แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธาริต เพ็งดิษฐ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธาริต เพ็งดิษฐ์ แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557
CAPO’S ANNOUNCEMENT OF 24/03/2014
At 13:00 hrs. Mr. Tharit Pengdit, Secretary-General of the Center for the Administration of Peace and Order (CAPO), briefed the press on the outcome of the meeting of the CAPO earlier in the day, gist as follows:
1. The Director of CAPO is of view that the besiege of governmental offices have tremendous impacts on the life hood of public servants. He will call for a meeting with permanent secretaries of all ministries this afternoon. The meeting will discuss security measures and solutions relating to prosecuting the PDRC's leaders who besieged government offices. Prosecutions of those who besieged the government offices could base on four guilty pledges, namely invasion, intimidation, damage of property, and violation of the CMPO’s announcement on prohibition of entering or departing the reserved areas.
The CAPO wished to reiterate its continuation of prosecuting those who besieged the government office, which have negative impacts to the society.
2. The CAPO has received a report from the Metropolitan Police and Provincial Police regional commands regarding the legal proceedings against the election obstructions. So far, there are 194 cases involving election obstructions (51 cases in Bangkok and 143 cases in other provinces) and 178 cases involving the failure of electoral officers to perform their duties (66 cases in Bangkok and 112 cases in other provinces). 201 persons already faced arrest warrants.
The CAPO reaffirmed that it will continue the process of investigation and prosecution against actions of members of the PDRC that had violated the law in various occasions particularly the elections obstructions. Today, the CAPO has received a report on the case against Mr. Suthep Thaugsuban, and 58 leaders of the People's Democratic Reform Committee (PDRC) who have violated the law and caused difficulties for the public by instigating the protesters. Investigation officers have decided to include their wrong-doing on blocking the election with their previous allegations. The CAPO will follow up with the prosecution on these individual closely and hope this could set an example in preventing any attempt to blockage in the upcoming election.
ป้ายกำกับ:
ธาริต เพ็งดิษฐ์,
ศอ.รส,
ศอ.รส. แถลงการณ์,
CAPO
วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ จากการที่แกนนำ กปปส. ได้กล่าวอ้างตลอดมาว่าการชุมนุมของ กปปส. นั้นเป็นไปโดยสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ศอ.รส. ขอเรียนว่า บัดนี้ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏออกมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคำกล่าวอ้างของกลุ่ม กปปส. นั้นไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงจากคำให้การของนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือมือปืนป๊อปคอร์นที่กล่าวว่าตนเป็นการ์ด กปปส. ได้รับการฝึกอาวุธและได้รับอาวุธปืนเอ็ม ๑๖ ที่ใช้ก่อเหตุมาจากการ์ด กปปส. ซึ่ง นายวิวัฒน์ฯ ได้ยอมรับสารภาพพร้อมเล่าเหตุการณ์รายละเอียดต่อหน้าสื่อมวลชนจำนวนมากที่ ศอ.รส. เมื่อวานนี้ โดยเปิดเผย ไม่มีการข่มขู่บังคับให้รับสารภาพแต่อย่างใด การที่นายวิรัตน์ฯ จะแกล้งรับสารภาพหรือถูกข่มขู่ให้รับสารภาพ จึงเป็นไปไม่ได้เลย และการรับสารภาพจะต้องรับโทษหนักจำคุกถึง ๒๐ ปี จึงเป็นไม่สมเหตุสมผล และจากคำสารภาพของนายวิวัฒน์ฯ ดังกล่าว เป็นที่ชัดเจนว่าการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. มีการแอบฝึกกองกำลังและสะสมอาวุธอย่างผิดกฎหมายมาโดยตลอด โดยเฉพาะอาวุธสงครามร้ายแรง นอกจากนี้ จากสถิติของกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ได้รวบรวมคดีทำร้ายร่างกายและพยายามฆ่าในช่วงการชุมนุมที่มีประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้เสียหาย ปรากฏว่ามีจำนวนถึง ๒๐๙ คดี ยอดผู้บาดเจ็บเกือบ ๓๐๐ คน ซึ่งรวมถึงกรณีของนายยืม นิลหล้า รปภ.ที่ถูกการ์ด กปปส. กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและนำตัวไปโยนทิ้งที่แม่น้ำบางปะกง แต่รอดชีวิตมาได้ และได้ให้การว่าแกนนำ กปปส. เป็นผู้สั่งการให้ทำร้ายร่างกาย ดังนั้น การที่แกนนำ กปปส. หลายคนกล่าวหาว่า กรณีจับมือปืนป๊อปคอร์นเป็นการจับแพะ ไม่ใช่ตัวจริง ก็เป็นการใส่ร้ายเจ้าพนักงานตำรวจที่มีความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับคำกล่าวอ้างของบรรดาแกนนำ กปปส. ที่ว่าตนชุมนุมอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ศอ.รส. จึงขอเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุมและเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของท่าน ส่วนการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ศอ.รส.จะได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว รอบคอบ และเป็นธรรม เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย
เรื่องที่ ๒ ที่ประชุม ศอ.รส. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่แกนนำกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใด นำมวลชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ โดยมีพฤติกรรมคุกคามให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ออกจากสถานที่ทำงาน โดยใช้มวลชนจำนวน ๕๐ - ๑๐๐ คนขึ้นไป ใช้เครื่องขยายเสียง พูดคุกคาม ใช้โซ่คล้องใส่กุญแจ และกระทำการอื่น ๆ เช่น ส่งคนเข้าไปในบริเวณอาคารเพื่อทำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เกรงกลัว เป็นต้น ศอ.รส. เห็นว่า นอกจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดฐานบุกรุกแล้ว ยังสมควรต้องดำเนินคดีฐานความผิดต่อเสรีภาพ คือ การข่มขืนใจ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดตามประกาศ ศอ.รส. ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่องห้ามบุคคลเข้าหรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนด และห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ อีกด้วย และเป็นการดำเนินคดีแยกรายครั้งต่างกรรมต่างวาระไป ทั้งนี้ ศอ.รส.ได้มีหนังสือจากผู้อำนวยการ ศอ.รส. แจ้งถึงปลัดกระทรวงทุกกระทรวงในวันนี้เพื่อให้ดำเนินการดังกล่าวภายใน ๒๔ ชั่วโมง ของการกระทำผิดทุกครั้งไป และให้จัดเจ้าหน้าที่บันทึกภาพแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมที่กระทำความผิดให้ชัดเจนและครบถ้วน เพื่อให้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีด้วย และเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปโดยเรียบร้อยในแนวทางเดียวกัน ผู้อำนวยการ ศอ.รส. จึงกำหนดให้เชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวงมาประชุมโดยพร้อมเพรียงกันในวันจันทร์ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ ศอ.รส.
เรื่องที่ ๓ ศอ.รส.ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า ในการดำเนินคดีพิเศษกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. รวม ๕๘ คน ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่น ๆ ที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันนั้น เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายสุเทพฯ กับพวกผู้ต้องหา ยังมีพฤติการณ์กระทำผิดในเรื่องการขัดขวางการเลือกตั้ง ทั้งวันรับสมัครรับเลือกตั้ง วันเลือกตั้งล่วงหน้า และวันเลือกตั้งทั่วไป อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะล้มล้างหรือขัดขวางการใช้อำนาจบริหารของรัฐบาล ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐาน กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับคดีขัดขวางการเลือกตั้ง และขอให้ส่งสำนวนมาเพื่อพิจารณารวบรวมสอบสวนเป็นกรณีต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันกับคดีพิเศษ ทั้งนี้ ศอ.รส. ได้กำชับให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการคดีความผิดดังกล่าวโดยรวดเร็วและเคร่งครัด เพื่อเป็นการป้องปรามมิให้มีการกระทำผิดในลักษณะนี้อีก
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
______________________
CAPO’S ANNOUNCEMENT OF 21/03/2014
March 21, 2014
At 13:00 hrs. Mr.Tharit Pengdit, Director General, Department of Special Investigation, briefed the press on the outcome of the meeting of the Center for the Administration of Peace and Order (CAPO).
1. Following series of violences related to the demonstrations of the People's Democratic Reform Committee (PDRC), the CAPO wished to inform the public that the demonstrations is neither peaceful nor without weapons. This has been proved from the confession of Mr.Wiwat Yodprasith or as known as the Popcorn Gunman, that he was a PDRC's security guard and received a M16 rifle from the head of guards. Mr.Wiwat confessed before the media and the CAPO wished to insist that Mr.Wiwat was not threatened or forced to speak. From the record of the Metropolitan Police Bureau, since the demonstrations, 209 cases on acts of violences which left more than 300 injuries have been brought to the justice. This also included the case of Mr.Yuem Nilla, an innocent people who was beaten and detained by PDRC's security guards before he was thrown to the river. The CAPO wished to encourage the public to not join the protest or travel close to the sites.
2. Following the blockading of government agencies premises by the PDRC, the CAPO reaffirmed that such action has been against the law and also the order under the Emergency Decree and the Internal Security Act. The Director of the CAPO has instructed Permanent Secretaries of all agencies to take legal actions within 24 hours and also to assign officials to record such action. Also, the Director of the CAPO has invited Permanent Secretaries of all agencies to discuss about this matter on 24 March, 14.00 hrs. at the CAPO headquarters.
3. The CAPO has coordinated with the Royal Thai Police to provide information and evidences that related to the election obstructions led by Mr.Suthep Thaugsuban, Secretary-General of the PDRC in order to proceed with further legal actions as a special case.
วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557
ศอ.รส.รายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีแกนนำ กปปส. 58 คน
ศอ.รส.รายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีแกนนำ กปปส. 58 คน เผยหากแกนนำที่ถูกออกหมายเรียกอีกครั้งไม่มารับทราบข้อกล่าวหา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะสรุปสำนวนคดีของ ทั้ง 58 คนเสนอพนักงานอัยการใน 30 วัน ระบุหากมีคำสั่งฟ้องแล้วยังไม่ได้ตัวจะขอศาลออกหมายจับ-ชี้กรณีมือปืนป๊อปคอร์นแสดงให้เห็นว่าการชุมนุม กปปส. มิได้ปราศจากอาวุธ
วันนี้ (20 มี.ค.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะเลขาธิการ ศอ.รส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้อำนวยการ ศอ.รส. เป็นประธานการประชุมโดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้
เรื่องที่ 1 ศอ.รส.ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษถึงการดำเนินคดีพิเศษกรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. รวม 58 คน ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่น ๆ ว่า คณะพนักงานสอบสวนอันประกอบด้วย พนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการของสำนักงานอัยการสูงสุด จะได้นำเอาความผิดฐานร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง มารวมกับความผิดในคดีพิเศษดังกล่าว เพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหา โดยถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน และแม้ว่าการออกหมายเรียกแกนนำ กปปส. อีกครั้งในสัปดาห์นี้จะไม่มีแกนนำ กปปส. มารับทราบข้อกล่าวหาก็ตาม คณะพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษดังกล่าวก็จะสรุปสำนวนคดีของแกนนำทั้ง 58 คน เสนอพนักงานอัยการภายในอีก 30 วันนับจากวันนี้ เพราะมีเงื่อนระยะเวลาเกี่ยวกับการฝากขังผู้ต้องหาบางคนที่ถูกจับตัวได้ จะต้องดำเนินการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการก่อนครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย และหากในที่สุดเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำทั้ง 58 คน หากมีคนใดที่ยังไม่ได้ตัวเข้ามาในคดี ก็จะได้ดำเนินการขอศาลออกหมายจับต่อไป ซึ่งการออกหมายจับในกรณีเช่นนี้จะแตกต่างจากการขอออกหมายจับชั้นสอบสวน แต่เป็นการขอออกหมายจับชั้นพนักงานอัยการ ซึ่งในข้อบังคับประธานศาลฎีกาถือว่าคำสั่งฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำผิดอาญาแล้ว จึงเป็นเงื่อนไขที่ศาลจะออกหมายจับให้
ดังนั้น การที่แกนนำ กปปส. ที่ถูกดำเนินคดีไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก จึงไม่เป็นผลดีต่อตัวผู้ต้องหาเลย ศอ.รส.จึงแนะนำพนักงานสอบสวนเปิดโอกาสแก่ผู้ต้องหาอีกครั้งหนึ่งด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนว่า หากผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำ กปปส. คนใด ต้องการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อให้การต่อสู้คดี ก็ขอให้ติดต่อ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ เลขานุการคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หมายเลขโทรศัพท์ 081 623 8410 เพื่อติดต่อนัดหมายก่อนที่จะมีการสรุปสำนวนการสอบสวนส่งให้พนักงานอัยการดังกล่าว ซึ่งการจะนัดหมายเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีควรเป็นก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2557
เรื่องที่ 2 ศอ.รส. ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2557 ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้ 1) คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 194 คดี แยกเป็นคดีเกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 51 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน 143 คดี 2) คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 178 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 66 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน 112 คดี รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น 372 คดี โดยศาลได้ออกหมายจับให้รวมทั้งสิ้น 193 คน ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว 152 คน ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้ง ไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง 1,713 คน
ศอ.รส. จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้ อนึ่ง ศอ.รส.ขอย้ำเตือนว่า โทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ศอ.รส.จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และป้องปรามมิให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้
เรื่องที่ 3 ศอ.รส. ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบว่า ศอ.รส. มีนโยบายในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นแกนนำ กปปส. หรือบุคคลอื่นใด ทั้งที่มีการออกหมายจับแล้วและกำลังจะออกหมายจับ โดยเจ้าพนักงานได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่าการดำเนินคดีต่างๆ มีความคืบหน้าไปมากในช่วงที่ผ่านมา อาทิ กรณีที่พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ได้ควบคุมตัวกลุ่มผู้ชุมนุมกองทัพธรรม รวมจำนวน 26คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป พร้อมสำนวนการสอบสวนและความเห็นสมควรสั่งฟ้อง จากเหตุการณ์บริเวณแยกสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดีต่อไป หรือกรณีการจับกุมตัวนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือมือปืนป๊อปคอร์น ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นต้น โดยเฉพาะกรณีของมือปืนป๊อปคอร์นนั้น แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของ กปปส. มิได้เป็นการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ศอ.รส. จะได้กำกับดูแลและเร่งรัดให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยรอบคอบ รวดเร็ว และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพื่อป้องปรามผู้ที่จะกระทำความผิด และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย มิให้เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้ที่คิดจะกระทำความผิดในอนาคต
สำหรับการแถลงข่าวในวันนี้ ศอ.รส. ได้แจกเอกสารรายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีแกนนำ กปปส. จำนวน 58 คน พร้อมกับรายชื่อผู้ต้องหา ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2556 โดยระบุรายชื่อผู้ต้องหารวม 58 คนใน 3 บัญชี รวมทั้งข้อหาที่ออกหมายเรียก ซึ่งอธิบดีดีเอสไอกล่าวเพิ่มเติมว่า แกนนำ กปปส. ทั้ง 58 ราย มี 2 รายที่เจ้าหน้าที่ได้ตัวแล้วคือนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และนายพิชิต ชัยมงคล ส่วนผู้ถูกออกหมายเรียกที่เหลืออีก 56 คนที่ไม่พาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกนั้น ถือว่าไม่เป็นประโยชน์กับตัวเองเลย ควรจะมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อต่อสู้คดี มิฉะนั้นภายใน 30 วันเจ้าพนักงานคดีพิเศษจะสรุปสำนวนส่งให้กับอัยการ
รายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีแกนนำ กปปส. จำนวน 58 คน
1. กคพ. มีมติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 ให้การดำเนินการกรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญาสืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบางจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2556 เป็นต้นมา รวมถึงบุคคลอื่นที่มีส่วนในการกระทำความผิดด้วย และความผิดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกัน เป็นคดีพิเศษ
2. ในการสอบสวนได้ร่วมกันสอบสวน 3 ฝ่าย โดยมีพนักงานสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด (อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน )
3. การประชุมคณะพนักงานสอบสวนได้เห็นชอบแจ้งข้อกล่าวหา ผู้ต้องหาจำนวน 58 คน ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ (ม.113) , สมคบ ตระเตรียม สะสมกำลังพลเพื่อเป็นกบฏ (ม.114) , ร่วมกันยุยงให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย (ม.116) , ร่วมกันยุยงให้ประชาชนร่วมปิดงานงดจ้าง (ม.117) , มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง (ม.215) , เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกไปแต่ไม่เลิก (ม.216)
4. ขณะนี้ศาลอาญาได้ออกหมายจับผู้ต้องหาไว้รวม 6 คน
4.1 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
4.2 นายนิติธร ล้ำเหลือ
4.3 นายอุทัย ยอดมณี
4.4 นายรัชช์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี หรือ อมร อมรรัตนานนท์
4.5 นายพิชิต ชัยมงคล
4.6 นายกิตติชัย ใสสะอาด
5. พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ทั้งหมดจำนวน 3 ครั้ง ส่วนกลุ่มที่ 3 จำนวน 2 ครั้ง แต่ผู้ต้องหาไม่มาตามหมายเรียก โดยมีหนังสือแจ้งขอเลื่อนไปโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร
6. ขณะนี้มีการจับกุมตัวนายพิชิต ชัยมงคล และนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม มาดำเนินคดีแล้ว และศาลอาญาได้ให้ประกันตัวไปโดยมีเงื่อนไขห้ามยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
7. สิ่งที่จะดำเนินการเพิ่มเติม คือ จะแจ้งข้อหาในเรื่องการขัดขวางการเลือกตั้งกับแกนนำเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากถือเป็นคดีที่ต่อเนื่อง เกี่ยวพันกับคดีพิเศษ
8. สำนวนการสอบสวนจะเร่งสรุปมีความเห็นทางคดีโดยอาจมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดส่งให้พนักงานอัยการ ประมาณวันที่ 21 เมษายน 2557 โดยถือว่าเป็นกรณีมีตัวผู้ต้องหา (นายสนธิญาณฯ และนายพิชิตฯ) ส่งให้พนักงานอัยการ ซึ่งคาดว่าพนักงานอัยการอาจจะมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดได้โดยเร็ว
9. หากในที่สุดเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องแล้ว จะสั่งให้พนักงานสอบสวนจัดการให้ได้ตัวมาฟ้อง เมื่อพนักงานสอบสวนจะได้รับแล้วจะนำไปขอหมายจับต่อศาล ซึ่งในข้อบังคับประธานศาลฎีกา ถือว่าคำสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ เป็นหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำผิดอาญาแล้ว จึงเป็นเงื่อนไขที่ศาลจะต้องออกหมายจับให้
วันนี้ (20 มี.ค.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะเลขาธิการ ศอ.รส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้อำนวยการ ศอ.รส. เป็นประธานการประชุมโดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้
เรื่องที่ 1 ศอ.รส.ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษถึงการดำเนินคดีพิเศษกรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. รวม 58 คน ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่น ๆ ว่า คณะพนักงานสอบสวนอันประกอบด้วย พนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการของสำนักงานอัยการสูงสุด จะได้นำเอาความผิดฐานร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง มารวมกับความผิดในคดีพิเศษดังกล่าว เพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหา โดยถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน และแม้ว่าการออกหมายเรียกแกนนำ กปปส. อีกครั้งในสัปดาห์นี้จะไม่มีแกนนำ กปปส. มารับทราบข้อกล่าวหาก็ตาม คณะพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษดังกล่าวก็จะสรุปสำนวนคดีของแกนนำทั้ง 58 คน เสนอพนักงานอัยการภายในอีก 30 วันนับจากวันนี้ เพราะมีเงื่อนระยะเวลาเกี่ยวกับการฝากขังผู้ต้องหาบางคนที่ถูกจับตัวได้ จะต้องดำเนินการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการก่อนครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย และหากในที่สุดเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำทั้ง 58 คน หากมีคนใดที่ยังไม่ได้ตัวเข้ามาในคดี ก็จะได้ดำเนินการขอศาลออกหมายจับต่อไป ซึ่งการออกหมายจับในกรณีเช่นนี้จะแตกต่างจากการขอออกหมายจับชั้นสอบสวน แต่เป็นการขอออกหมายจับชั้นพนักงานอัยการ ซึ่งในข้อบังคับประธานศาลฎีกาถือว่าคำสั่งฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำผิดอาญาแล้ว จึงเป็นเงื่อนไขที่ศาลจะออกหมายจับให้
ดังนั้น การที่แกนนำ กปปส. ที่ถูกดำเนินคดีไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก จึงไม่เป็นผลดีต่อตัวผู้ต้องหาเลย ศอ.รส.จึงแนะนำพนักงานสอบสวนเปิดโอกาสแก่ผู้ต้องหาอีกครั้งหนึ่งด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนว่า หากผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำ กปปส. คนใด ต้องการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อให้การต่อสู้คดี ก็ขอให้ติดต่อ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ เลขานุการคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หมายเลขโทรศัพท์ 081 623 8410 เพื่อติดต่อนัดหมายก่อนที่จะมีการสรุปสำนวนการสอบสวนส่งให้พนักงานอัยการดังกล่าว ซึ่งการจะนัดหมายเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีควรเป็นก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2557
เรื่องที่ 2 ศอ.รส. ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2557 ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้ 1) คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 194 คดี แยกเป็นคดีเกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 51 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน 143 คดี 2) คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 178 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 66 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน 112 คดี รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น 372 คดี โดยศาลได้ออกหมายจับให้รวมทั้งสิ้น 193 คน ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว 152 คน ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้ง ไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง 1,713 คน
ศอ.รส. จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้ อนึ่ง ศอ.รส.ขอย้ำเตือนว่า โทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ศอ.รส.จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และป้องปรามมิให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้
เรื่องที่ 3 ศอ.รส. ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบว่า ศอ.รส. มีนโยบายในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นแกนนำ กปปส. หรือบุคคลอื่นใด ทั้งที่มีการออกหมายจับแล้วและกำลังจะออกหมายจับ โดยเจ้าพนักงานได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่าการดำเนินคดีต่างๆ มีความคืบหน้าไปมากในช่วงที่ผ่านมา อาทิ กรณีที่พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ได้ควบคุมตัวกลุ่มผู้ชุมนุมกองทัพธรรม รวมจำนวน 26คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป พร้อมสำนวนการสอบสวนและความเห็นสมควรสั่งฟ้อง จากเหตุการณ์บริเวณแยกสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดีต่อไป หรือกรณีการจับกุมตัวนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือมือปืนป๊อปคอร์น ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นต้น โดยเฉพาะกรณีของมือปืนป๊อปคอร์นนั้น แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของ กปปส. มิได้เป็นการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ศอ.รส. จะได้กำกับดูแลและเร่งรัดให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยรอบคอบ รวดเร็ว และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพื่อป้องปรามผู้ที่จะกระทำความผิด และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย มิให้เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้ที่คิดจะกระทำความผิดในอนาคต
สำหรับการแถลงข่าวในวันนี้ ศอ.รส. ได้แจกเอกสารรายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีแกนนำ กปปส. จำนวน 58 คน พร้อมกับรายชื่อผู้ต้องหา ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2556 โดยระบุรายชื่อผู้ต้องหารวม 58 คนใน 3 บัญชี รวมทั้งข้อหาที่ออกหมายเรียก ซึ่งอธิบดีดีเอสไอกล่าวเพิ่มเติมว่า แกนนำ กปปส. ทั้ง 58 ราย มี 2 รายที่เจ้าหน้าที่ได้ตัวแล้วคือนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และนายพิชิต ชัยมงคล ส่วนผู้ถูกออกหมายเรียกที่เหลืออีก 56 คนที่ไม่พาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกนั้น ถือว่าไม่เป็นประโยชน์กับตัวเองเลย ควรจะมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อต่อสู้คดี มิฉะนั้นภายใน 30 วันเจ้าพนักงานคดีพิเศษจะสรุปสำนวนส่งให้กับอัยการ
รายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีแกนนำ กปปส. จำนวน 58 คน
1. กคพ. มีมติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 ให้การดำเนินการกรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญาสืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบางจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2556 เป็นต้นมา รวมถึงบุคคลอื่นที่มีส่วนในการกระทำความผิดด้วย และความผิดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกัน เป็นคดีพิเศษ
2. ในการสอบสวนได้ร่วมกันสอบสวน 3 ฝ่าย โดยมีพนักงานสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด (อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน )
3. การประชุมคณะพนักงานสอบสวนได้เห็นชอบแจ้งข้อกล่าวหา ผู้ต้องหาจำนวน 58 คน ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ (ม.113) , สมคบ ตระเตรียม สะสมกำลังพลเพื่อเป็นกบฏ (ม.114) , ร่วมกันยุยงให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย (ม.116) , ร่วมกันยุยงให้ประชาชนร่วมปิดงานงดจ้าง (ม.117) , มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง (ม.215) , เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกไปแต่ไม่เลิก (ม.216)
4. ขณะนี้ศาลอาญาได้ออกหมายจับผู้ต้องหาไว้รวม 6 คน
4.1 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
4.2 นายนิติธร ล้ำเหลือ
4.3 นายอุทัย ยอดมณี
4.4 นายรัชช์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี หรือ อมร อมรรัตนานนท์
4.5 นายพิชิต ชัยมงคล
4.6 นายกิตติชัย ใสสะอาด
5. พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ทั้งหมดจำนวน 3 ครั้ง ส่วนกลุ่มที่ 3 จำนวน 2 ครั้ง แต่ผู้ต้องหาไม่มาตามหมายเรียก โดยมีหนังสือแจ้งขอเลื่อนไปโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร
6. ขณะนี้มีการจับกุมตัวนายพิชิต ชัยมงคล และนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม มาดำเนินคดีแล้ว และศาลอาญาได้ให้ประกันตัวไปโดยมีเงื่อนไขห้ามยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
7. สิ่งที่จะดำเนินการเพิ่มเติม คือ จะแจ้งข้อหาในเรื่องการขัดขวางการเลือกตั้งกับแกนนำเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากถือเป็นคดีที่ต่อเนื่อง เกี่ยวพันกับคดีพิเศษ
8. สำนวนการสอบสวนจะเร่งสรุปมีความเห็นทางคดีโดยอาจมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดส่งให้พนักงานอัยการ ประมาณวันที่ 21 เมษายน 2557 โดยถือว่าเป็นกรณีมีตัวผู้ต้องหา (นายสนธิญาณฯ และนายพิชิตฯ) ส่งให้พนักงานอัยการ ซึ่งคาดว่าพนักงานอัยการอาจจะมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดได้โดยเร็ว
9. หากในที่สุดเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องแล้ว จะสั่งให้พนักงานสอบสวนจัดการให้ได้ตัวมาฟ้อง เมื่อพนักงานสอบสวนจะได้รับแล้วจะนำไปขอหมายจับต่อศาล ซึ่งในข้อบังคับประธานศาลฎีกา ถือว่าคำสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ เป็นหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำผิดอาญาแล้ว จึงเป็นเงื่อนไขที่ศาลจะต้องออกหมายจับให้
ป้ายกำกับ:
ธาริต เพ็งดิษฐ์,
ศอ.รส. แถลงการณ์,
CAPO
วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557
CMPO’S ANNOUNCEMENT OF 19/03/2014
March 19, 2014
At 13:00 hrs. Mr.Tharit Pengdit, Director General, Department of Special Investigation, briefed the press on the outcome of the meeting of the Center for the Administration of Peace and Order (CAPO) earlier in the day, gist as follows:
1. Following the demonstrations on behalf of the People’s Democratic Reform Committee (PDRC) led by Mr.Suthep Thaugsuban, the demonstrations have violated the law and also caused difficulties for the public by blocking the traffic and blockading government agencies premises. More importantly, the demonstrations have severely affected Thailand especially in terms of economy, social, and tourism. The government has decided to lift the Emergency Decree and enact the Internal Security Act in order to handle the situation. The CAPO has been also established to maintain democracy and enforce the law. Personnel from the military, police, and government officials concerned will be integrated to carry on their duties. The CAPO will be directed by Police Captain Chalerm Yubamrung.
2. The CAPO reaffirmed that it will continue the process of investigation and prosecution against actions of members of the PDRC that had violated the law in various occasions particularly the elections obstructions. Today, the Thonburi Criminal Court has approved an arrest warrant against Mr.Chumpol Julasai on the charge of election obstruction.
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ ตามที่ได้เกิดเหตุชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก เป็นแกนนำ มีการกระทำที่ล่วงละเมิดต่อกฎหมายหลายเรื่องหลายกรณี อาทิเช่น การกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยร่วมกันกระทำการเป็นกบฏตามมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมาย ตามมาตรา ๑๑๖ ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา ๒๑๕ มีการปลุกระดม ยุยง ปลุกปั่นให้ประชาชนล้มล้างอำนาจรัฐและล่วงละเมิดกฎหมายด้วยวิธีการต่าง ๆ อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในหลายพื้นที่ มีการปิดการจราจรในถนนสำคัญ บุกรุกและยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง ไล่ข้าราชการ พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากสถานที่ราชการ ตัดน้ำตัดไฟ เอาโซ่คล้องประตูเพื่อไม่ให้ข้าราชการ พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทำงานได้ ทำให้การบริการของรัฐให้แก่ประชาชนไม่สามารถดำเนินการไปได้ตามปกติ ก่อให้เกิดความวุ่นวาย เกิดความล่าช้า มีความพยายามจะเข้าควบคุมตัวผู้บริหารหรือบุคคลสำคัญที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ขัดขวางการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนทั่วไป ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน เสียหายและเกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ตลอดจนมีการใช้กำลัง ขัดขืนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย มีการก่อเหตุร้ายโดยกลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่ายทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก รวมถึงการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดภาคใต้ เป็นผลให้เกิดการเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จนในที่สุดศาลได้ออหมายจับนายสุเทพฯ พร้อมแกนนำ กปปส. จำนวนมาก ทั้งในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ข้อหาขัดขวางการเลือกตั้ง และข้อหาฉกรรจ์อื่น ๆ อีกหลายข้อหา
บัดนี้ รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ แล้ว และได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ พร้อมกับจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. โดยมีร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้อำนวยการ ศอ.รส.
ศอ.รส. ขอเรียนว่า ศอ.รส. ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับกลุ่ม กปปส. กับกลุ่ม นปช. หรือกับกลุ่มใด แต่ ศอ.รส.เป็นหน่วยงานพิเศษตามกฎหมายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย และบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ ศอ.รส.จะปฏิบัติหน้าที่ไม่สำเร็จลุล่วงเลยถ้าขาดการร่วมมือจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะความร่วมมือที่จะไม่ออกจากบ้านไปชุมนุม หรือไปยังสถานที่เสี่ยงในยามวิกาล หรือกระทำการใด ๆ ตามที่แกนนำ กปปส. ยุยงส่งเสริม ซึ่งจะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ศอ.รส. ร่วมกับตำรวจ ทหารและพลเรือน ทุกฝ่าย จะพยายามปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่บ้านเมืองเหมือนเช่นเดิมโดยเร็ว
เรื่องที่ ๒ ศอ.รส.ขอเรียนชี้แจงถึงการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยเฉพาะกลุ่มแกนนำของ กปปส. ที่ได้กระทำผิดอย่างต่อเนื่องต่างกรรมต่างวาระตลอดมาว่า แม้จะได้มีการประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ แล้วก็ตาม ผลในทางกฎหมายต่อการดำเนินคดีแกนนำผู้กระทำผิดหาได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่สอบสวนทั้งตำรวจ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการที่เข้าร่วมสอบสวน ยังคงมีหน้าที่ดำเนินการสืบสวนสอบและนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อรับโทษต่อไป โดยเฉพาะความผิดต่าง ๆ ที่แกนนำได้กระทำไปแล้ว ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ จึงหาได้ยกเลิกเพิกถอนไปแต่ประการใด เช่น ความผิดร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ความผิดการขัดขวางการเลือกตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง และความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพัน คงมีแต่หมายจับเฉพาะหมาย ฉ ที่ศาลได้ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เท่านั้นที่สิ้นผลไป และในวันนี้ ศาลอาญาธนบุรีได้อนุมัติหมายจับ นายชุมพล จุลใส ในฐานขัดขวางการเลือกตั้ง จากการที่ได้เป็นแกนนำพามวลชนไปปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งสำนักงานเขตภาษีเจริญ ทั้งนี้ ศอ.รส.จะได้กำกับดูแลและเร่งรัดให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยรอบคอบ รวดเร็ว และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องปรามให้ผู้ที่กำลังกระทำความผิดอยู่ ยุติการกระทำผิดเสีย และมิให้เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้ที่คิดจะกระทำผิด ในอนาคต
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
ป้ายกำกับ:
ธาริต เพ็งดิษฐ์,
ศอ.รส.,
ศอ.รส. แถลงการณ์
วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557
ที่ประชุม กอ.รมน.เห็นชอบแต่งตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
ที่ประชุม กอ.รมน. กำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) แต่งตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้อำนวยการ ศอ.รส. กำหนดกรอบอัตรากำลังตำรวจ ทหาร พลเรือน รวม 60,711 นายปฏิบัติงานใน ศอ.รส. รองรับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่มีผลบังคับใช้พรุ่งนี้
วันนี้ (18 มี.ค.57) เวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อปรับโครงสร้างและอัตรากำลังของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) รองรับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.57)
ภายหลังการประชุม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เปิดเผยว่า หลัง จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมเมื่อช่วงเช้าวันนี้ มีมติเห็นชอบให้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงฯ (พ.ร.บ.ความมั่นคง) กำหนดพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่เคยประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน โดย พ.ร.บ.ความมั่นคงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จะประชุมเพื่อกำหนดวิธีการปฏิบัติงานและออกคำสั่งต่าง ๆ โดยวันนี้ที่ประชุม กอ.รมน. กำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้อำนวยการ ศอ.รส. นายชัยเกษม นิติสิริ และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา และ พล.ท.ธีรชัย นาควานิช เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. โดยมีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นเลขาธิการ ศอ.รส. และ พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์เป็นรองเลขาธิการ ศอ.รส.
นาย ธาริต กล่าวว่า พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้แต่งตั้งที่ปรึกษา ศอ.รส. ประกอบด้วยบุคคลจากหน่วยงานต่าง ๆ รวม 24 คน อาทิ ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งได้กำหนดกรอบอัตรากำลังจากฝ่ายตำรวจ ทหาร พลเรือน สนธิกำลังรวมทั้งสิ้น 60,711 นาย เพื่อเข้าปฏิบัติงานใน ศอ.รส. และกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าปฏิบัติงานร่วมสนับสนุนการทำงานของ ศอ.รส. โดยจะเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป โดยหน่วยที่บังคับใช้กฎหมายจะเป็นตำรวจเป็นหลัก ส่วนทหารจะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน
นาย ธาริตกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ต้องถือว่า พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ยังอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ในโครงสร้างที่ปรึกษาของ ศอ.รส.
วันนี้ (18 มี.ค.57) เวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อปรับโครงสร้างและอัตรากำลังของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) รองรับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.57)
ภายหลังการประชุม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เปิดเผยว่า หลัง จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมเมื่อช่วงเช้าวันนี้ มีมติเห็นชอบให้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงฯ (พ.ร.บ.ความมั่นคง) กำหนดพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่เคยประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน โดย พ.ร.บ.ความมั่นคงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จะประชุมเพื่อกำหนดวิธีการปฏิบัติงานและออกคำสั่งต่าง ๆ โดยวันนี้ที่ประชุม กอ.รมน. กำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้อำนวยการ ศอ.รส. นายชัยเกษม นิติสิริ และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา และ พล.ท.ธีรชัย นาควานิช เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. โดยมีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นเลขาธิการ ศอ.รส. และ พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์เป็นรองเลขาธิการ ศอ.รส.
นาย ธาริต กล่าวว่า พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้แต่งตั้งที่ปรึกษา ศอ.รส. ประกอบด้วยบุคคลจากหน่วยงานต่าง ๆ รวม 24 คน อาทิ ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งได้กำหนดกรอบอัตรากำลังจากฝ่ายตำรวจ ทหาร พลเรือน สนธิกำลังรวมทั้งสิ้น 60,711 นาย เพื่อเข้าปฏิบัติงานใน ศอ.รส. และกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าปฏิบัติงานร่วมสนับสนุนการทำงานของ ศอ.รส. โดยจะเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป โดยหน่วยที่บังคับใช้กฎหมายจะเป็นตำรวจเป็นหลัก ส่วนทหารจะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน
นาย ธาริตกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ต้องถือว่า พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ยังอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ในโครงสร้างที่ปรึกษาของ ศอ.รส.
ป้ายกำกับ:
เฉลิม อยู่บำรุง,
ธาริต เพ็งดิษฐ์,
ศอ.รส
วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557
CMPO's announcement of 01/03/2014
March 1, 2014
At 13:00 hrs. Mr.Tharit Pengdit, Director-General, the Department of Special Investigations, briefed the press on the outcome of the meeting of the Center For Maintaining Peace and Order (CMPO).
1. The CMPO has assigned the Secretary-General of the Office of National Economic and Social Development Board (NESDB) to lead a special committee with a duty to seek cooperations from public and private financial institutions in order to provide assisting measures for small and medium enterprises which have been affected by the demonstrations led by the People's Democratic Reform Committee (PDRC)
2. The CMPO wished to express its support for the position of General Prayuth Chan-O-Cha, the Army Commander-in-Chief, that the way of negotiation is the resolution to the current political conflicts. The CMPO wished to express that it is also the way that the CMPO has adhered with and it wished to reaffirm that the CMPO is not the opponent of any groups, whether pro- and anti- PDRC, and the United Front of Democracy Against Dictatorship (UDD). The CMPO is a special authority established with a duty to maintain democracy including peace and order.
3. The CMPO wished to express its appreciation for the PDRC's decision to move all protest sites to the Lumpini Park. However, the CMPO still has concerns about the demonstrations at the Chaeng Watthana Road and the Government House compound. Also, the CMPO wished to request the protest leaders at the office of the National Anti-Corruption Commission (NACC) to clear the way for officials to enter, as the demonstrations at that venue could ignite more political conflict. The CMPO will seek advices from the Civil Court about instructions for the police in dealing with the protesters in such venue.
At 13:00 hrs. Mr.Tharit Pengdit, Director-General, the Department of Special Investigations, briefed the press on the outcome of the meeting of the Center For Maintaining Peace and Order (CMPO).
1. The CMPO has assigned the Secretary-General of the Office of National Economic and Social Development Board (NESDB) to lead a special committee with a duty to seek cooperations from public and private financial institutions in order to provide assisting measures for small and medium enterprises which have been affected by the demonstrations led by the People's Democratic Reform Committee (PDRC)
2. The CMPO wished to express its support for the position of General Prayuth Chan-O-Cha, the Army Commander-in-Chief, that the way of negotiation is the resolution to the current political conflicts. The CMPO wished to express that it is also the way that the CMPO has adhered with and it wished to reaffirm that the CMPO is not the opponent of any groups, whether pro- and anti- PDRC, and the United Front of Democracy Against Dictatorship (UDD). The CMPO is a special authority established with a duty to maintain democracy including peace and order.
3. The CMPO wished to express its appreciation for the PDRC's decision to move all protest sites to the Lumpini Park. However, the CMPO still has concerns about the demonstrations at the Chaeng Watthana Road and the Government House compound. Also, the CMPO wished to request the protest leaders at the office of the National Anti-Corruption Commission (NACC) to clear the way for officials to enter, as the demonstrations at that venue could ignite more political conflict. The CMPO will seek advices from the Civil Court about instructions for the police in dealing with the protesters in such venue.
ป้ายกำกับ:
คำแถลงของ ศรส.,
ธาริต เพ็งดิษฐ์,
ศรส. แถลง,
ศรส.แถลงการณ์,
CMPO
วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557
ประณาม กปปส.ใช้กำลังข่มขู่ข้าราชการ
21 มกราคม 2557 เวลา11.30น.นายชัยเกษม นิติศิริ รมว.ยุติธรรม เเถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ว่า "การชุมนุมของกปปส.อย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดความวุ่นวายเเละไม่สงบเรียบร้อยในบ้านมือง เเกนนำกปปส.ตกเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏ คดีนี้เป็นคดีพิเศษเเละได้มีการเเจ้งข้อกล่าวหา58เเกนนำกปปส. มาตรา113-114-116-215 เเห่งประมวลกฎหมายอาญา การชุมนุมดังกล่าวยกระดับที่เพิ่มความรุนเเรงเป็นลำดับจนกระทั่งปิดกทม.ตั้งเวทีต่อต้านรัฐบาลบนถนนหลายสาย เเละบุกรุกสถานที่ราชการจนประชาชนเเละข้าราชการเข้าไปไม่ได้ ใครไม่เห็นด้วยผู้ชุมนุมจะถูกคุกคามข่มขู่ การกระทำดังกล่าวนั้นถือว่าผิดกฎหมายเเละไม่ให้เกียรติ ดูหมิ่น คุกคาม ข้าราชการเเละหน่วยงานของรัฐขณะปฏิบัติหน้าที่ เเม้กปปส.จะกระทำการดังกล่าว เเต่ข้าราชการเเละหน่วยงานของรัฐยังทุ่มเททำหน้าที่ของตัวเองภายใต้สถานการณ์กดดันอย่างไม่ย่อท้อ รัฐบาลขอชื่มชมเเละให้กำลังใจ ขอบคุณข้าราชการทุกคนที่มุ่งมั่นทุ่มเทปฏิบัติภารกิจเต็มที่เพื่อประโยชน์บ้านเมืองเเละประชาชนเเม้ต้องอดทนต่อการคุกคามเเละไม่สามารถทำงานในสถานที่ปกติได้ รัฐบาลพยายามเต็มที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยปฏิบัติราชการเพื่อบริการประชาชนได้ตามปกติ ขอให้มั่นใจว่าประชาชนติดต่อราชการได้ตามปกติ หากมีขัดข้องติดต่อหมายเลขโทรศัพท์1111"
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวว่า "วันที่ 20 มกราคมเเกนนำกปปส.จำนวนหนึ่งนำมวลชนไปปิดล้อมอาคารซอฟท์เเวร์ปาร์ค ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานชั่วคราวของดีเอสไอ โดยผู้ชุมนุมบุกไปตามชั้นต่างๆข่มขู่ไล่ต้อนข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ออกจากสถานที่ โดยนำโซ่เเละกุญเเจคล้องห้องทำงาน ร้ายเเรงกว่านั้นเเกนนำเเละการ์ดกปปส.ล้อมกรอบพ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ดีเอสไอ โดยขู่เข็ญด่าว่า ทำให้พ.ต.อ.นิรันดร์ยกมือไหว้ขอร้องอย่าใช้ความรุนเเรงเเละทำร้าย การกระทำดังกล่าวนอกจากผิดกฎหมายเเละยังนับเป็นเเบบอย่างเลวร้ายที่ไม่ควรเป็นเเบบอย่างในสังคม ตนขอประณามการกระทำของเเกนนำเเละควรยุติการกระทำอันเลวร้าย เเม้เจ้าหน้าที่จะใช้อาวุธต่อสู้ป้องกันตัวได้โดยชอบด้วยกฎหมายเเต่ได้หลีกเลี่ยงตามนโยบายรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นเครื่องมือของเเกนนำ อาคารนั้นเป็นสมบัติของประชาชนเเละการปฏิบัติงานของข้าราชการคือบริการประชาชน การกระทำของเเกนนำทำให้ทรัพย์สินข้าราชการเสียหาย มันคือการทำร้ายประเทศเเละประชาชนโดยตรง เเม้สถานการณ์ยุ่งยาก ตนยืนยันว่าข้าราชการของกรมนี้มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม เพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเเละละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ในยามบ้านเมืองวุ่นวาย ขอร้องประชาชนอย่าร่วมชุมนุมเเละสนับสนุนการชุมนุมเเละอาจกลายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย ทั้งนี้เพื่อยุติความเสียหายของประเทศ"
ป้ายกำกับ:
กปปส.,
ชัยเกษม นิติศิริ,
ธาริต เพ็งดิษฐ์,
ศอ.รส.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








