นการจราจรบนทางยกระดับโทลล์เวย์ได้รุมทำร้ายประชาชนรายหนึ่งขณะที่กำลังเดินทางไปยังสนามบินดอนเมือง จนได้รับบาดเจ็บ และเมื่อคืนวันที่ ๑๐ พฤษภาคมที่ผ่านมาก็เกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน โดยประชาชนอีกรายถูกกลุ่มการ์ด กปปส. รุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่บริเวณตรงข้ามสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ทั้งนี้ ทั้งสองเหตุการณ์ดังกล่าวล้วนเป็นการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์เพียงเพราะบุคคลดังกล่าวต้องการจะสัญจรตามปกติโดยไม่ทราบถึงการปิดกั้นการจราจรของกลุ่ม กปปส. นอกจากนี้ การปิดการจราจรบนทางยกระดับโทลล์เวย์ ยังทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ต้องเดินทางไปยังสนามบินดอนเมือง ต้องลงเดินเพื่อไปยังสนามบิน ซึ่งเหตุการณ์นี้ย่อมส่งผลเสียหายต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอประนามการกระทำดังกล่าวของการ์ด กปปส. และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
อนึ่ง ตามที่มีข่าวว่า ศอ.รส. ได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจขอขมาพระพุทธะอิสระหลังจากวันเกิดเหตุบริเวณด้านหน้า ศอ.รส. นั้น ขอยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการขอขมา แต่เป็นการแสดงความเสียใจที่เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และมีการใช้แก๊สน้ำตาในการควบคุมสถานการณ์ โดยการแสดงความเสียใจนั้นก็เป็นวิธีปฏิบัติโดยทั่วไปที่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติมาโดยตลอดเมื่อมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ อันเกิดจากการปฏิบัติการตามหน้าที่ ทั้งนี้ เจ้าพนักงานก็ได้มีการดำเนินคดีกับพระพุทธะอิสระกับพวกในฐานบุกรุกสถานที่ราชการ และข้อหาอื่นๆ อีก รวม ๕ ข้อหา โดยไม่ละเว้นในทันที ซึ่ง ศอ.รส. ขอแสดงความเสียใจ เห็นใจ และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุด
ศอ.รส. จึงขอเชิดชูเกียรติศักดิ์และความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายเป็นอย่างยิ่ง
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
เรื่องที่ ๑ ตามที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ ๗ เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อกลุ่ม กปปส. รวมถึงกลุ่มการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุน ให้ยุติการกระทำผิดต่อกฎหมายด้วยการคัดเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและแจ้งเตือนประชาชนให้แยกตัวออกจากการชุมนุม เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ศอ.รส. ขอเรียนย้ำว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกลุ่มแกนนำ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเรียกร้องไปยังบุคคลสำคัญต่าง ๆ เช่น ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ร่วมกันคัดเลือกและทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เนื่องจากเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ ก็ได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ในขณะนี้จึงยังไม่เกิดสุญญากาศทางการเมืองตามที่ กปปส. ต้องการมาตั้งแต่ต้น และไม่มีข้อกฎหมายและความจำเป็นใดๆ รองรับให้ต้องมีการดำเนินการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗
ศอ.รส. จึงเรียกร้องให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ยุติการเรียกร้องที่ไม่มีกฎหมายรองรับ และสร้างความสับสนให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี มาตรา ๗ เป็นแนวทางที่เหมาะสมและสามารถกระทำได้ ทั้งๆ ที่ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ และยิ่งจะเป็นการสร้างความแตกแยกมากขึ้นในสังคมระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่มีความเห็นต่างกัน ซึ่งอาจลุกลามไปถึงการก่อเหตุร้ายจนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ในที่สุด
นอกจากนี้ ด้วยพฤติการณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ที่ได้กระทำอุกอาจต่างๆ จนทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น จนขณะนี้อาจกล่าวได้ว่าถึงจุดวิกฤตมากที่สุดแล้ว ศอ.รส. จึงจำเป็นจะต้องยกระดับการใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดและเข้มข้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่กำลังจะเกิดในเวลาอันใกล้นี้ และขอแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนแยกตัวออกจากกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชน
เรื่องที่ ๒ ศอ.รส. ได้รับทราบถึงแถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ซึ่งมีเนื้อหาว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และขอสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในไทยด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจา บนพื้นฐานของหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม นอกจากนี้ในแถลงการณ์ดังกล่างยังระบุว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนเน้นย้ำความสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตยในการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย ส่งเสริมความสมานฉันท์ในชาติ และนำความปกติสุขกลับคืนมาสู่ประเทศ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย ในการนี้ ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งของมวลชนกลุ่มต่างๆ ยุติลง และนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศอันเป็นภารกิจหลักของ ศอ.รส.
เรื่องที่ ๓ ศอ.รส. ได้รับรายงานเกี่ยวกับเหตุการใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องของการ์ด กปปส. โดยเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มการ์ด กปปส. ที่ทำการปิดกั้นการจราจรบนทางยกระดับโทลล์เวย์ได้รุมทำร้ายประชาชนรายหนึ่งขณะที่กำลังเดินทางไปยังสนามบินดอนเมือง จนได้รับบาดเจ็บ และเมื่อคืนวันที่ ๑๐ พฤษภาคมที่ผ่านมาก็เกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน โดยประชาชนอีกรายถูกกลุ่มการ์ด กปปส. รุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่บริเวณตรงข้ามสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ทั้งนี้ ทั้งสองเหตุการณ์ดังกล่าวล้วนเป็นการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์เพียงเพราะบุคคลดังกล่าวต้องการจะสัญจรตามปกติโดยไม่ทราบถึงการปิดกั้นการจราจรของกลุ่ม กปปส. นอกจากนี้ การปิดการจราจรบนทางยกระดับโทลล์เวย์ ยังทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ต้องเดินทางไปยังสนามบินดอนเมือง ต้องลงเดินเพื่อไปยังสนามบิน ซึ่งเหตุการณ์นี้ย่อมส่งผลเสียหายต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอประนามการกระทำดังกล่าวของการ์ด กปปส. และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
อนึ่ง ตามที่มีข่าวว่า ศอ.รส. ได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจขอขมาพระพุทธะอิสระหลังจากวันเกิดเหตุบริเวณด้านหน้า ศอ.รส. นั้น ขอยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการขอขมา แต่เป็นการแสดงความเสียใจที่เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และมีการใช้แก๊สน้ำตาในการควบคุมสถานการณ์ โดยการแสดงความเสียใจนั้นก็เป็นวิธีปฏิบัติโดยทั่วไปที่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติมาโดยตลอดเมื่อมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ อันเกิดจากการปฏิบัติการตามหน้าที่ ทั้งนี้ เจ้าพนักงานก็ได้มีการดำเนินคดีกับพระพุทธะอิสระกับพวกในฐานบุกรุกสถานที่ราชการ และข้อหาอื่นๆ อีก รวม ๕ ข้อหา โดยไม่ละเว้นในทันที ซึ่ง ศอ.รส. ขอแสดงความเสียใจ เห็นใจ และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุด
ศอ.รส. จึงขอเชิดชูเกียรติศักดิ์และความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายเป็นอย่างยิ่ง
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๗
แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๗
เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อกลุ่ม กปปส. รวมถึงกลุ่มการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุน ให้ยุติการกระทำผิด
ต่อกฎหมายด้วยการคัดเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
และแจ้งเตือนประชาชนให้แยกตัวออกจากการชุมนุม
----------------------------------------
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลังทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม
บัดนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่างๆ นานาอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองตลอดมา จนในที่สุดเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกแกนนำถึง ๕๑ คน ในข้อหาอุกฉกรรจ์ที่สำคัญ ได้แก่ร่วมกันเป็นกบฎ ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร และข้อหาอื่นๆ รวมทั้งหมด ๑๐ ข้อหา และโดยที่พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณกับพวก ในข้อหาก่อการร้ายเพิ่มเติม อันเป็นความผิดมูลฐานของความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน ศอ.รส. จึงได้สั่งการให้สำนักงาน ป.ป.ง. เข้าดำเนินการเพื่อดำเนินคดีฐานฟอกเงิน อันจะนำไปสู่การยึดทรัพย์สินของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก เพิ่มเติมอีกด้วย
นอกจากนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังถูกดำเนินคดีสำคัญอีกหลายคดี และล้วนเป็นคดีอุกฉกรรจ์มาก เช่น คดีร่วมกันฆ่าประชาชนในการชุมนุมปี ๒๕๕๓ หรือที่เรียกว่าคดี “๙๘ ศพ” คดีทุจริตก่อสร้างโรงพักของข้าราชการตำรวจ คดีทุจริตก่อสร้างแฟลตของข้าราชการตำรวจ คดีกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี คดีบุกรุกที่ดินเขาแพง และคดีอื่นๆ ดังนั้น การกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ยังไม่ยอมเลิกการชุมนุม และชักนำมวลชนต่างๆ อยู่ในขณะนี้จึงเป็นการใช้มวลชนเป็นเกราะกำบัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกดำเนินคดี และไม่ถูกจับกุมตามหมายจับของศาล ซึ่งเป็นการบิดเบือนและหาประโยชน์จากมวลชน และสร้างความเดือดร้อนแก่ชาติบ้านเมืองเพื่อตนเองและพวกพ้องโดยแท้
พฤติการณ์การกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. นอกจากจะเป็นความผิดต่อกฎหมายแล้ว ยังมีข้อเรียกร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่างๆ นานา อาทิเช่น การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่โดยอ้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓ และมาตรา ๗ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย และแม้รัฐบาลจะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ อันเป็นการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ก็ยังคงกระทำการขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง จนในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีบางคนสิ้นสุดลง อีกทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูลกรณีการยื่นถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โครงการรับจำนำข้าว ก็ถือได้ว่าข้อเรียกร้องของนายสุเทพ เทือกสุบรรณที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง ได้รับการตอบสนองแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางคนสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และวินิจฉัยต่อไปว่าเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ ยังคงต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๑ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ “เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี” ไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๑๐ ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่กำหนดให้ “ในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่เพราะนายกรัฐมนตรีตาย ขาดคุณสมบัติ ต้องคำพิพากษาให้จำคุก สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง หรือวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน”
ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกลุ่มแกนนำ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ รวมถึงกลุ่มการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่ม ได้พยายามเรียกร้องไปยังบุคคลสำคัญต่าง ๆ เช่น ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อร่วมกันคัดเลือกและทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญนั้น ศอ.รส. ขอยืนยันว่าข้อเรียกร้องตามแถลงการณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เนื่องจากการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๑ มาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ โดยนายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ปัจจุบันยังไม่อาจมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรที่จะทำหน้าที่คัดเลือกและให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ประกอบกับปัจจุบันยังคงมีคณะรัฐมนตรีที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล “เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี” อยู่ ดังนั้น การดำเนินการที่จะให้มีนายกรัฐมนตรีคนกลาง จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจกระทำได้ และโดยเฉพาะการดำเนินการเพื่อจัดตั้งนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีขึ้นอีกชุดหนึ่งในขณะที่คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ นอกจากจะเป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้ว ยังจะเป็นการล่วงละเมิดพระราชอำนาจต่อองค์พระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง
อนึ่ง ด้วยความเคารพต่อบุคคลสำคัญที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกกล่าวถึง เช่น ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่มีความสำคัญของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ศอ.รส. มีความเชื่อมั่นต่อความเป็นผู้รักษากฎหมาย และเป็นผู้ใหญ่สำคัญในบ้านเมืองที่จะไม่กระทำในสิ่งที่นอกเหนือกฎหมาย ซึ่งในที่นี่ขอแสดงความเคารพและความศรัทธาเชื่อมั่น ดังนั้น การที่ ศอ.รส. จำเป็นต้องมีแถลงการณ์ฉบับนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจอันถูกต้อง และหลีกเลี่ยงเหตุความไม่สงบและเหตุร้ายแรงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก รวมถึงกลุ่มการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่ม ยุติการกระทำผิดต่อกฎหมายด้วยการคัดเลือกและทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะนอกจากจะเป็นความผิดต่อกฎหมายแล้ว ยังจะเป็นสาเหตุให้เกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในบ้านเมือง ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันมีข้อมูลเพียงพอที่บ่งชี้ได้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะหากยังมีการคัดเลือกและเสนอแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีขึ้นมาใหม่ตามที่ กปปส. เรียกร้อง จะต้องเกิดความไม่พอใจจากมวลชนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างรุนแรงและลุกลามไปถึงการก่อเหตุร้ายและเข้าปะทะกันอย่างแน่นอน จนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ในที่สุด
ศอ.รส. ขอแสดงความเสียใจต่อพี่น้องประชาชนที่เคยคาดหวังว่า สถานการณ์โดยรวมจะผ่อนคลาย ดีขึ้น แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. กลับยกระดับเพิ่มความตึงเครียดของสถานการณ์มากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะการประกาศคัดเลือกแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนอกกฎหมายดังกล่าว และการกระทำอุกอาจต่างๆ เช่น การบุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลแล้วประกาศจัดตั้งเป็นกองบัญชาการ การเข้าปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ และการซ่องสุมกำลังพร้อมอาวุธต่างๆ จนขณะนี้อาจกล่าวได้ว่าถึงจุดวิกฤตมากที่สุดแล้ว ศอ.รส. จึงจำเป็นจะต้องยกระดับการใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่ดครัดและเข้มข้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่กำลังจะเกิดในเวลาอันใกล้นี้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนแยกตัวออกจากกลุ่มผู้ชุมนุม และแจ้งเตือน บุตรหลาน ญาติมิตรให้หลีกเลี่ยงออกห่างจากที่ชุมนุมให้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของ พี่น้องประชาชน
ศอ.รส. จึงเห็นสมควรแถลงการณ์มาเพื่อพี่น้องประชาชนได้รับทราบ อนึ่ง แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นความเห็นและดำเนินการโดยฝ่ายบริหารของ ศอ.รส. โดยตรง ซึ่งไม่ได้ขอให้ฝ่ายทหารร่วมมีความเห็นและดำเนินการด้วย
จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗
เวลา ๑๓.๐๐ น.
วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
แถลงการณ์ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๖ เรื่อง ห้ามการช่วยเหลือแก่แกนนำ กปปส. ที่กระทำผิด
แถลงการณ์ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๖
เรื่อง ห้ามการช่วยเหลือแก่แกนนำ กปปส. ที่กระทำผิด
----------------------------------------
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญ ในการสนธิกำลัง ทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม
บัดนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่างๆ นานาอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองตลอดมา จนในที่สุดเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องแกนนำถึง ๕๑ คน ในข้อหาอุกฉกรรจ์ที่สำคัญ ได้แก่ ร่วมกันเป็นกบฎ ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร และข้อหาอื่นๆ รวมทั้งหมด ๑๐ ข้อหา นอกจากนี้ ตามที่พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณกับพวก ในข้อหาก่อการร้ายเพิ่มเติม อันเป็นความผิดมูลฐานของความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน ศอ.รส. จึงได้สั่งการให้สำนักงาน ป.ป.ง. เข้าดำเนินการเพื่อดำเนินคดีฐานฟอกเงิน อันจะนำไปสู่การยึดทรัพย์สินของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก เพิ่มเติมอีกด้วย
นอกจากนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังถูกดำเนินคดีสำคัญอีกหลายคดี และล้วนเป็นคดีอุกฉกรรจ์มาก เช่น คดีร่วมกันฆ่าประชาชนในการชุมนุมปี ๒๕๕๓ หรือที่เรียกว่าคดี “๙๘ ศพ” คดีทุจริตก่อสร้างโรงพักของข้าราชการตำรวจ คดีทุจริจก่อสร้างแฟลตของข้าราชการตำรวจ คดีกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี คดีบุกรุกที่ดินเขาแพง และคดีอื่นๆ ดังนั้น การกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ยังไม่ยอมเลิกการชุมนุม และชักนำมวลชนต่างๆ อยู่ในขณะนี้จึงเป็นการใช้มวลชนเป็นเกราะกำบัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกดำเนินคดี และไม่ถูกจับกุมตามหมายจับของศาล ซึ่งเป็นการบิดเบือนและหาประโยชน์จากมวลชน และสร้างความเดือดร้อนแก่ชาติบ้านเมืองเพื่อตนเองและพวกพ้องโดยแท้
ศอ.รส. ขอประนามการกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ตั้งแต่เมื่อวานนี้ที่ได้นำมวลชนบุกไปยังสถานที่ต่างๆ ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ และทำเนียบรัฐบาล และได้กระทำการเจรจาและขู่บังคับผู้บริหาร หรือผู้อำนวยการ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ ช่อง ๙ และช่อง NBT ไม่ให้ถ่ายทอดสัญญาณที่เกี่ยวกับแถลงการณ์หรือเสนอข่าวอย่างหนึ่งอย่างใดของรัฐบาลและ ศอ.รส. แต่ให้ถ่ายทอดสัญญาณการแถลงการณ์หรือเสนอข่าวการชุมนุมของ กปปส. ซึ่งถือเป็นการคุมคามสื่อมวลชน และสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการบุกรุกเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาลนั้น ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมตระหนักว่า สถานที่ราชการดังกล่าวมีความสำคัญที่ใช้เป็นศูนย์กลางในการบริหารราชการของประเทศชาติ เป็นสมบัติโดยส่วนรวมของทุกคน การบุกรุกเข้าไปทำความเสียหายใดๆ นอกจากเป็นความผิดตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองด้วย
นอกจากนี้ ตามที่ในวันนี้จะมีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องพี่น้องประชาชนให้ใช้วิจารณญาณหลีกเลี่ยงการร่วมชุมนุม ไม่ว่ากับกลุ่ม นปช. หรือกลุ่ม กปปส. เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง และขอเรียกร้องให้ประชาชนงดเว้นการเข้าร่วมกระทำความผิดกับ กปปส. เพราะหากมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ผู้ที่ร่วมกระทำการจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทุกคนไปโดยไม่มีการละเว้น โดยเฉพาะแกนนำของผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่ม ศอ.รส. จึงเห็นสมควรแถลงการณ์มาเพื่อพี่น้องประชาชนได้รับทราบ
อนึ่ง แถลงการณ์ฉบับนี้ เป็นความเห็นของฝ่ายบริหาร ศอ.รส. โดยมิได้ขอให้ฝ่ายทหารร่วมแถลง หรือแสดงความเห็นด้วย
จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗
วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๕ เรื่อง ห้ามการถ่ายทอดสัญญาณหรือให้ความช่วยเหลือแก่แกนนำ กปปส.
แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๕
เรื่อง ห้ามการถ่ายทอดสัญญาณหรือให้ความช่วยเหลือแก่แกนนำ กปปส.
----------------------------------------
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลัง ทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม
บัดนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่างๆ นานาอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองตลอดมา จนในที่สุดเมื่อวานนี้ พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องแกนนำถึง ๕๑ คน ในข้อหาอุกฉกรรจ์ที่สำคัญ ได้แก่ ร่วมกันเป็นกบฎ ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร และข้อหาอื่นๆ รวมทั้งหมด ๑๐ ข้อหา
และด้วยกรณีปรากฎว่า แกนนำ กปปส. ได้มีการเข้าเจรจาและขู่บังคับผู้บริหาร หรือผู้อำนวยการ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ ช่อง ๙ และช่อง NBT ไม่ให้ถ่ายทอดสัญญาณที่เกี่ยวกับแถลงการณ์หรือเสนอข่าวอย่างหนึ่งอย่างใดของรัฐบาลและ ศอ.รส. แต่ให้ถ่ายทอดสัญญาณการแถลงการณ์หรือเสนอข่าวการชุมนุมของ กปปส. ศอ.รส. ได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นควรออกคำสั่งห้ามผู้บริหาร ผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่ของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกสถานีถ่ายทอดสัญญาณหรือให้ความช่วยเหลืออย่างหนึ่งอย่างใดกับแกนนำ กปปส. เว้นแต่การเสนอข่าวสารตามปกติ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดฐานกบฎ หรือก่อการร้ายดังกล่าว ศอ.รส. จึงแถลงการณ์มาเพื่อสั่งการให้ผู้บริหารสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกแห่งงดเว้นหรือยุติการให้การสนับสนุนตามที่ กปปส. เรียกร้องโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะต้องรับผิดทางอาญาและทางแพ่ง
อนึ่ง เนื่องจากพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณกับพวก ในข้อหาก่อการร้ายเพิ่มเติม อันเป็นความผิดมูลฐานของความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน ศอ.รส. จึงได้สั่งการให้สำนักงาน ป.ป.ง. เข้าดำเนินการเพื่อดำเนินคดีฐานฟอกเงิน อันจะนำไปสู่การยึดทรัพย์สินของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก เพิ่มเติมอีกด้วย จึงขอเตือนผู้ที่จะเข้าร่วมกระทำความผิดกับ กปปส. ให้ตระหนักถึงโทษที่จะได้รับ และควรงดเว้นการเข้าร่วมในทุกๆ กรณี
นอกจากนั้น ศอ.รส. มีข้อมูลว่า ในคืนวันนี้จะมีกลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีเข้าก่อเหตุร้ายกับกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมตามจุดต่างๆ ที่ได้ดาวกระจายไป จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ใช้วิจารณญาณงดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมหรือเข้าไปบริเวณใกล้เคียงการชุมนุม เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง ศอ.รส. จึงเห็นสมควรแถลงการณ์มาเพื่อพี่น้องประชาชนได้รับทราบ
จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗
----------------------------------------
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ที่ ๙/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี และได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และยังได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีที่มีส่วนร่วมในการลงมติในคราวนั้น ต้องสิ้นสุดไปด้วยนั้น ในวันนี้ที่ประชุม ศอ.รส. ได้ร่วมกันพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ศอ.รส. ดังนี้
ในประเด็นแรกเกี่ยวกับสถานภาพของ ศอ.รส. ที่ประชุมฯ มีความเห็นว่า ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนั้นคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ ศอ.รส. แต่อย่างใด
ในประเด็นที่สองเกี่ยวกับสถานภาพของ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. ที่ประชุม ศอ.รส. มีความเห็นว่า การดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ศอ.รส. ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไม่ได้สิ้นสุดหรือพ้นไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงกรณีกระทำการต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๒ (๗) แห่งรัฐธรรมนูญ ย่อมต้องหมายถึงความเป็นรัฐมนตรีในขณะที่ได้ร่วมพิจารณาและมีมติในการประชุมรัฐมนตรีครั้งนั้นๆ แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่า ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ฉะนั้นการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในภายหลังจนถึงปัจจุบันจึงเป็นการดำรงตำแหน่งที่มิได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาและมีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งดังกล่าว จึงไม่น่าเป็นเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ (๗) อีก
กรณีดังกล่าวย่อมเป็นผลเช่นเดียวกันกับนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษา ศอ.รส. ก็ย่อมพ้นไปเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพียงตำแหน่งเดียว แต่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งภายหลังอีกตำแหน่งหนึ่ง จึงหาพ้นไปตามผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐมนธรรมนูญแต่อย่างใด
เรื่องที่ ๒ ตามที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ ๓ เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และกลุ่มผู้สนับสนุน กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ศอ.รส. ขอเรียนว่า เหตุผลที่ ศอ.รส. ต้องออกแถลงการณ์ดังกล่าว เนื่องจากขณะนั้นมีข้อมูลอย่างเพียงพอที่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๒ องค์กร คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ศอ.รส. มีความกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก เพราะขณะนั้นความขัดแย้งและการจัดแนวร่วมของแต่ละฝ่ายขยายตัวในวงกว้าง มีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนและคัดค้านแต่ละฝ่ายจำนวนมาก และมีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระบางองค์กรเป็นแนวร่วมกับบางกลุ่มด้วย ตลอดจนมีความพยายามจัดการเลือกตั้งให้เนิ่นช้าออกไป เพื่อให้ปัญหาลุกลามและเกิดสุญญากาศตามแนวทางของบางฝ่าย
ศอ.รส. ขอยืนยันว่าในการออกแถลงการณ์ดังกล่าว ศอ.รส. มิได้มีเจตนาที่จะก้าวล่วงหรือกดดันการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่แถลงการณ์ดังกล่าวมีจุดประสงค์สำคัญในการป้องกัน ระงับ ยับยั้งและแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของ ศอ.รส. อันเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจจะละเลยได้ ดังนั้น ศอ.รส. จึงได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ ๓ ซึ่งประกอบด้วยข้อห่วงใยและข้อวิตกกังวลของ ศอ.รส. ดังมีรายละเอียดตามแถลงการณ์ที่ได้เผยแพร่ไปแล้ว
และเมื่อวานนี้ ศอ.รส. ได้รับทราบผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้พิพากษาให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่มีส่วนร่วมและลงมติเห็นชอบการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ วรรค ๑ (๗) แต่คณะรัฐมนตรีที่เหลือยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง และจะทำให้การบริหารประเทศยังคงดำเนินต่อไปได้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ
อนึ่ง ศอ.รส. ของดเว้นที่จะมีความเห็นต่อเนื้อหาสาระของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ ศอ.รส. ยังยืนยันว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวยังคงนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เช่น เหตุยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าใส่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รวมทั้งเหตุปาระเบิดเข้าใส่บ้านพักของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อคืนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ศอ.รส. ได้ปรับแผนอัตรากำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมใหญ่ของ กปปส. ซึ่งจะเริ่มในวันที่ ๙ พฤษภาคม และการชุมนุมใหญ่ของ นปช. ซึ่งจะเริ่มในวันที่ ๑๐ พฤษภาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. ขอเรียกร้องพี่น้องประชาชนให้ใช้วิจารณญาณหลีกเลี่ยงการร่วมชุมนุม ไม่ว่ากับกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่ม นปช. เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง โดยล่าสุด ศอ.รส. ก็ได้รับรายงานถึงการใช้ความรุนแรงของการ์ด กปปส. ที่ได้ทำร้ายนักข่าวต่างประเทศที่ไปทำข่าวที่ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคมที่ผ่านมา และแม้ว่าการเข้าร่วมการชุมนุมจะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่หากมีการกระทำผิดกฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใดในการเข้าร่วมชุมนุมแล้ว ท่านก็จะต้องถูกดำเนินคดีทุกคนไปโดยไม่มีการละเว้น ส่วนแกนนำทุกคนจะต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดย ศอ.รส. จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มอย่างเท่าเทียมกันเพื่อป้องกันเหตุร้ายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น
เรื่องที่ ๓ ศอ.รส. ได้รับรายงานว่า ตามที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่ ๒๖๑/๒๕๕๖ อันประกอบด้วยพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ ได้ร่วมกันทำการสอบสวนคดีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ชุดที่ ๑ รวม ๕๒ คน และส่งสำนวนการสอบสวนไปให้พนักงานอัยการพิจารณานั้น ในวันนี้ ศอ.รส. ได้รับแจ้งว่า พนักงานอัยการของสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องแกนนำชุดที่ ๑ ทั้งสิ้น ๕๑ คน และสั่งไม่ฟ้องเพียง ๑ คน และได้ฟ้องคดีกับแกนนำที่มีตัวอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว ๒ คน คือ นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และนายสกลธี ภัททิยกุล ส่วนแกนนำคนอื่นๆ จะได้ดำเนินการออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟ้องโดยเร็วต่อไป
สำหรับฐานความผิดที่พนักงานอัยการส่งฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ชุดที่ ๑ ทั้ง ๕๑ คนนั้น มีทั้งสิ้น ๙ ฐานความผิด คือ ๑) ร่วมกันเป็นกบฎ ๒) กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ๓) มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ ๔) มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกไปแต่ไม่เลิก ๕) ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงาน งดจ้าง เพื่อบังคับรัฐบาลฯ ๖) ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน ๗) ร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ๘) ร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้งหรือเข้าไป ณ ที่ลงคะแนนเลือกตั้ง และ ๙) ร่วมกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร ทั้งนี้ สำหรับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายชุมพล จุลใส พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องในฐานความผิดร่วมกันก่อการร้าย เพิ่มเติมอีก ๑ ข้อหาด้วย
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
______________________
วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๓ เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และกลุ่มผู้สนับสนุน กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย
แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๓
เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และกลุ่มผู้สนับสนุน กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย
----------------------------------------
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลัง ทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม
นับตั้งแต่วันที่ได้มีการจัดตั้ง ศอ.รส. เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญดังกล่าว ศอ.รส. ก็ได้ทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการทั้งปวงให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมาในระดับหนึ่ง และจากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน มีข้อมูลเพียงพอที่บ่งชี้ได้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือการวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๒ องค์กร คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ดังที่ ศอ.รส. ได้มีแถลงการณ์ ฉบับที่ ๑ และฉบับที่ ๒ เสนอข้อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการในแนวทางที่จะทำให้ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้นและยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ได้คลี่คลายหรือยุติลง นั้น
ศอ.รส. ยังคงมีข้อห่วงใยและข้อวิตกกังวลต่อการวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญซึ่งได้มีการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ไม่อาจบรรลุผล ดังนี้
ประการที่หนึ่งในการใช้อำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ยังคงใช้วิธีพิจารณาและทำคำวินิจฉัยตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้กำหนดขึ้นเอง ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องตราพระราชบัญญัติดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี นับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๑๖ ประกอบกับมาตรา ๓๐๐ ซึ่งนับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ ๗ ปีแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ดำเนินการผลักดันให้มีการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได การกำหนดวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในรูปของกฎหมายนั้น ก็เพื่อควบคุมการใช้อำนาจของศาล ทำนองเดียวกับศาลยุติธรรมและศาลปกครอง เมื่อวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ในรูปของกฎหมาย จึงทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนต่อการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรมและถูกต้องตามหลักความยุติธรรมหรือไม่ อีกทั้งการไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า
ด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกโดยรัฐสภาอาจส่งผลให้การพิจารณาวินิจฉัยคดี ไม่มีมาตรฐาน ขาดความชัดเจนในกระบวนการพิจารณา เพราะไม่มีกรอบแห่งการใช้อำนาจ อาทิเช่น ไม่มีกำหนดระยะเวลาในกระบวนการพิจารณาในคดีแต่ละประเภทอย่างชัดเจนทำให้บางคดีได้กระทำด้วยความรีบเร่งผิดปกติ หรือการทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ชัดเจนว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนได้ทำคำวินิจฉัยส่วนตน พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ วรรคสอง กำหนดไว้หรือไม่ เพียงใด หรือไม่มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการเผยแพร่คำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตนในราชกิจจานุเบกษา ทำให้บางคดีมีการนัดฟังคำวินิจฉัยไปแล้วหลายเดือน แต่ไม่มีการประกาศคำวินิจฉัยกลางในราชกิจจานุเบกษาตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ วรรคสาม กำหนดไว้ ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือการพิจารณาคดีโดยไม่มีกฎหมายรองรับทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามีปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมเสียเอง
ประการที่สอง จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สำคัญในหลายคดีที่ผ่านมา ก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากว่า มีปัญหาในเรื่องความยุติธรรม หลายคดีวินิจฉัยก้าวล่วงการใช้อำนาจอธิปไตยขององค์กรอื่นโดยไม่มีอำนาจ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมในหลาย ๆ คดี อาทิเช่น
๑.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการสืบพยานในคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจเชื้อพระวงศ์ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดีดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ของพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งได้ประกาศใช้มานานกว่า ๒๐ ปี และมีการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวมาตลอด ว่ามีเหตุผลความจำเป็นในการตรากฎหมายฉบับนี้อย่างไร แต่คำวินิจฉัยกลับมุ่งคุ้มครองจำเลยในคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจเชื้อพระวงศ์ซาอุดิอาระเบีย ว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพจากการนำประเด็นในคดีนี้ไปสืบพยานโจทก์ในต่างประเทศ โดยมิได้คุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) ทำให้บรรดาพยานหลักฐานและเอกสารที่ได้มาจากการไปสืบพยานในต่างประเทศเป็นอันรับฟังไม่ได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้จำเลยในคดีอาญาโดยเฉพาะจำเลยในคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจเชื้อพระวงศ์ซาอุดิอาระเบียได้รับประโยชน์โดยตรง อีกทั้งยังเป็นการปิดปากพยานโจทก์ปากสำคัญไปโดยปริยายอีกด้วย คำวินิจฉัยดังกล่าวนอกจากจะมีผลกระทบต่อรูปคดีแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย และต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะต่อการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาในแนวทางสากลเป็นอย่างยิ่ง และทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดิอาระเบียซึ่งเพิ่งจะปรับตัวดีขึ้นกลับจะต้องเสื่อมโทรมลงไปอีก
๒.คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นคำวินิจฉัยที่น่าจะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลว่า
(๑)การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งหมายความว่า บุคคลต้องยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดก่อน ภายหลังอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่ามีมูล อัยการสูงสุด จึงจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นการคานอำนาจศาลรัฐธรรมนูญตามหลักสากล การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเสนอคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง บุคคลมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยตรง โดยไม่ต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตามแนวการวินิจฉัยเดิม ซึ่งเคยวินิจฉัยว่าต้องเสนอผ่านอัยการสูงสุด
(๒)การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา โดยรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าวได้ ซึ่งจะแตกต่างจากการตราพระราชบัญญัติทั่วไป
(๓)การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องในเรื่องดังกล่าวโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ อันเป็นเรื่องของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น มาตรา ๖๘ เป็นเรื่องข้อห้ามและบทลงโทษการใช้สิทธิและเสรีภาพ ไปกระทำการล้มล้างการปกครองประชาธิปไตย หรือกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ใช่การใช้สิทธิและเสรีภาพ หากแต่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐสภาตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งในประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในคำร้องที่ ๒๙/๒๕๕๖ มีคำสั่งไม่รับคำร้องในลักษณะเดียวกันนี้ไว้วินิจฉัย ดังนั้น การวินิจฉัยในประเด็นนี้ของศาลรัฐธรรมนูญจึงกลับไปกลับมาโดยไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
๓.คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นคำวินิจฉัยที่น่าจะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลว่า
(๑)ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณา ทั้งๆที่กรณีมิใช่เรื่องที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๔๕
(๒) การที่ศาลรัฐธรรมนูญนำเอากรณีที่ไม่สามารถรับสมัครเลือกตั้งได้ใน ๒๘ เขตเลือกตั้งมาอ้างว่าถ้ามีการเลือกตั้งทั่วไปใน ๒๘ เขตเลือกตั้งในภายหลัง จะทำให้การเลือกตั้งทั่วไปไม่เป็นวันเดียวกัน ทั่วราชอาณาจักรนั้น เป็นการนำเอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังและไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชกฤษฎีกา มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาวินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญมิได้บังคับว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะต้องเกิดขึ้นในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร รัฐธรรมนูญเพียงแต่บัญญัติให้วันเลือกตั้งต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรเท่านั้น เพราะย่อมเป็นไปได้เสมอที่อาจเกิดเหตุจำเป็นหรือเหตุสุดวิสัยขึ้นในบางหน่วยเลือกตั้งอันอาจทำให้ไม่สามารถเลือกตั้งในวันที่กำหนดได้ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะต้องดำเนินการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา ๒๓๖ ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงมิได้บังคับให้การเลือกตั้งทั่วไปจะต้องเกิดขึ้นในวันเดียวกัน เพียงแต่การกำหนดวันเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร แต่หากเกิดเหตุจำเป็นก็อาจจัดเลือกตั้งทดแทนเป็นวันอื่นๆ ได้
(๓) การที่ศาลรัฐธรรมนูญนำเอากรณีที่ไม่อาจรับสมัครเลือกตั้งใน ๒๘ เขตเลือกตั้งได้ มากล่าวอ้างให้การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่การรับสมัครเลือกตั้งก็เป็น ส่วนหนึ่งของการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจตามมาตรา ๒๓๖ แห่งรัฐธรรมนูญ ที่สามารถสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ได้ และศาลรัฐธรรมนูญมิได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ที่ปรากฏว่าเหตุที่ไม่อาจรับสมัครเลือกตั้งใน ๒๘ เขตเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเพราะมีผู้กระทำการขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้งจนไม่อาจรับสมัครเลือกตั้งใน ๒๘ เขตเลือกตั้งได้ ซึ่งทำให้เกิดผลตามคำวินิจฉัยว่า คะแนนเสียงของประชาชนที่ไปออกเสียง เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นั้น ถูกตัดสิทธิลงทั้ง ๆ ที่การใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนดังกล่าว เป็นการทำหน้าที่โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว
๔.คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีเงินกู้สองล้านล้านไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นคำวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย และเป็นการกลับหลักการเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้แล้ว ด้วยเหตุผลว่า
(๑)การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เงินกู้ตามร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินฯ (เงินกู้สองล้านล้าน) เป็นเงินแผ่นดินตามความหมายของรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการตีความที่ถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเองก็มิได้มีการกำหนดความหมายของ “เงินแผ่นดิน” ไว้โดยชัดแจ้ง แต่ศาลกลับไปพิจารณาจากกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบความเห็นของพยานบุคคล แล้วตีความเอาเองว่าเงินกู้นี้เป็นเงินแผ่นดินตามความหมายของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจตีความที่ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนแน่นอน
(๒)กรณีที่ศาลวินิจฉัยว่า เงินกู้ตามร่างพระราชบัญญัตินี้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ได้โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น น่าจะไม่สอดคล้องกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ ๑๑/๒๕๕๒ ว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (โครงการไทยเข้มแข็ง สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ในมาตรา ๔ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวก็ระบุว่า เงินที่ได้จากการกู้ ให้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการกู้โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ซึ่งเป็นถ้อยคำในลักษณะเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ (เงินกู้สองล้านล้าน) ที่ศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะขาดมาตรฐานในการวินิจฉัย
(๓)ในเรื่องกระบวนการตรากฎหมาย การที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียบบัตรแทนกันเพียง ๑ คน แล้วไปตีความว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดทำไม่ถูกต้อง เป็นผลให้ลบล้างมติของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ทำให้กฎหมายต้องตกไป เป็นกรณีที่ศาลนำข้อเท็จจริงของคน ๆ เดียว มาผูกมัดคนทั้งสภาฯ ซึ่งจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง
(๔)การที่ศาลวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทยที่จะเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศเพื่อให้ทัดเทียมและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาชาติ อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม
อนึ่ง จนถึงบัดนี้ คำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ก็ยังไม่มีการนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ประการที่สาม กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยคำร้องขอให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) ประกอบกับมาตรา ๒๖๖ และมาตรา ๒๖๘ โดยเห็นว่ากระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี นั้น จากการตรวจสอบพบว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ วินิจฉัยคำร้องขอให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) ประกอบกับมาตรา ๒๖๗ กรณีเป็นลูกจ้างของบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด โดยศาลรัฐธรรมนูญมิได้อ้างกฎหมายแต่อ้างพจนานุกรมแล้ววินิจฉัยว่า นายสมัครฯ กระทำการต้องห้ามตามมาตรา ๒๖๗ ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัครฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) เป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๘๐ วรรคหนึ่ง (๑) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัครฯ เป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือจึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา ๑๘๑ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐานในกรณีดังกล่าวไว้ ดังนั้น เมื่อคำร้องทั้งสองกรณีมีลักษณะทำนองเดียวกัน หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์ฯ กระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๒๖๖ และมาตรา ๒๖๘ แล้ว ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลของคำวินิจฉัยควรเป็นไป ในทิศทางเดียวกันหรือไม่ อย่างไร หรือหากผลของคำวินิจฉัยแตกต่างกัน ก็จะทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ ถึงการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่ขาดมาตรฐานและความน่าเชื่อถือตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประการที่สี่ ศอ.รส. ได้รับทราบข้อมูลด้านการข่าวว่า มีความพยายามของกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนแนวทางที่จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เรียกร้องให้การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีร้องขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) ประกอบมาตรา ๒๖๖ และมาตรา ๒๖๘ กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แล้ววินิจฉัยให้เกินเลยไปที่จากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ถึงขั้นยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เช่น มาตรา ๑๘๑ เพราะจากข้อมูลที่ตรวจพบปรากฏว่า เรื่องการยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรานั้น เคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในปี ๒๔๗๖ โดยในครั้งนั้นได้กระทำด้วยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา คือ พระราชกฤษฎีกาให้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ประกาศเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๖ ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเกินเลยไปถึงการยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่สามารถกระทำได้
ประการที่ห้า จากการที่มีนักวิชาการ คือ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้กล่าวอภิปรายในโครงการสัมมนาทางวิชาการในวาระครบรอบ ๑๖ ปีศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้จัด เรื่อง การปฏิรูปการเมืองภายใต้หลักนิติธรรม มีข้อความตอนหนึ่งว่า
“คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายผูกพันทุกองค์กร ทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลซึ่งรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ แสดงให้เห็นว่า การยกสถานะศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เท่าเทียมกับรัฐสภา เพื่อพิทักษ์กฎหมาย ควบคุมกฎหมาย เพื่อไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการควบคุมการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นการป้องกันเผด็จการรัฐสภา เพื่อไม่ให้องค์กรที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมาทำลายรัฐธรรมนูญเสียเอง”
คำอภิปรายดังกล่าวเห็นได้ว่า มีความมุ่งหมายที่จะแสดงความชอบธรรมว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกเรื่อง แม้ว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ และยืนกรานให้องค์กรอื่นต้องเคารพคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อตรวจสอบย้อนหลังไปในปี ๒๕๔๒ นายบวรศักดิ์ฯ กลับอธิบายเรื่อง เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ในวารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปีที่ ๑ เล่มที่ ๑ (มกราคม-เมษายน ๒๕๔๒) หน้า ๓๑-๓๒ ว่า
“หากเกิดปัญหาเรื่องเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญขึ้น ผู้ที่จะมีอำนาจวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญนั่นเองในทางกฎหมาย แต่ในเวลาเดียวกัน ในทางการเมือง องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญก็ย่อมมีอำนาจและเอกสิทธิ์ที่จะพิจารณาการวินิจฉัยเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมูญว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หากเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปในทางขยายเขตอำนาจของตนจนทำลายเขตอำนาจของศาลอื่นหรือองค์กรอื่น องค์กรเหล่านั้นก็ย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิและอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะดำเนินการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้การใช้อำนาจมีการดุลคานกัน
ศาลแต่ละศาลเป็นใหญ่ในเขตอำนาจของตนไม่ได้ขึ้นต่อกัน . . . ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีอันอยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้วนั้นจึงจะผูกพันศาลอื่น แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยคดีซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ความผูกพันต่อศาลอื่นก็ไม่มี”
จึงเห็นได้ว่าคำกล่าวของนายบวรศักดิ์ฯ เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันเอง และเห็นได้ชัดว่า นายบวรศักดิ์ฯ มีแนวคิดและความมุ่งหมายเป็นการแสดงความรับรู้การใช้อำนาจตามอำเภอใจของศาลรัฐธรรมนูญ และบังคับให้องค์กรอื่นที่มีสถานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญดุจเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญต้องยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นการยกสถานะของศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันให้อยู่เหนือองค์กรอื่นโดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เป็นการสถาปนาอำนาจตุลาการโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ทั้งที่ฝ่ายตุลาการเป็นหนึ่งในสามของอำนาจอธิปไตยเท่านั้น ในขณะที่ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งของประชาชน การที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะจะไม่มีองค์กรใดสามารถตรวจสอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ เป็นการปูทางสู่คำวินิจฉัยที่จะสร้างสุญญากาศทางการเมืองตามที่กลุ่ม กปปส. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มต้องการเพื่อนำไปสู่การทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งมีการอ้างมาตรา ๓ และมาตรา ๗ ในขณะที่กลุ่ม นปช. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มก็จะไม่ยอมรับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกินจากรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ซึ่งขณะนี้ก็ได้ปรากฏเป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงของการเผชิญหน้าและการท้าทายที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย และจะนำไปสู่การปะทะกันและก่อเหตุร้ายต่อกันและกันแล้ว
ประการที่หก จากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำข้อเสนอโดยอ้างว่าเป็นทางออกประเทศไทย พร้อมกับอวดอ้างว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดกับสถานกาณ์ขณะนี้ แต่กลับเสนอวิธีดำเนินการโดยไม่มีกฎหมายรองรับ โดยเฉพาะเป็นข้อเสนอที่ฝ่าฝืนกฎหมายด้วยการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกโดยไม่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๑ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เสนอให้ลาออกโดยไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อให้เกิดสุญญากาศ ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เลี่ยงไปใช้คำว่าถอยออกจากอำนาจแล้วให้วุฒิสภาสรรหานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยอ้างว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะอยู่ในตำแหน่งเพียงชั่วคราว ซึ่งข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นนั้นไม่มีกฎหมายใดให้กระทำได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญนายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร และดำเนินการเสนอแต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฏรเท่านั้น
ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นนี้ แท้จริงแล้วเป็นข้อเสนอเพื่อปูทางหรือสนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษางดใช้มาตรา ๑๘๑ หรือพิพากษาให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพ้นไปโดยถือว่าเป็นกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๘๑ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ย่อมรู้ดีว่า ข้อเสนอของตนเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีปฏิบัติไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับและยังขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๑ ด้วย ดังนั้น ความมุ่งหมายอันแท้จริงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงมีอย่างเดียวคือโน้มน้าวชักจูงให้ประชาชนหลงเชื่อโดยเข้าใจผิดไปว่าสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะพิจารณาพิพากษาให้เกิดสุญญากาศนั้นเป็นความเหมาะสมที่พึงกระทำได้ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ฉะนั้นข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เรียกว่าทางออกของประเทศไทยแท้จริงแล้วก็คือหนึ่งในกระบวนการที่จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองแล้วแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีคนนอกที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และประการสำคัญเป็นการกระทำฝ่าฝืนหรือกระทำการนอกรัฐธรรมนูญนั่นเอง
ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงความสำคัญ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาและวินิจฉัยคดีอย่างตรงไปตรงมา เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยยึดถือจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญและคำถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไห้ไว้ต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ และขอให้กลุ่มบุคคลอันได้แก่นักวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สนับสนุนแนวทางที่จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ยุติบทบาทการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอยืนยันว่ามิได้มีเจตนาที่จะก้าวล่วงหรือกดดันการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่ขณะนี้มีกลุ่มมวลชนจำนวนมากทั้งสองฝ่ายกำลังรอคอยผลการพิจารณาพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ หากคำพิพากษาไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาแล้ว ย่อมจะเกิดความไม่พอใจขยายตัวในวงกว้างและเกิดการใช้กำลังเข้าปะทะกัน การดำเนินการของ ศอ.รส. โดยแถลงการณ์ที่มีข้อเรียกร้องในครั้งนี้จึงเป็นการป้องกัน ระงับ ยับยั้งและแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตามภารกิจและอำนาจหน้าที่อันเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจจะละเลยเสียได้
อนึ่ง แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นความเห็นและดำเนินการของ ศอ.รส. โดยไม่ได้ขอให้ฝ่ายทหารร่วมมีความเห็นและดำเนินการด้วย
จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗
---------------------------------------
ศอ.รส.เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อการชักจูงของแกนนำ กปปส.ให้ขัดขวางการเลือกตั้งซ้ำอีก ย้ำผู้ทำผิดทุกคนต้องรับโทษตามกฎหมาย
ศอ.รส.ย้ำเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อการชักจูงของแกนนำ กปปส. ให้ขัดขวางการเลือกตั้งซ้ำอีก ผู้ทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย แจงเตรียมรับมือเหตุความเสียหายเดือดร้อนแก่ระบบสาธารณูปโภค เตือนผู้ร่วมกระทำการให้เกิดความเสียหายจะต้องรับผิดตามกฎหมาย ชื่นชมทหาร-ตำรวจที่เจรจากับกลุ่ม กปปส.ขอคืนกระทรวงมหาดไทยสำเร็จพร้อมขอบคุณแกนนำ กปปส.ที่ยอมคืนพื้นที่
วันนี้ (6 พ.ค.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนางสาวสิริมา สุนาวิน คณะทำงานเลขาธิการ ศอ.รส. แถลงผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้อำนวยการ ศอ.รส. เป็นประธานการประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้
เรื่องที่ 1 ศอ.รส. ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเลือกตั้งซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 เนื่องจากการเลือกตั้งจะทำให้ความขัดแย้งของมวลชนกลุ่มต่าง ๆ ยุติลง และนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศซึ่งเป็นภารกิจหลักของ ศอ.รส. รวมทั้งการเลือกตั้งยังเป็นหลักสากลอันเป็นที่ยอมทั่วโลกในวิถีทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และ ศอ.รส. มีนโยบายในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิดฐานขัดขวางการเลือกตั้ง โดยในวันนี้ ศอ.รส. ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มีดังนี้
1) คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 191 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 51 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน 140 คดี 2) คดีเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 180 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 66 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน 114 คดี รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น 371 คดี โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น 203 หมาย ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว 280 คน ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง 1,713 คน
อนึ่ง ศอ.รส. ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบถึงความรุนแรงของกลุ่ม กปปส. ที่ได้กระทำการขัดขวางการเลือกตั้งเมื่อครั้งที่ผ่านมา โดยในวันเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2557 ประชาชนรายหนึ่งได้ถูกกลุ่ม กปปส. ยิงได้รับบาดเจ็บที่หน่วยเลือกตั้งวัดเสมียนนารี จนต้องพักรักษาตัวนานถึง 4 เดือน ซึ่ง ศอ.รส. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดแล้ว ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเตือนพี่น้องประชาชนอย่าได้หลงเชื่อการชักจูงของแกนนำ กปปส. ให้กระทำการขัดขวางการเลือกตั้งซ้ำอีก เพราะหากมีการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก ผู้กระทำผิดทุกคนจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
เรื่องที่ 2 ตามที่ ศอ.รส. ได้รับข้อมูลว่ากลุ่ม กปปส. จะใช้พนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งเข้าร่วมดำเนินการให้เกิดความเสียหายและเดือดร้อนแก่ระบบสาธารณูปโภค หรือกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำผิดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก นั้น ศอ.รส. ได้มีหนังสือถึงผู้บริหารและประธานกรรมการบริหารของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เพื่อสั่งการให้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อป้องกันและแก้ไขเหตุดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ ศอ.รส. ยังได้เตรียมการรับมือเหตุดังกล่าวเพื่อป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอีกด้วย ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเตือนว่าผู้ที่ร่วมกระทำการให้เกิดความเสียหายและเดือดร้อนแก่ระบบสาธารณูปโภคทุกคนจะต้องรับผิดตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น
เรื่องที่ 3 ศอ.รส. ขอชื่นชมฝ่ายทหารและตำรวจ ที่ได้ดำเนินการเจรจากับกลุ่ม กปปส. เพื่อขอคืนพื้นที่บริเวณกระทรวงมหาดไทยได้สำเร็จโดยไม่มีความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น และ ศอ.รส. ขอขอบคุณแกนนำ กปปส. ที่ยอมคืนพื้นที่ดังกล่าวและย้ายผู้ชุมนุมไปยังสวนลุมพินี ซึ่งจะทำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยสามารถเข้าทำงานได้ตามปกติเพื่อประโยชน์ของทางราชการ นอกจากนี้ ศอ.รส. ขอขอบคุณพระพุทธอิสระที่ได้ประกาศว่าจะคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ โดยจะย้ายไปชุมนุมที่บริเวณหน้าอาคารบี ในศูนย์ราชการแทน ซึ่งการย้ายพื้นที่ชุมนุมดังกล่าวจะช่วยแก้ไขปัญหาจราจรและลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรงต่าง ๆ ได้
วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557
ศอ.รส.เรียกร้องเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง-ประธานศาลปกครองสูงสุดพิจารณาตนเองกรณีกระทำการเข้าข่ายแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ
ศอ.รส.เรียกร้องเลขาฯ สำนักงานศาลปกครอง-ประธานศาลปกครองสูงสุดพิจารณาตนเองกรณีกระทำการเข้าข่ายแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ถือผิดต่อจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญชัดแจ้ง ชี้บทวิเคราะห์การเมืองไทยเว็บฯไฟแนนเชียลไทม์สอดคล้องข้อห่วงใย ศอ.รส. ย้ำเรียกร้องแกนนำกลุ่มต่างๆ หลีกเลี่ยงเผชิญหน้า เข้าสู่กระบวนการเจรจาให้บ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
วันนี้ (30 เม.ย.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนางสาวสิริมา สุนาวิน คณะทำงานเลขาธิการ ศอ.รส. แถลงผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้อำนวยการ ศอ.รส. เป็นประธานการประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้
เรื่องที่ 1 เมื่อวานนี้ คือวันที่ 28 เมษายน 2557 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติขยายเวลาการบังคับใช้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 30 เมษายนนี้ ออกไปอีก 61 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2557 เนื่องจากมีความจำเป็นในการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร และพลเรือนเพื่อดูแลสถานการณ์ ซึ่งขณะนี้ยังมีการเผชิญหน้ากันระหว่างมวลชน มีแนวโน้มการใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพื่อดูแลความเรียบร้อยในการจัดการเลือกตั้งตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้ร้องขอ ซึ่งจะมีขึ้นในเร็ววันนี้ด้วย ศอ.รส. ขอเรียนว่า ศอ.รส. จะกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันและระงับยับยั้งเหตุร้ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่ง ศอ.รส. ได้มีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะ และปรับแผนการปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เรื่องที่ 2 ศอ.รส. ได้รับทราบเกี่ยวกับบทวิเคราะห์การเมืองไทยโดยเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2557 โดยระบุว่า มีสัญญาณบอกเหตุว่าจะมีเหตุร้ายรุนแรงเกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดในปัจจุบัน โดยเฉพาะการต่อสู้ระหว่างฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่เตรียมถอดถอนนายกรัฐมนตรีโดยใช้คดีความทางกฎหมายกับกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลที่กำลังรวบรวมคนในต่างจังหวัด และการต่อสู้ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ดังกล่าวระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือขณะนี้ยังไม่มีทางออกสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น บทวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับข้อห่วงใยของ ศอ.รส. ว่าจะเกิดเหตุรุนแรงจากการเผชิญหน้ากันระหว่างมวลชน ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ทุกองค์กรและทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงเรียกร้องให้แกนนำมวลชนกลุ่มต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากัน และเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อให้ชาติบ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
เรื่องที่ 3 ศอ.รส. ได้รับทราบกรณีมีการนำเสนอภาพถ่ายเอกสาร ซึ่งนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ที่ได้ทำบันทึกไปถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้สนับสนุนให้ พ.ต.ท.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ซึ่งดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับ ให้ไปขึ้นเป็นผู้กำกับการ โดยให้เหตุผลว่าได้ช่วยดูแลการปฏิบัติภารกิจของประธานศาลปกครองสูงสุดในหลายโอกาส ซึ่ง ศอ.รส. มีความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจอย่างชัดเจน ซึ่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองก็ได้ออกมาแถลงรับว่าได้ทำบันทึกดังกล่าวจริง และแม้จะพยายามอธิบายว่าเป็นเพียงการชื่นชมข้าราชการตำรวจคนดังกล่าวของประธานศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของการทำบันทึกและการออกมายอมรับดังกล่าวนั้น เป็นการกระทำที่สมควรตำหนิและประณามอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกระทำผิดต่อจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญโดยผู้นำสูงสุดของฝ่ายตุลาการในศาลปกครอง ทั้ง ๆ ที่ศาลปกครองสูงสุดเพิ่งจะมีคำพิพากษาว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรีนั้นเป็นการใช้ดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ ซึ่งก็ยังเป็นข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอยู่ด้วยแต่กระนั้น การกระทำของนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของการบริหารราชการแผ่นดิน ในขณะที่การกระทำของเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองกับประธานศาลปกครองสูงสุดในกรณีนี้ เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจเลย ซ้ำร้ายกลับเป็นการกระทำผิดต่อจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งด้วย แม้ว่า ศอ.รส. จะไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีในกรณีนี้ก็ตาม แต่ ศอ.รส. ก็ห่วงใยว่า กรณีนี้เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะเพิ่มความไม่เชื่อถือคำพิพากษาคดีของนายกรัฐมนตรี เรื่องการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อันจะนำไปเป็นประเด็นเพิ่มความขัดแย้งของคน 2 กลุ่มใหญ่ ซึ่งเป็นภารกิจของ ศอ.รส. ด้วยที่จะต้องแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในที่สุด ศอ.รส.จึงขอเรียกร้องให้บุคคลทั้งสองในศาลปกครองดังกล่าวพิจารณาตนเองด้วย
วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ ตามที่ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ ๒ เรื่อง การดำเนินคดีกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. และแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุม เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายนที่ผ่านมานั้น ศอ.รส. ขอเรียนว่า ศอ.รส. ได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินคดีแกนนำผู้จัดการชุมนุม ซึ่งมีการกระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นคดีพิเศษในข้อหาฐานความผิดร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อเหตุความไม่สงบในบ้านเมือง ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ และในฐานความผิดอื่นๆ ซึ่งขณะนี้การสอบสวนในคดีพิเศษดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้ว คณะพนักงานสอบสวน ซึ่งประกอบด้วย พนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการของสำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทุกคน รวมทั้งหมด ๘๐ คน โดยกำหนดส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นดังกล่าวไปยังพนักงานอัยการในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นี้ ซึ่งคาดว่าพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษจะได้มีคำสั่งทางคดีและฟ้องผู้กระทำผิดได้ภายในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ดังนั้น ศอ.รส. จึงได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าวเพื่อแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบถึงการดำเนินคดีกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. พร้อมทั้งแจ้งเตือนพี่น้องประชาชน อย่าได้หลงเชื่อการปราศรัยชวนเชื่อของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกับพวก และงดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมใหญ่กับกลุ่ม กปปส.
เรื่องที่ ๒ ศอ.รส. มีความกังวลต่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ประชาชน ดังเช่นเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายนที่ผ่านมาซึ่งวัยรุ่น ๒ คนถูกยิงได้รับบาดเจ็บใกล้เวทีชุมนุมของกลุ่ม กปปส. แจ้งวัฒนะ ขณะขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณดังกล่าว และเมื่อเช้ามืดของวันที่ ๒๓ เมษายนที่ผ่านมาก็เกิดเหตุในทำนองเดียวกัน ซึ่งมีการยิงอาวุธปืนใส่ผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านบังเกอร์ของกลุ่มผู้ชุมนุมของกลุ่ม กปปส. แจ้งวัฒนะ จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง ๕ ราย เหตุเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า กลุ่ม กปปส. มีการใช้ความรุนแรงและสะสมอาวุธปืน จึงไม่ใช่การชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ ศอ.รส. จึงขอเตือนให้พี่น้องประชาชนงดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณการชุมนุม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางการจราจรบริเวณการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ถนนแจ้งวัฒนะแล้ว
เรื่องที่ ๓ ศอ.รส. ได้รับรายงานถึงเหตุการใช้ความรุนแรงบริเวณการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. แจ้งวัฒนะอีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. พ.อ. วิทวัส วัฒนะกุล ซึ่งเดินทางผ่านบริเวณดังกล่าวเพื่อกลับบ้านพัก ได้ถูกกลุ่มการ์ด กปปส. ยิงปืนใส่หลายนัดที่ขาทั้ง ๒ ข้าง และยังถูกการ์ด กปปส. รุมทำร้ายอีกด้วย เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มการ์ด กปปส. แจ้งวัฒนะ มีการใช้ความรุนแรงกับผู้ที่สัญจรผ่านไปบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม
เรื่องที่ ๔ ศอ.รส. ได้รับรายงานเกี่ยวกับเหตุเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายนที่คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่นายกมล ดวงผาสุก หรือ ไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีเสื้อแดง จนเป็นเหตุให้นายกมลฯ เสียชีวิต ซึ่ง ศอ.รส. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอประนามผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงครั้งนี้ และ ศอ.รส. มีความกังวลอย่างยิ่งว่าเหตุลอบยิงนายกมลฯ อาจเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงขอเรียกร้องให้แกนนำอย่าได้ปลุกระดมมวลชนให้เกิดความรู้สึกต่อต้านหรือเกลียดชังอีกฝ่าย และขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสารต่างๆ
วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557
ศอ.รส.แจงข้อสั่งการตามมติที่ประชุม ศอ.รส.ต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงเป็นไปตามอำนาจตามความ ม.18 แห่ง พ.ร.บ.มั่นคง
ศอ.รส.แจงข้อสั่งการตามมติที่ประชุม ศอ.รส. ต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าเป็นไปตามอำนาจตามความ-ข้อกำหนดออกตามความ ม.18 แห่ง พ.ร.บ.มั่นคง มอบช่อง 11-ช่อง 9 ถ่ายทอดสดการหารือจัดเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ ระหว่าง กกต.กับผู้แทนพรรคการเมืองพรุ่งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข่าวสารโดยตรง
วันนี้ (21 เม.ย.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ นางสาวสิริมา สุนาวิน คณะทำงานเลขาธิการ ศอ.รส. แถลงผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้อำนวยการ ศอ.รส. เป็นประธานการประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้
เรื่องที่ 1 ตามที่ ศอ.รส. ได้เชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวงเข้าร่วมประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมานั้น วันนี้ ศอ.รส. ได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวง เลขาธิการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่เทียบเท่า เพื่อแจ้งมติของที่ประชุมฯ ให้ทราบ และสั่งการให้หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า อธิบดีหรือเทียบเท่า ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และรัฐวิสาหกิจ ดำเนินคดีอาญาและดำเนินคดีแพ่งโดยเร่งด่วนในกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมายังสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐ แล้วทำการปิดล้อม บุกรุก หรือข่มขู่ หรือทำให้เสียทรัพย์ รวมถึงให้หลีกเลี่ยงการต้อนรับหรือกระทำการใด ๆ ที่เข้าข่ายเป็นการสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับการกระทำของแกนนำกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใด ซึ่งอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีด้วย ทั้งนี้ ข้อสั่งการดังกล่าวของ ศอ.รส. เป็นไปตามอำนาจตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
อนึ่ง ขณะนี้ ศอ.รส. ร่วมกับส่วนราชการได้ดำเนินการเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ถึง 70 แห่งแล้ว และมีหน่วยราชการเข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก ปิดล้อมสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐแล้วทั้งหมด 28 หน่วยงาน เป็นจำนวนทั้งสิ้น 37 คดี
เรื่องที่ 2 ศอ.รส. ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ วันที่ 21 เมษายน 2557 ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มีดังนี้ 1) คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 191 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 51 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน 140 คดี 2) คดีเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 180 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 66 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน 114 คดี รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น 371 คดี โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น 203 หมาย ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว 258 คน ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง 1,713 คน ทั้งนี้ ศอ.รส.ขอย้ำเตือนว่า ความผิดที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้งเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง
เรื่องที่ 3 เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข่าวสารโดยตรง โดยไม่มีการบิดเบือนอันเป็นส่วนสำคัญที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย ศอ.รส. จึงเห็นสมควรให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ หรือ NBT และช่อง 9 อสมท. จัดการถ่ายทอดสดการหารือการจัดเลือกตั้งใหม่ทดแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง กับผู้แทนพรรคการเมือง ในวันที่ 22 เมษายน 2557 คือวันพรุ่งนี้ โดยให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ประสานงานกับสำนักงาน กกต. และผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพราะ ศอ.รส. ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การจัดการเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และโดยเฉพาะจะเป็นส่วนสำคัญที่จะนำความสงบเรียบร้อยมาสู่ชาติบ้านเมืองในขณะนี้
วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557
แถลงการณ์ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ ๑
แถลงการณ์
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)
ฉบับที่ ๑
เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย
----------------------------------------
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลัง ทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม
ตลอดเวลา ๓๐ วันที่ได้มีการจัดตั้ง ศอ.รส. ให้ทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการทั้งปวงให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมาในระดับหนึ่งนั้น ขณะนี้มีข้อมูลอย่างเพียงพอที่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๒ องค์กร คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ
กล่าวคือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำลังจะวินิจฉัยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้รัฐเสียหาย กรณีโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ ซึ่งหากวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ซึ่งกรณีเช่นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา ๑๘๑ หรือจะให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเข้าปฏิบัติหน้าที่แทนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่เกิดสุญญากาศทางการบริหารประเทศ
ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญนั้นกำลังจะมีคำวินิจฉัยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ตามมาตรา ๒๖๖ แห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๒๖๖ ดังกล่าว รัฐมนตรีทั้งคณะก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๘๐ ซึ่งแม้มาตรา ๑๘๑ จะบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ก็มีการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญ คือวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๘๑ อีกไม่ได้
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสุญญากาศตามที่ กปปส. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มต้องการ เพื่อนำไปสู่ การทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีการอ้างมาตรา ๓ และมาตรา ๗ ในขณะที่กลุ่ม นปช. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มก็จะไม่ยอมรับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกินจาก รัฐธรรนูญเช่นนี้ ตลอดจนการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดังกล่าวข้างต้นด้วย ซึ่งขณะนี้ก็ได้ปรากฏเป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงของการเผชิญหน้าและการท้าทายที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย และจะนำไปสู่การปะทะกันและก่อเหตุร้ายต่อกันและกันแล้ว
ศอ.รส. มีความกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ในขณะนี้เป็นอย่างมาก เพราะขณะนี้ความขัดแย้งและการจัดแนวร่วมของแต่ละฝ่ายขยายตัวในวงกว้าง มีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนและคัดค้านแต่ละฝ่ายจำนวนมากและมีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระบางองค์กรเป็นแนวร่วมกับบางกลุ่มด้วย ตลอดจนมีความพยายามจัดการเลือกตั้งให้เนิ่นช้าออกไป เพื่อให้ปัญหาลุกลามและเกิดสุญญากาศตามแนวทางของบางฝ่าย
เพื่อบรรลุภารกิจของ ศอ.รส. ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบ อันเกิดจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขณะนี้ ศอ.รส. โดยมติที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๗ ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศอ.รส. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษา ศอ.รส. นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ในฐานะเลขาธิการ ศอ.รส. และหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้แทนซึ่งรวมเป็นฝ่ายบริหาร และที่ปรึกษา ศอ.รส. อันประกอบด้วยทหารทุกเหล่าทัพ ตำรวจ พลเรือน และหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วย ซึ่งได้ร่วมประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นสมควรออกแถลงการณ์ฉบับนี้เพื่อเรียกร้องต่อองค์กร กลุ่มบุคคล คณะรัฐมนตรี และกลุ่มแกนนำผู้ร่วมชุมนุม ตลอดจนพี่น้องประชาชน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างสถานการณ์หรือแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือรักษาความสงบเรียบร้อย โดยขอให้แต่ละฝ่ายดำเนินการดังต่อไปนี้
๑. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงบทบาทอันสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวคณะกรรมการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีและมี คำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนของพรรคฝ่ายค้านและกับพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอันเป็นมาตรฐานสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
๒. ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงความสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวตุลาการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อย่างตรงไปตรงมาเพราะเมื่อเป็น การกระทำในอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ไม่อาจเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้ และประการสำคัญอย่างยิ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่วินิจฉัยเกินเลยไปถึงขนาดว่าหากความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงแล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะจะต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามมาตรา ๑๘๐ โดยจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ตามมาตรา ๑๘๑ อีกไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมและคำถวายสัตย์ อันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
๓. คณะรัฐมนตรี ศอ.รส. ขอเรียกร้องว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาในข้อ ๒ แล้ว คณะรัฐมนตรีจะต้องแก้ไขปัญหามิให้เกิดสุญญากาศ เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเสียเอง คณะรัฐมนตรีก็ชอบที่จะทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจาก การอยู่ในตำแหน่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะคณะรัฐมนตรีได้รับการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การจะพ้นไปก็สมควรที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นไป มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดเสียเองโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๘๑ ดังกล่าว โดยในระหว่างทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยนั้นให้กราบบังคมทูลด้วยว่า คณะรัฐมนตรีจะคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา ๑๘๑ การทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยเช่นนี้ ก็เพื่อให้เกิดข้อยุติอันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของบ้านเมือง โดยมิต้องเกิดการใช้กำลังของกลุ่มคน ๒ กลุ่มเข้าก่อเหตุร้ายต่อกัน และป้องกันมิให้คณะรัฐมนตรีกระทำผิดตามมาตรา ๑๘๑ ด้วย
ศอ.รส. เห็นว่ามาตรา ๑๘๑ เป็นหลักการอันสำคัญของการบริหารประเทศที่ป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศหรือช่องว่าง โดยจะไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้เป็นอันขาดในทุกๆ กรณี ซึ่งในอดีตรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็บัญญัติไว้ทำนองเดียวกับมาตรา ๑๘๑
อนึ่ง ข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นนั้น รวมถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้วินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาต่อนายกรัฐมนตรีมีมูล และนายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๗๒ ด้วย
๔. คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้รับผิดชอบในการจัดให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อจะได้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ และการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ จะยุติลงทันที และการแสดงพฤติกรรมของ กกต. บางคนที่ประกาศชัดเจนว่า จำเป็นต้องเอนเอียงเข้าข้างบางฝ่ายนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งและเข้าข่ายผิดต่อกฎหมายด้วย
๕. แกนนำของ กปปส. และ นปช. ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้ยุติการชุมนุมและไม่ปลุกระดมเรียกคนเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ เพราะจะเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการกระทบกระทั่ง และก่อเหตุร้ายต่อกันและกัน หากแกนนำยังคงฝ่าฝืนจนเกิดเหตุร้าย แกนนำทุกคนทุกกลุ่มจะต้องรับผิดชอบต่อการทำผิดกฎหมาย ทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างถึงที่สุด
๖. หัวหน้าส่วนราชการ ศอ.รส. ขอเรียกร้องต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับสูง อันได้แก่ ปลัดกระทรวง เลขาธิการ อธิบดี และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออื่นๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในราชการอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการให้ส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สามารถปฏิบัติงานให้บริการประชาชนได้อย่างดีตามปกติ โดยไม่ถูกบุกรุกหรือปิดล้อมจนไม่สามารถให้บริการได้ รวมถึงการกำชับ ตักเตือน และดูแลให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกับกิจกรรมใดๆ ที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนแกนนำของกลุ่มเรียกร้องที่กระทำผิดกฎหมายและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี เช่น กลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่นๆ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมด้วย
๗. พี่น้องประชาชน ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและเหตุร้ายที่จะรุนแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วย และขณะนี้แกนนำของทุกฝ่ายได้พยายามใช้การปลุกระดมในลักษณะสงครามทางจิตวิทยา เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อฝ่ายตนและเพิ่มความเกลียดชังฝ่ายอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนจะต้องมีสติ และใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบให้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อตามคำยุยงแล้วกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป
จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบทั่วกัน
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
๑๗ เมษายน ๒๕๕๗
----------------------------------------
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





