แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศอ.รส. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศอ.รส. แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557
ผอ.ศอ.รส.ห่วงการชุมนุม กปปส.-นปช. ที่ออกมาเคลื่อนไหวช่วงเวลาเดียวกัน ยืนยันไม่สลายการชุมนุม
ผอ.ศอ.รส.เผยเป็นห่วงการชุมนุม 2 กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวช่วงเวลาเดียวกัน ยืนยันไม่สลายการชุมนุม พร้อมระบุการย้ายพื้นที่ชุมนุมของ กปปส.จากสวนลุมพินีไปถนนราชดำเนิน เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่อย่าทำผิดกฎหมายหรือกีดขวางการจราจร
วันนี้ (30 เม.ย.57) เวลา 10.40 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. ให้สัมภาษณ์กรณีที่กลุ่ม กปปส.ประกาศจะย้ายการชุมนุมจากเวทีสวนลุมพินีไปที่ถนนราชดำเนินว่า เป็นสิทธิของผู้ชุมนุมที่จะย้ายการชุมนุมได้ แต่อย่าทำผิดกฎหมาย หากไปกีดขวางการจราจร ประชาชนจะมีความรู้สึกไม่ศรัทธา ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตามการดำรงอยู่ของกลุ่มผู้ชุมนุมจะชนะหรือแพ้ไม่ได้อยู่ที่สถานที่ แต่อยู่ที่เหตุผล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ก็กลับไปกลับมา เมื่อคืนที่ผ่านมาตนได้นำคำปราศรัยทั้งหมดของนายสุเทพในระยะ 1 เดือนมาวิเคราะห์พบว่าปราศรัยไม่มีสาระ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง บอกว่าชุมนุมสงบ เปิดเผย ปราศจากอาวุธ แล้วเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งสังคมจะตัดสินได้ และขอวิเคราะห์ว่าถ้านายสุเทพเดินทรงนี้ไม่ชนะ อย่างไรก็ตาม ตนห่วงใยเรื่องการดูแลความปลอดภัยเพราะมีผู้ชุมนุม 2 กลุ่มทั้ง นปช. และ กปปส. โดยห่วงว่าจะมีการสร้างสถานการณ์ จึงได้ประชุมร่วมกับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาลอย่างละเอียดถี่ถ้วน
“ผมขอถามบ้างว่าถ้านายสุเทพรู้ว่าทำไปแล้วไม่ชนะ ทำทำไม? ชนะแล้วจะได้เป็นอะไร? เป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็เป็นไม่ได้ ผิดกฎหมาย ไปสู่การเลือกตั้งเถอะ พอเลือกตั้งเสร็จก็อยู่สั้น ๆ แล้วปฏิรูป ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ดีกว่า” ผอ.ศอ.รส. กล่าว
ผอ.ศอ.รส. กล่าวด้วยว่าจะดูแลการชุมนุมของ กปปส. ที่ถนนราชดำเนินกับการชุมนุมของ นปช. ที่ถนนอักษะ โดยจะไม่ยอมให้มาถึงกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะไม่ยอมให้วิ่งไปตีไปชกกัน ถนนราชดำเนินไกลจากถนนอักษะ จะมีการตั้งด่านตำรวจหลายด่าน การที่นายสุเทพย้ายการชุมนุมไปถนนราชดำเนินนั้นตนอ่านนายสุเทพไม่ออก แต่มองว่าไม่ควรมีม็อบตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว นายสุเทพเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อยู่ ๆ มาเรียกร้องเผด็จการ แต่วิเคราะห์ได้ว่าคงมีหลายปัจจัย เช่น พรรคพวกน้อยลง โรงแรมดุสิตธานีก็เจ๊งถ้านายสุเทพอยู่ต่อ ไม่มีคนเข้าพัก แขกต่างประเทศยกเลิก นายสุเทพแสดงมาดว่าที่ย้ายมาเพื่อชัยชนะ ขอยืนยันว่าไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าม็อบชนะหรือแพ้ แต่อยู่ที่เหตุผล ทั้งนี้ ขอย้ำว่าไม่สลายม็อบ นายสุเทพสบายใจได้ ไม่ต้องมาท้าทาย นายสุเทพมีเบื้องหลัง ต้องให้อ่อนแรงไปเอง ที่นายสุเทพออกมารณรงค์จะได้แนวร่วมมากน้อยแค่ไหนตนไม่มั่นใจ แต่เชื่อว่าคนอย่างนายสุเทพจะเป็นผู้นำคนกรุงเทพฯ ไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การปราศรัยของนายสุเทพมื่อคืนนี้ระบุว่า ศอ.รส.จะไปปิดล้อมการชุมนุมที่สวนลุมพินี โดย ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า "จะไปล้อมทำไม? กปปส. แพ้แล้ว พรรคพวกแตกกันหมดแล้ว เงินทองร่อยหรอ ศอ.รส.จะไปหาเรื่องทำไม ศาลก็มีคำสั่งว่าห้ามสลายม็อบ ถ้าไปคือไปจับผู้ต้องหาตามหมายจับคดีกบฏ ซึ่งเร็ว ๆ นี้หมายจับจะออกมาครบ เป็นคนละเรื่องกับการสลายม็อบ"
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่กลุ่มผู้ชุมนุมมีการระดมมวลชนในสัปดาห์หน้าซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่องค์กรอิสระจะตัดสินคดีความของนายกรัฐมนตรี? ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า "นายสุเทพพูดเหมือนว่าตัวเองรู้ธง แต่ตนไม่ทราบว่านายสุเทพรู้จริงหรือไม่ เชื่อว่าอย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้ง ที่นายสุเทพบอกว่าจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการนั้นเป็นการเพ้อ เป็นไปไม่ได้"
ส่วนกรณีที่กองทัพบกออกมาแสดงความเป็นห่วงเกรงว่าจะมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างสถานการณ์ นั้น ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อยู่ระหว่างหารือกับกองทัพ ซึ่งยืนยันว่าทหารและตำรวจยังสามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้ดี ไม่มีความขัดแย้งแต่อย่างใด
วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ ตามที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ ๑ เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายนที่ผ่านมานั้น ศอ.รส. ขอเรียนว่า เหตุผลที่ ศอ.รส. ต้องออกแถลงการณ์ดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้มีข้อมูลอย่างเพียงพอที่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๒ องค์กร คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ศอ.รส. มีความกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ในขณะนี้เป็นอย่างมาก เพราะขณะนี้ความขัดแย้งและการจัดแนวร่วมของแต่ละฝ่ายขยายตัวในวงกว้าง มีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนและคัดค้านแต่ละฝ่ายจำนวนมาก และมีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระบางองค์กรเป็นแนวร่วมกับบางกลุ่มด้วย ตลอดจนมีความพยายามจัดการเลือกตั้งให้เนิ่นช้าออกไป เพื่อให้ปัญหาลุกลามและเกิดสุญญากาศตามแนวทางของบางฝ่าย
ดังนั้น ศอ.รส. ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบอันเกิดจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขณะนี้ จึงได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งมีข้อเรียกร้อง ๗ ข้อต่อองค์กร กลุ่มบุคคล คณะรัฐมนตรี กลุ่มแกนนำผู้ร่วมชุมนุม ตลอดจนพี่น้องประชาชนตามที่ ศอ.รส. ได้แถลงให้ทราบทั่วกันเมื่อวานนี้ ซึ่ง ศอ.รส. เชื่อว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญต่อการแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง และจะช่วยนำความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองกลับคืนสู่ปกติได้ในที่สุด
เรื่องที่ ๒ ศอ.รส. ขอขอบคุณผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ ที่ยุติการเคลื่อนไหวชั่วคราวในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้บรรยากาศการฉลองเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปด้วยดี และศอ.รส. ขอแสดงความขอบคุณไปยังหน่วยราชการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ตลอดจนหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ที่ได้เสียสละปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ซึ่งภาพรวมของการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. มีความห่วงใยต่อกรณีที่แกนนำ กปปส. ได้ประกาศว่าจะระดมผู้ชุมนุมและยกระดับการชุมนุมเพื่อที่จะประกาศชัยชนะได้ภายในเดือนเมษายน เนื่องจากการประกาศระดมมวลชนดังกล่าวจะเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลและกลุ่มผู้เห็นด้วยกับรัฐบาล ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องไปยังแกนนำ กปปส. รวมทั้งแกนนำ นปช. และแกนนำกลุ่มอื่นๆ ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปลุกระดมดังกล่าว และ ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ ๑ เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ดังที่ได้กล่าวแล้วในเรื่องที่ ๑
อนึ่ง ศอ.รส. ได้รับรายงานเกี่ยวกับกรณีที่การ์ด กปปส. สวนลุมพินี ถูกยิงจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายนที่ผ่านมาว่า เหตุดังกล่าวเกิดจากความขัดแย้งกันเองระหว่างการ์ด กปปส. ในสวนลุมพินี ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการชุมนุมของ กปปส. มีการใช้อาวุธและความรุนแรง ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนได้ใช้วิจารณญาณในการเข้าร่วมชุมนุม เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง
เรื่องที่ ๓ เมื่อวานนี้ ศอ.รส. ได้เชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวงเข้าร่วมประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ซึ่งเรียกร้องให้ข้าราชการสนับสนุนแนวทางของ กปปส. ทั้งนี้ เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ปลัดกระทรวงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวด้วย โดยในการประชุมครั้งนี้ ปลัดกระทรวงต่างๆ ได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และแนวทางปฏิบัติต่อกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะขณะนี้ แกนนำ กปปส. ได้ถูกดำเนินคดีแล้วถึง ๘๐ คน โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำหลัก และศาลได้อนุมัติหมายจับนายสุเทพฯ ในข้อหากบฎ พร้อมกับแกนนำอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งปลัดกระทรวงต่างๆ เห็นพ้องที่จะกำชับให้ข้าราชการในสังกัดของตนมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติราชการเพื่อให้บริการประชาชนอย่างดีที่สุด และหัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานจะหลีกเลี่ยงการต้อนรับหรือกระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายเป็นการสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับการกระทำของแกนนำ กปปส. ซึ่งอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีดังกล่าว
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557
ศอ.รส.คาดขอศาลอนุมัติหมายจับโกตี๋กรณีเผยแพร่คลิปวิดีโอล่วงละเมิดสถาบันได้ภายในพรุ่งนี้ ย้ำดำเนินคดีผู้กระทำผิดทุกราย
ศอ.รส.คาดขอศาลอนุมัติหมายจับโกตี๋กรณีเผยแพร่คลิปวิดีโอล่วงละเมิดสถาบันได้ภายในพรุ่งนี้ ยันดำเนินคดีผู้กระทำผิดทุกรายไม่ละเว้น เตือนประชาชนหากเผยแพร่ส่งต่ออาจถือผิดกฎหมายอาญา ม.112 โทษจำคุก 3-15 ปี เผยห่วงใยการระดมมวลชนลักษณะท้าทายแข่งขัน ย้ำขอร้องประชาชนงดสนับสนุน กปปส./นปช.ทุกรูปแบบ แจงหากหน่วยราชการใดสนับสนุน กปปส. จะถือสนับสนุนผู้ทำผิดกฎหมายต้องถูกดำเนินคดี
วันนี้ (10 เม.ย.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ นางสาวสิริมา สุนาวิน คณะทำงานเลขาธิการ ศอ.รส. แถลงผลการประชุม ศอ.รส. ประจำวัน ซึ่งมีนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. เป็นประธานการประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้
เรื่องที่ 1 ศอ.รส. ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า กรณีนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ที่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และมีการตรวจพบการเผยแพร่คลิปวิดีโอทางอินเทอร์เน็ตเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีข้อความเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันเป็นการล่วงละเมิดต่อสถาบัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีโดยเร็ว ในวันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบังคับการปราบปราม ได้รับคดีและเริ่มสอบสวนทันทีแล้ว คาดว่าจะขอศาลอนุมัติหมายจับได้ภายในวันพรุ่งนี้ ศอ.รส. จึงได้กำชับให้พนักงานสอบสวนให้เร่งรัดดำเนินคดีโดยเร็ว และให้ติดตามการกระทำผิดในลักษณะนี้ โดยจะต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายไม่มีละเว้น ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่า การเผยแพร่หรือส่งต่อคลิปวีดิโอดังกล่าวอาจถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี นอกจากนี้ยังอาจถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ด้วย
เรื่องที่ 2 ศอ.รส. ได้รับรายงานว่า ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยสถานภาพนายกรัฐมนตรีจากกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะชี้มูลความผิดในกรณีโครงการรับจำนำข้าว แกนนำทั้งสองฝ่าย คือ กลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. ได้มีการปลุกระดมให้มวลชนจำนวนมากเข้าร่วมชุมนุมกับฝ่ายตนในลักษณะท้าทายแข่งขันกัน ซึ่ง ศอ.รส. มีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งว่า การระดมมวลชนในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นชนวนเหตุของการปะทะหรือเผชิญหน้า รวมถึงการก่อเหตุร้ายด้วย ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอร้องพี่น้องประชาชนให้งดเว้นการสนับสนุนในทุกรูปแบบ ไม่ว่ากับกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่ม นปช. และขอเรียกร้องไปยังแกนนำทั้งสองกลุ่มให้คำนึงถึงเหตุร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมใหญ่ และ ศอ.รส. จะได้ติดตามสถานการณ์การชุมนุมอย่างใกล้ชิด และเมื่อเกิดการกระทำผิดขึ้น แกนนำของผู้ชุมนุมทุกคนจะต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอยืนยันว่า ศอ.รส. ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และจะปฏิบัติหน้าที่โดยการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันเหตุร้ายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
เรื่องที่ 3 ตามที่กลุ่ม กปปส. ได้ประกาศว่าจะคืนพื้นที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เคยถูกกลุ่ม กปปส. ปิด ให้กลับมาเปิดทำการได้อีกครั้ง โดยกำหนดเงื่อนไขว่าหน่วยราชการนั้นต้องติดป้ายสนับสนุนกลุ่ม กปปส. และไม่ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเข้าปฏิบัติหน้าที่ ศอ.รส. เห็นว่าการกระทำดังกล่าวของกลุ่ม กปปส. เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากข้าราชการจะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และการที่กลุ่ม กปปส. กำหนดเงื่อนไขให้หน่วยราชการต้องแสดงตัวว่าสนับสนุนกลุ่ม กปปส. อาจทำให้ประชาชนที่รับบริการจากหน่วยราชการนั้นเกิดความรู้สึกไม่สบายใจได้ นอกจากนี้ การประกาศห้ามรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเข้าปฏิบัติหน้าที่ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่องานราชการเป็นอย่างมาก ซึ่งในที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าวของกลุ่ม กปปส. ก็คือประชาชน
ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอเรียนย้ำว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. อีก 58 ราย เป็นผู้ต้องหาในคดีพิเศษ ซึ่งถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่น ๆ เช่น การขัดขวางการเลือกตั้ง และการบุกรุกสถานที่ราชการ ดังนั้น หากหน่วยราชการใดแสดงการสนับสนุน กปปส. ตามที่ กปปส. เรียกร้อง ศอ.รส. จะถือว่าหน่วยราชการดังกล่าวให้การสนับสนุนผู้กระทำผิดกฎหมาย และอาจต้องถูกดำเนินคดีในโอกาสต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ ศอ.รส. ได้รับทราบถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับพิจารณาคำร้องที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศอ.รส. และในฐานะส่วนตัว ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยว่าการกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ซึ่งเป็นแกนนำ กปปส. เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ และปราศจากอาวุธ และเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งตามคำร้องดังกล่าวได้นำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบอย่างชัดเจนแล้ว กล่าวคือ ๑) ร่วมกันจัดให้มีการชุมนุมขับไล่โค่นล้มรัฐบาลและทำการปฏิรูปการปกครองประเทศใหม่ และจะทำการจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน สภาของประชาชน และศาลประชาชน ๒) การปิดเส้นทางจราจร รวมทั้งมีการชุมนุมกระจายไปยังเส้นทางต่างๆ ๓) การบุกยึดและปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ๔) การขัดขวางการเลือกตั้ง ๕) การปิดกรุงเทพมหานคร ๖) การฝ่าฝืนการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ ๗) การใช้กำลังประทุษร้ายจนมีผู้ถึงแก่ความตายและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงการสะสมอาวุธและใช้อาวุธร้ายแรงก่อเหตุร้าย และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหลายประการ
ศอ.รส.ขอเรียนว่า ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏต่อสาธารณชนตลอดระยะเวลาที่มีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๖ เป็นต้นมา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. มิใช่การชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ แต่กลับมีการใช้ความรุนแรงและการกระทำผิดกฎหมายหลายบท กล่าวคือ การกระทำผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ การยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย การก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง การขัดขวางการเลือกตั้ง การบุกรุกสถานที่ราชการ และความผิดอื่นๆ ที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ซึ่งศาลก็ได้ออกหมายจับแกนนำเป็นจำนวนมากแล้ว ศอ.รส. จึงไม่อาจเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ และผิดหวังต่อองค์คณะตุลาการเป็นอย่างยิ่ง และศอ.รส. ขอถือโอกาสนี้ แสดงความเสียใจต่อพี่น้องประชาชนที่ ศอ.รส. ไม่สามารถผลักดันให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่พึ่งและเป็นกลไกในการรักษาความสงบเรียบร้อยได้ อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. จะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายแล้ว ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอร้องให้พี่น้องประชาชนงดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มใดๆ เนื่องจากอาจมีเหตุร้ายเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม แม้ว่า ศอ.รส. จะได้พยายามอย่างเต็มที่ในการระงับยับยั้งเหตุร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็ตาม โดยล่าสุด ศอ.รส. ได้บูรณาการและปรับเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และพลเรือนเพื่อเตรียมการรักษาความปลอดภัยสำหรับการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. ในวันที่ ๕ เมษายนนี้แล้วด้วย ทั้งนี้ ศอ.รส. ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ. วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. ได้จัดประชุมฝ่ายตำรวจและทหาร เพื่อทำการสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์สถานการณ์ จัดกำลัง และทำแผนเผชิญเหตุต่างๆ เรียบร้อยแล้ว
อนึ่ง การที่แกนนำ กปปส. ได้อภิปรายและทำสติกเกอร์เผยแพร่ทั่วไป โดยยั่วยุให้ผู้ชุมนุม กปปส. มีการแก้แค้นเอาคืนจากการชุมนุมของ นปช. ในวันที่ ๕ เมษายนนี้ เป็นสิ่งที่ควรแก่การถูกประนามเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมและการ์ดใช้ความรุนแรงและใช้อาวุธเข้าทำร้ายกัน ซี่งไม่ถูกต้องและเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
เรื่องที่ ๒ ตามที่แกนนำ กปปส. จำนวน ๕๘ คน ถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง และความผิดฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ได้ทยอยมาเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและให้การต่อสู้คดี ซึ่งล่าสุดมีจำนวนทั้งสิ้น ๖ คนแล้วนั้น ศอ.รส. ขอเรียนว่า เมื่อได้เข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ก็ถือได้ว่าผู้ต้องหาดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อต่อสู้คดีตามกฎหมาย และถือได้ว่าเป็นการยอมรับอำนาจรัฐตามกฎหมายแล้ว ซึ่ง ศอ.รส. ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอย่างเป็นธรรมต่อผู้ต้องหาทุกคน และ ศอ.รส. ขอแจ้งไปยังผู้ต้องหาที่เหลือ ให้มาพบพนักงานสอบสวนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง มิฉะนั้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความจำเป็นต้องดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนให้กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
______________________
วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ ตามที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. และในฐานะส่วนตัว ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ วรรคสองไปเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๗ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน ให้ผู้ทราบการกระทำมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องเสนอผ่านสำนักงานอัยการสูงสุดนั้น เมื่อวานนี้ คือวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๗ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้มอบหมายให้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ เป็นตัวแทนไปยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยในคำร้อง ผู้ร้องขอให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ซึ่งเป็นแกนนำ กปปส. เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ และปราศจากอาวุธ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ และเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นการกระทำที่ขัดต่อ มาตรา ๖๘ วรรคแรกของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ได้มีการแสดงพยานหลักฐานที่แสดงถึงพฤติการณ์เกี่ยวกับการชุมนุมของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยรับรองว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ อาทิเช่น การที่แกนนำ กปปส. ได้นำมวลชนไปขัดขวางการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ การนำมวลชนไปปิดล้อมบุกรุกสถานที่ราชการและหน่วยงานของรัฐ กรณีการใช้อาวุธปืนของนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือมือปืนป๊อปคอร์น ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม กปปส. หรือกรณีนายอิสระ สมชัยกับพวก ที่ได้ร่วมกันพยายามฆ่านายยืม นิลหล้า รปภ. ที่ไปนั่งพักผ่อนในบริเวณสวนลุมพินี เป็นต้น
เรื่องที่ ๒ ศอ.รส. มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการที่กลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. จะมีการชุมนุมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในวันเสาร์ที่ ๕ เมษายนนี้ โดย ศอ.รส ขอร้องให้ทั้งสองฝ่ายงดเว้นการนำมวลชนมาเผชิญหน้ากันซึ่งจะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งเลวร้ายลงไปอีก ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอยืนยันว่า ศอ.รส. ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และจะปฏิบัติหน้าที่โดยการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันเหตุร้ายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น ดังเช่นเหตุเมื่อวานนี้ที่ผู้ชุมนุมกลุ่ม คปท. ถูกคนร้ายซุ่มยิง จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ ๔ รายและเสียชีวิต ๑ คน โดย ศอ.รส. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็วและรอบคอบแล้ว ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอร้องพี่น้องประชาชนให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุม ไม่ว่ากับกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่ม นปช. เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง ซึ่งขณะนี้มีรายงานว่าได้มีการชักชวนประชาชนจำนวนมากให้เข้าร่วมชุมนุมกับทั้งสองกลุ่ม และศอ.รส. ขอเรียกร้องไปยังแกนนำทั้งสองกลุ่มให้คำนึงถึงเหตุร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมใหญ่ในวันที่ ๕ เมษายนนี้ด้วย และเมื่อเกิดการกระทำผิดขึ้น แกนนำของผู้ชุมนุมทุกคนจะต้องรับผิด ทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างแน่นอน ซึ่ง ศอ.รส. ได้มอบหมายให้พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. ไปจัดทำแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมกันสำหรับการชุมนุมในวันที่ ๕ เมษายนนี้ รวมทั้งปรับแผนการปฏิบัติรายวันที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ด้วย
เรื่องที่ ๓ ศอ.รส. ได้รับรายงานว่า เมื่อวานนี้ คือวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๗ ได้มีกลุ่มประชาชนเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจท้องที่ต่างๆ และที่กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๖ คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีที่มีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้ตรวจการแผ่นดินรวม ๓ คน ว่ากระทำผิดตามมาตรา ๑๕๗ เช่นเดียวกันจากกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ ศอ.รส. มีความเห็นว่า การเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเห็นต่างของกลุ่มประชาชนที่ต้องการรักษาสิทธิ์ของตนในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ และ ศอ.รส. ขอขอบคุณกลุ่มประชาชนดังกล่าวที่ได้เลือกแสดงออกอย่างสันติตามกรอบของกฎหมาย โดยไม่กระทำการอื่นใดด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เรื่องที่ ๔ ศอ.รส. ได้รับทราบถึงกรณีที่สหภาพยุโรปได้มีแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยแถลงการณ์ดังกล่าวได้เรียกร้องให้หน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยของประเทศไทย อีกทั้งยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในการเจรจาเพื่อหาทางออกและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง โดยขอให้ดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม
ศอ.รส. ขอเรียนว่า จุดมุ่งหมายหลักของ ศอ.รส. คือการรักษาความสงบและเรียบร้อยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรม และเสมอภาคต่อทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. เพียงหน่วยงานเดียวคงมิอาจแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ได้โดยลำพัง แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนทุกท่านในการที่จะไม่ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ รุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ศอ.รส. เชื่อมั่นว่า การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และหลักนิธิธรรมและนิติรัฐ จะสามารถทำให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายลงได้โดยเร็ว ดังนั้น ศอ.รส. จะให้การสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป
อนึ่ง ในวันนี้ผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำ กปปส. รวม ๕ คน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและให้การต่อสู้คดี ได้แก่ ๑) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ๒) นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ๓) นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ๔) นายทศพล เพ็งส้ม และ ๕) นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ซึ่งคณะพนักงานสอบสวน อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จาก ๓ หน่วยงาน ได้แก่ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานอัยการ และพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้ดำเนินการสอบสวนต่อไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
ศอ.รส.ประชุมวางแผนป้องกันเหตุวันชุมนุมใหญ่ กปปส.-นปช. 5 เม.ย.นี้ เตือนกลุ่มผู้ชุมนุมหากพบติดอาวุธจะถูกจับ
ผอ.ศอ.รส. เผย 14.00 น.วันนี้ รอง ผบ.ตร. ผบช.ภูธรภาค ผบ.ชน. ร่วมประชุมวางแผนป้องกันเหตุความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ระหว่างกลุ่ม กปปส.-นปช. ที่จะเคลื่อนไหวพร้อมกัน 5 เม.ย.นี้ เตือนกลุ่มผู้ชุมนุมหากพบติดอาวุธจะถูกจับ ชี้ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไม่ว่าเป็นกลุ่มใด
วันนี้ (2 เม.ย.57) เวลา 10.15 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธซุ่มยิงกลุ่ม คปท. จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ว่า ตนห่วงใยมาตลอด โดยเฉพาะกลุ่ม คปท. และ กปปส. ที่มีการเคลื่อนที่เหมือนกองกำลังติดอาวุธ ทำให้เจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยลำบาก ตนบอกมาตลอดว่าการชุมนุมโดยสงบเปิดเผยต้องอยู่กับที่ การไปแสดงเจตนารมณ์มีตัวแทน 3 - 5 คนพอ เรื่องอย่างนี้ตนบอกล่วงหน้า ไม่ได้ขู่ หากเคลื่อนที่ลักษณะนี้ จะมีเรื่องอีก พอมีเรื่อง ศอ.รส. ก็เสียหาย รัฐบาลก็เสียหาย แนะนำบอกกล่าวก็ไม่รับฟัง
ผอ.ศอ.รส. กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าตนเองทำผิด พ.ร.บ.ความมั่นคง เนื่องจากสนับสนุนให้กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมในวันที่ 5 เม.ย. นั้น เป็นการเข้าใจผิด เนื่องจากกลุ่ม นปช. ชุมนุมนอกพื้นที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ตนจึงมีสิทธิ์แสดงความเห็น อีกทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศว่าถ้ามีคนชุมนุม และมากกว่า กปปส. จะเลิกชุมนุม ตนอยากให้นายสุเทพเลิก จึงเชียร์ให้ นปช. ชุมนุมเยอะ ๆ และยังชักชวนพรรคพวกที่ชอบตนให้มาร่วมด้วย แต่หาก นปช. เข้ามาชุมนุในพื้นที่ประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ตนแสดงความเห็นไม่ได้ ต้องหยุด มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ไม่ให้มีการประจันหน้ากัน ไม่ให้มีการทำร้ายซึ่งกันและกัน ซึ่งเวลา 14.00 น. วันนี้ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชุมร่วมกับผู้บังคับการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1,7,8 และ 9 วางแผนป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้าย
นอกจากนี้ การที่ กปปส. ประกาศจะติดอาวุธเพื่อป้องกันตนเองนั้น ตนมองว่าปกติพวกเขาก็มีอาวุธอยู่แล้ว ถ้าหากพบว่ามีอาวุธจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องจับ ถ้าใครทำผิดต้องจับ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ตนเตือนมาตั้งแต่ต้นก็หาว่าขู่ ไม่ว่ากลุ่มใด ส่วนที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงโพสต์เฟซบุ้กก่อนหน้าที่จะมีเหตุเกิดเพียงไม่นานนั้น ไม่มีปัญหา หากมาแจ้งความร้องทุกข์ตำรวจต้องสืบสวนสอบสวน ถ้าปรากฏว่าทำผิดต้องจับกุม ยกเว้นไม่ได้ ให้เอาหลักฐานมาเลย ถ้าปรากฏว่าใครทำผิด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นใคร ตนสั่งการเต็มที่ตามอำนาจหน้าที่ที่มี
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีความห่วงใยว่าในการชุมนุมวันที่ 5 เม.ย.นี้ อาจจะเกิดเหตุปะทะกันนั้น ได้มีการประสานเป็นการภายในกับแกนนำของทั้งสองกลุ่มหรือไม่อย่างไร ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า กปปส. ไม่รู้จะประสานใคร กปปส. เป็นกบฏ ไปประสานด้วยไม่ได้ แต่ นปช. ได้ประสานกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แล้ว นปช.ไปที่ถนนอักษะ ทั้งไม่ห่วงว่า นปช. อาจมีการเคลื่อนเข้ามา แต่ห่วงกลุ่มกบฏ
“ วันนี้ก็เคลื่อนอีกแล้ว เห็นว่ามาพระราม 6 อย่างนี้จะถูกยิง นึกหรือว่าไม่มีคนเขาเกลียด พวกผมไม่ทำหรอก ทำแล้วจะได้อะไร มีแต่เสียหาย การไปเกะกะระราน หน่วยงานนั้น หน่วยงานนี้ คนเขาเดือดร้อน เขาไม่มีหัวใจหรือ เขาต้องโกรธพวกคุณ คปท. เป็นใคร เหมือนกองกำลังติดอาวุธ เรียกร้องประชาธิปไตยที่ไหน กปปส. พอขึ้นรถก็เหมือนเทวดา ทำอะไรไม่ผิด ก็มีศัตรู แต่ไม่ใช่กับพวกผม ผมไปทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมยืนยันเลย ไม่ใช่ขู่ ถ้ายังประพฤติอย่างนี้ จะมีอีก แล้วไปทำทำไม” ผอ.ศอ.รส. กล่าว
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติไม่ให้เป็นพยานให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีละเว้นปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวเกิดความเสียหาย ว่า ไม่ให้ไปก็ไม่มีสิทธิ์ไป จะไปทำอะไรได้ แต่เชื่อว่านายกฯ ไม่ผิด การละเว้นปฏิบัติหน้าที่ต้องมีหน้าที่ นายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่ปลัดกระทรวง หรืออธิบดี ไม่ใช่ อคส. อตก. แต่นายกฯ เป็นระดับนโยบาย ตนเชื่อว่า ป.ป.ช.ให้ความเป็นธรรม อย่างน้อยต้องภูมิใจว่า ป.ป.ช. ไม่ได้มองนายกฯ ทุจริต ตรงนี้เป็นหลักประกัน เป็นการตบหน้านายสุเทพ และพรรคประชาธิปัตย์ โดย ป.ป.ช.เป็นผู้ตบเอง ส่วนเรื่องการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ต้องดูว่านายกฯ มีหน้าที่หรือไม่ แต่ตนมองว่าเรื่องความผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่นั้นกว้างไป อย่างไรก็ตาม หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด จะใช้เสียงที่ไหนมาถอดถอน เพราะต้องใช้เสียง 3 ใน 5 เสียงไม่พอ
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ตนเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับคำร้องที่ให้ตีความสถานะนายกฯ จากกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ เพราะไม่ใช่ข้อกฎหมาย อีกทั้งการโยกย้ายเป็นอำนาจนายกฯ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พวกรอส้มหล่นจะร้องไห้
วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557
ผอ.ศอ.รส.ขอบคุณ กกต.ที่จัดการเลือกตั้ง ส.ว.เรียบร้อย พร้อมขอให้กำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.โดยเร็ว
ผอ.ศอ.รส.ขอบคุณ กกต.ที่จัดการเลือกตั้ง ส.ว.เรียบร้อย พร้อมขอให้กำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.โดยเร็ว อย่ากลัวคำขู่เลขาธิการ กปปส.ที่ประกาศจะขัดขวางเลือกตั้ง ระบุหาก กตต. กำหนดวันเลือกตั้ง-ร้องขอรัฐบาลให้ดูแลความเรียบร้อยการเลือกตั้ง เชื่อจะผ่านไปได้ด้วยดี พร้อมมั่นใจไม่มีเหตุปะทะของสองกลุ่มผู้ชุมนุมวันที่ 5 เม.ย.นี้โดยกำลังตำรวจพร้อมดูแลสถานการณ์
วันนี้ (31 มี.ค.57) เวลา 10.25 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. ให้สัมภาษณ์ขอบคุณคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นไปอย่างเรียบร้อย และต้องขอความกรุณา กกต. ต่อว่าให้กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อย่าไปกลัวคำขู่ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ที่บอกว่าจะขัดขวางการเลือกตั้ง เพราะเป็นคำพูดของคนที่ฝักใฝ่เผด็จการ ถ้ากกต. ได้กำหนดวันเลือกตั้งแล้วให้ร้องขอมายังรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนดูแลเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจัดการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น หากมีผู้ทำผิดขัดขวางจะจับกุม และเชื่อว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
ผอ.ศอ.รส. กล่าวขอถามนายสุเทพถึงกรณีที่เรียกร้องว่าจะมีประธานสภาประชาชนนั้นจะให้ใครเป็นประธานฯ รวมทั้งขอถามถึงนายกฯ ในใจว่าจะเอาใครเป็น ขอให้บอกมา นายสุเทพประกาศบอกว่าจะขัดขวางการเลือกตั้ง ความพ่ายแพ้ก็เกิดกับม็อบ กปปส. แล้ว หน่วยงานด้านการข่าวได้รายงานว่าจำนวนผู้ชุมนุมในวันที่ผ่านมามีไม่เกิน 30,000 คน มีมวลชนอยู่จำนวนครึ่งลานพระบรมรูปทรงม้าด้านหน้า ตนเคยยืนปราศรัยที่ลานพระบรมรูปฯ มาแล้ว รู้ว่าจำนวนคนที่เต็มลานพระบรมรูปทรงม้าจะมี 100,000 คน แต่สถานีโทรทัศน์ทีนิวส์เก่ง ถ่ายจากข้างบนลงไป คนมีหลวม ๆ แต่แน่นตรงกลาง ส่วนตัวแล้วให้ยอดผู้ชุมสูงสุดอยู่ที่ 47,000 คน แต่หน่วยข่าวบอกว่าให้มากไป เขาให้กันที่ 37,000 คน ซึ่งมากน้อยไม่สำคัญ แต่การที่มาขัดขวางการเลือกตั้งนั้นนายสุเทพทำไม่สำเร็จ และขอให้นายสุเทพอย่าลืมคำพูดของตัวเองที่บอกว่าถ้ามีม็อบคนอื่นมากกว่า นายสุเทพจะยอม ก็ขอให้นายสุเทพเตรียมกลับบ้าน เมื่อคืนนี้ยอดผู้ชุมเหลือที่ 7,000 กว่าคน ถ้าไปนับหลายเที่ยวก็เป็นล้านคน
ผู้สื่อข่าวถามว่า กกต. ควรจะกำหนดวันเลือกตั้งได้ก่อนวันสงกรานต์หรือไม่ ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า “ผมภาวนา ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไปแล้ว เมื่อมีการเลือกตั้ง ส.ว. แล้ว ส.ส. จะไม่เลือกได้อย่างไร ต้องเปิดสภาฯ พวกที่ไปบอกว่าจะให้รักษาการประธาน ส.ว. นำชื่อทูลเกล้าฯ เป็นพวกกินยาผิดซอง”
ผู้สื่อข่าวถามว่า วันที่ 5 เมษายนนี้ กลุ่ม นปช. มีการนัดชุมนุมใหญ่ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ กปปส. นัดประชุมใหญ่ กังวลว่าจะมีเหตุการณ์ปะทะกันหรือไม่ ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า ยืนยันไม่มีการปะทะ รับปาก เชื่อว่า นปช. มีจำนวนคนมากกว่า กปปส. ตนได้คุยกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แกนนำ นปช. ทั้งตนได้ให้สัมภาษณ์ไปว่าให้เอาคนมาเยอะ ๆ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เป็นแฟนการเมืองที่มาฟังการปราศรัยของตน ถ้า นปช. มาชุมนุม กรุณามาหน่อย รักเฉลิมมาเติมให้เต็ม เพื่อนายสุเทพจะได้รู้สึก และขอให้ไปนับตัวเลขผู้ชุมนุม นปช.ว่ามากกกว่าม็อบ กปปส. 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะม็อบ นปช. เรียกร้องประชาธิปไตย ม็อบ กปปส. ใฝ่เผด็จการ ใครเขาจะเอาด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นการนำมวลชนของทั้งสองกลุ่มมาวัดพลังกันหรือเปล่า และเข้าข่ายเป็นการปลุกระดมหรือไม่ ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า ไม่ใช่ นายสุเทพท้า ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับ นปช. ไม่ได้ปลุกระดม นปช. แต่ตนยุยงให้เอามา และจะบอกคนรู้จักให้มากัน คนที่รักตนทั้งในสภาฯ นอกสภาฯ ขอให้มาร่วมกับ นปช. การยุยง หนักกว่าปลุกระดม ให้มาเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ผิด บอกเฉลิมยุยงให้มาแสดงออกกันเยอะ ๆ เพื่อสุเทพจะได้จบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการจำกัดพื้นที่การชุมนุมหรือไม่ ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า กปปส. ทำอะไรได้ นปช. ก็ทำได้ แต่ไม่ให้ทะเลาะกัน มีสิทธิ์ไปห้ามเขาได้อย่างไร กปปส. ออกอาละวาดทุกวัน ยึดที่โน่นที่นี่ ทำได้หมด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ศอ.รส. เตรียมความพร้อมในการดูแลความเรียบร้อยของการชุมนุมวันที่ 5 เมษายนอย่างไร ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า กำลังตำรวจพร้อม ไม่ได้มีการเตรียมแผนใด เพราะทางคนเสื้อแดงไม่มาทะเลาะด้วยอยู่แล้ว และไม่ไปเคลื่อนขบวนไปปิดสถานที่ราชการ นปช.ชุมนุมมีวินัย ไม่เหมือนนายสุเทพ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ศอ.รส. ห่วงมือที่สามที่จะเข้ามาแทรกระหว่างผู้ชุมนุมสองกลุ่มหรือไม่ ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า ห่วงทำไมจะไม่ห่วง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย วิจารณ์ม็อบ กปปส. วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังมีคนไปยิงโรงแรมของนายชูวิทย์เสียหาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการดูแลการชุมนุมของทั้งสองกลุ่ม นายกรัฐมนตรีได้กำชับอะไรหรือไม่ ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า นายกฯ น่าเคารพ เวลาที่นายกฯ มอบหมายงานอะไรให้ตนแล้วนายกฯ ไม่เคยถาม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการประเมินตัวเลขจำนวนผู้ชุมนุม นปช. ในวันที่ 5 เมษายนนี้ไว้อย่างไร ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า ถ้าเติมแฟนการเมืองของตนเข้าไปด้วยก็จะเยอะ แต่ตอนนี้ยังไม่รู้จำนวนเพราะอีกหลายวัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความห่วงใยนายกรัฐมนตรีในกรณี ป.ป.ช. จะชี้มูลเรื่องโครงการจำนำข้าวหรือไม่ ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า ไม่ห่วง ถ้าจัดการเลือกตั้งเมื่อไร นายกฯ ก็ลงอีกเบอร์ 1 เรื่องคดีก็ว่าไป ก็กลับมาเป็นนายกฯ ใหม่ ป.ป.ช. อาจจะสรุปว่าไม่ผิด แต่หากกรณีที่ร้ายแรงที่สุดว่าผิดก็ส่งต่อไปที่อัยการสูงสุด อัยการสูงสุดอาจจะบอกว่าไม่ผิด แต่ถ้าบอกว่าผิด ก็ไปต่อที่ศาลฎีกา นายกฯ ยังเป็นนายกฯ ได้อีก 5 ปี
วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557
ผอ.ศอ.รส.ย้ำนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
ผอ.ศอ.รส.ย้ำนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีนายกฯ คนกลาง พร้อมเรียกร้องพรรคประชาธิปัตย์-เลขาธิการ กปปส.เข้าสู่เวทีกติกาตามระบอบประชาธิปไตย ชี้ อำนาจอธิปไตยเป็นของคนทั้งชาติ ระบุการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธสามารถทำได้
วันนี้ (28 มี.ค.57) เวลา 10.25 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. ให้สัมภาษณ์กรณีเกิดเหตุยิงระเบิดเอ็ม 79 ภายในสำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นนทบุรี ได้รายงานว่ามีการยิงระเบิดเอ็ม 79 2 ลูก เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3-4 คน พบอาวุธปืนอาร์ก้า 1 กระบอก ปืนปากกา 1 ด้าม ปืนลูกซอง และได้ขยายผลพบอาวุธปืนเอ็ม 79 ในบริเวณใกล้เคียงแต่ยังหาผู้ครอบครองไม่ได้ โดยทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมาย ใครผิดต้องรับโทษ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน โดยเมื่อเกิดเหตุที่ ป.ป.ช. คนก็เพ่งเล็งมายังรัฐบาล เรื่องแบบนี้แกล้งกันได้ง่าย ๆ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคู่ความอยู่กับ ป.ป.ช.
“ผมอยากเรียนว่าบรรดาผู้ดีรัตนโกสินทร์ ผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นคนชั้นสูงต้องมีจิตใจสูงด้วย อย่าแสดงตนเป็นคนชั้นสูงแล้วจิตใจต่ำ คุณต้องรักษากติกาประชาธิปไตย คุณมาปลุกระดมกันทำไม ไปเอานายกฯ คนกลาง ไม่มี นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง คุณพยายามสุมหัว รวมหัว สร้างกระแส เหมือนว่าถ้าไม่มีนายกฯ คนกลาง บ้านเมืองจะไปไม่ได้ ถ้ามีนายกฯ คนกลางเมื่อไร แค่รับตำแหน่งจะรู้ว่านรกมีจริง ผมขอถามว่า กปปส. มั่นใจว่ารัฐบาลเพื่อไทยแย่แล้ว ประชาธิปัตย์ก็มั่นใจ แต่ทำไมไม่ยอมลงเลือกตั้ง ถ้าคุณลงเลือกตั้งแล้วเป็นรัฐบาล คุณก็ไปปฏิรูป ผมก็นั่งดูตำราไม่น้อยกว่าพวกช่างพูด คุณจะทำอย่างไร ชี้มูลนายกฯ พักการปฏิบัติหน้าที่ ให้รองนายกฯ สุรพงษ์รักษาการ คุณบอกเอาใหม่แล้ว ไม่ได้ ต้องหมดทั้งคณะ ถ้าหมดทั้งคณะไม่มีรัฐบาล แล้วเอาใครมาเป็นนายกฯ รัฐธรรมนูญเขียนไว้เสร็จว่านายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาฯ ต้องรับสนองพระบรมราชโองการ ไม่มีทางจะไปเคลื่อนไหวเลย ก็มาสู่เวที มาสู่กติกา มาสู่การเลือกตั้ง และกว่า ป.ป.ช. ชี้มูลเสร็จ คดีก็ยังไม่เสร็จ นายกฯ ก็มีสิทธิลงสมัคร พอ ป.ป.ช. ชี้มูลเสร็จ ต้องไปอัยการต่อ อัยการจะฟ้องหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ กลับมา ป.ป.ช. ถ้าอัยการไม่ฟ้อง ป.ป.ช. จะฟ้องก็ต้องไปศาลฎีกา กี่ปี ให้เลิกคิดเรื่องนายกฯ คนกลาง คุณใฝ่สูงแต่จิตใจอย่าต่ำ รักประชาธิปไตยต้องไปเลือกตั้ง ตายกันตั้งเท่าไรก็เพราะเรียกร้องนายกฯ นอกระบบ บ้านเมืองวันนี้ไปไม่ได้” ผอ.ศอ.รส. กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าความพยายามในการที่จะให้มีนายกฯ คนกลางของคนกลุ่มหนึ่งตามที่ ผอ.ศอ.รส. กล่าวนั้นมองว่าขณะนี้มีความเคลื่อนไหวที่รุนแรงหรือไม่ ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า เขาทำทุกทางแต่ไม่สำเร็จ เพราะติดรัฐธรรมนูญ ทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ฉีกรัฐธรรมนูญอย่าไปคิดเลย เสียเวลา ไม่ลงเลือกตั้ง ไม่เอาประชาธิปไตย แต่อยากเป็นใหญ่ในบ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวหลายเรื่องทั้งการให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เว้นวรรค หรือการที่พรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส. มองว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีสถานภาพเป็นอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คนอื่นปล่อยข่าว ในพรรคเพื่อไทยนิ่งเป็นหนึ่งเดียว แล้วทำไมต้องเว้นวรรค ชื่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ้าลงสมัครแล้วตำรวจจับหรือ พวกปากเสียบอกว่าชินวัตรอยู่ในประเทศไทยไม่ได้ ก็ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดทำไมจะอยู่ไม่ได้ เรื่องคดีความก็ว่ากันไป และตนมองว่าถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ส่งนายกฯ ยิ่งลักษณ์ลงเลือกตั้งลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส. ไม่เกินครึ่งหนึ่ง พรรคเพื่อไทยก็ยังชนะอยู่แต่จะจัดตั้งรัฐบาลลำบาก
ผู้สื่อข่าวถามถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม กปปส. ในวันพรุ่งนี้ ศอ.รส. ได้เตรียมการดูแลสถานการณ์ความอย่างไร ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดูแลความสงบเรียบร้อย ถ้าชุมนุมสงบ ปราศจากอาวุธก็เป็นสิทธิ ตนได้รับรายงานว่ามีการระดมคนจากปักษ์ใต้ประมาณ 7,000 คน และมีมาจากจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งประเมินว่ามีผู้ชุมไม่เกิน 30,000 คน คนกรุงเทพฯ เบื่อ ไม่ชอบนายกฯ คนกลาง เขาชอบนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งเพราะมีโอกาสปรับเปลี่ยน ถ้าไม่ชอบก็ไม่เลือก ตนมองว่าม็อบ กปปส. เป็นม็อบมีเส้นก็คึกคัก ทำอะไรได้หมด แต่ไม่มีอะไร ไม่มีใครเอาด้วยแล้ว เมื่อคืนนี้เหลือยอดผู้ชุมนุม 2,500 คน คนที่ชุมนุมในสวนลุมพินีก็หน้าเดิม ๆ ทั้งนั้น ไม่ได้มีแปลกแหวกแนว ส่วนหากจะเกิดเหตุมือที่สามเกิดขึ้นก็เพราะเขาทำกันเอง ทั้งยังมองว่านายสุเทพไม่มีราคา คนมีราคาต้องไม่ทำอย่างนี้ ต้องเข้าสู่ระบบ มาตามระบอบ แต่ไปเรียกร้องทหาร อำนาจอธิปไตยเป็นของคนทั้งชาติ เรื่องนายกฯ คนกลางจบแล้ว ถ้าใครออกมาพูดตนจะวิจารณ์ ตนยึดพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย
“อยากให้ทุกหน่วยงานทำเหมือนกับ ป.ป.ช. คือใครบุกรุกให้แจ้งจับ ร้องศาล แต่หน่วยงานอื่นไม่ค่อยเอา พอม็อบไปก็กลัว ต้องอย่ากลัวแบบ ป.ป.ช. ใครไปบุกรุกให้แจ้งจับ ม็อบมีเส้นทำอะไรได้ทุกอย่าง แล้วบ้านเมืองจะไปได้อย่างไร ถ้าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้เกิดม็อบมีเส้นต้องคิดเลิก เพราะตอนนี้เศรษฐกิจหด ท่องเที่ยวไม่มี จะเป็น 1 ใน 10 ของเออีซีที่ยุ่งยากที่สุดเพราะพรรคประชาธิปัตย์ ถ้ามั่นใจว่าคะแนนนิยมดี กลัวอะไรกับการเลือกตั้ง” ผอ.ศอ.รส. กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. จะมาพบ ผอ.ศอ.รส. เพื่อสอบถามเรื่องการใช้งบประมาณของ ศรส.-ศอ.รส. โดย ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า “ผมไม่ชี้แจง ผมไม่เคยให้เกียรตินายสมชัย ไปถามเจ้าหน้าที่ได้ว่าผมไม่เคยเบิกสัก 10 สตางค์ ส่วนตัวไม่เคยเลย แล้วผมจะไปชี้แจงเรื่องอะไร ขอให้นายสมชัยพูดให้น้อย จะไม่สับสน คนเป็น กกต. เขาต้องเป็นกลาง ทำตัวอย่างนี้คุณลาออกมาเถอะ กกต. 4 คนก็ทำงานได้ ผมไม่ต้อนรับ ถึงมาผมก็ไม่ร่วมประชุมด้วย เสียเวลา ไม่มีเกียรติพอสำหรับ ผอ.ศอ.รส. ที่จะต้อนรับ ผมเชื่อว่า กกต. อีก 4 คนเขาอึดอัด ต้องเปลี่ยนหน้าที่อย่าให้อยู่ตำแหน่งนี้ คนเป็น กกต. ต้องทำตัวเป็นกลาง ไม่ใช่พล่านไปพล่านมาอย่างนายสมชัยทุกวันนี้ เขาไม่ออกเฟสบุ้กกันหรอก อยู่ตำแหน่ง กกต. มีเกียรติ ทำตัวอย่างนี้ใครจะไปเคารพ ผมเป็นหนึ่งในจำนวนที่ไม่เคารพ ไม่ให้เกียรติ ไม่สนใจ ถ้าอยากจะมาฟังคนอื่นก็เชิญ เฉลิมไม่มีเวลา"
วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557
CAPO’S ANNOUNCEMENT OF 27/03/2014
At 13:00 hrs., the Center for the Administration of Peace and Order (CAPO) informed the press on the outcome of the meeting of the CAPO earlier in the day, gist as follows:
The CMPO has received a report from the Metropolitan Police and Provincial Police regional commands regarding the legal proceedings against the election obstructions. So far, there are 191 cases involving election obstructions (51 cases in Bangkok and 140 cases in other provinces) and 180 cases involving the failure of electoral officers to perform their duties (66 cases in Bangkok and 114 cases in other provinces). 201 person already faced arrest warrants. 226 person have been brought to justice. 1713 Election Commission officers also failed to perform their duties. For those public officers who failed to perform their duties, the Office of Pubilc Sector Anti-Corruption Commission (PACC) is proceeding with investigation and will bring those public officers concerned into justice.
The CMPO had managed to reopen 67 government offices. The CAPO wished to urge all the parties concerned to stop blockading government officers, as the blockage has resulted in difficulties for public servants to deliver services to the public.
The CAPO wished to reiterate its responsibility as a body to uphold peace and order in Bangkok and the metropolitan area and reaffirmed that it will continue the process of investigation and prosecution against actions those violated the law in various occasions particularly the elections obstructions. The CAPO is of view that the situation could escalate and more conformations may occur. Yesterday, there was a shooting of M79 bomb at Changwattana protest, the CAPO immediately sent combined officers to investigate at the site.
On 20 March, the police officers also arrested two men who were equipped with 2 sniper rifles and 20 bullets, those two men intended to sell these weapons to those who may want to use during the protest. The CAPO has been following the case closely, and urged investigation officers to proceed with further investigations.
The CMPO has received a report from the Metropolitan Police and Provincial Police regional commands regarding the legal proceedings against the election obstructions. So far, there are 191 cases involving election obstructions (51 cases in Bangkok and 140 cases in other provinces) and 180 cases involving the failure of electoral officers to perform their duties (66 cases in Bangkok and 114 cases in other provinces). 201 person already faced arrest warrants. 226 person have been brought to justice. 1713 Election Commission officers also failed to perform their duties. For those public officers who failed to perform their duties, the Office of Pubilc Sector Anti-Corruption Commission (PACC) is proceeding with investigation and will bring those public officers concerned into justice.
The CMPO had managed to reopen 67 government offices. The CAPO wished to urge all the parties concerned to stop blockading government officers, as the blockage has resulted in difficulties for public servants to deliver services to the public.
The CAPO wished to reiterate its responsibility as a body to uphold peace and order in Bangkok and the metropolitan area and reaffirmed that it will continue the process of investigation and prosecution against actions those violated the law in various occasions particularly the elections obstructions. The CAPO is of view that the situation could escalate and more conformations may occur. Yesterday, there was a shooting of M79 bomb at Changwattana protest, the CAPO immediately sent combined officers to investigate at the site.
On 20 March, the police officers also arrested two men who were equipped with 2 sniper rifles and 20 bullets, those two men intended to sell these weapons to those who may want to use during the protest. The CAPO has been following the case closely, and urged investigation officers to proceed with further investigations.
สรุปผลการประชุม ศอ.รส.เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส.มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบดังนี้
เรื่องที่ ๑ ศอ.รส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๗ ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้
๑) คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น ๑๙๑ คดี แยกเป็นคดีเกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๕๑ คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน ๑๔๐ คดี
๒) คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น ๑๘๐ คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๖๖ คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน ๑๑๔ คดี
รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น ๓๗๑ คดี โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น ๒๐๑ คน ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว ๒๒๖ คน ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง ๑,๗๑๓ คน
สำหรับในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐที่จงใจหลีกเลี่ยงไม่จัดการเลือกตั้งนั้น วันนี้ ศอ.รส. ได้รับการชี้แจงจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐว่า สำนักงาน ป.ป.ท. ได้รับรายละเอียดการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ท. จะได้ดำเนินการเร่งรัดไต่สวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ศอ.รส. จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้
เรื่องที่ ๒ ตามนโยบายของ ศอ.รส. ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการที่กลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใด ได้นำมวลชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐต่างๆ ดังนั้น ศอ.รส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ดำเนินการเปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ถึง ๖๗ แห่งแล้ว ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอร้องกลุ่มมวลชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใดให้งดเว้นการเข้าปิดล้อม ปิดกั้น และคุกคามการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ ศาล และหน่วยงานต่างๆ เพราะเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะการให้บริการประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ก็จะต้องหยุดลง หรือเป็นโดยล่าช้าหรือเสียหาย อันเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย โดยหาได้เกิดประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย นอกจากนี้ ศอ.รส. ยังมีนโยบายให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับแกนนำกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใดที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งศาลได้มีการออกหมายจับผู้กระทำผิดแล้วหลายราย และแม้ว่าการเข้าจับกุมผู้กระทำผิดอาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันที แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะไม่ละเลย และจะทำการจับกุมดำเนินคดีทันทีเมื่อมีโอกาสอันเหมาะสมว่าจะไม่เกิดการปะทะหรือสูญเสีย ซึ่งความผิดในเรื่องนี้มีอายุความอันยาวนาน
เรื่องที่ ๓ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในสถานการณ์ที่เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายต่างๆ จนอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุร้ายที่มีการใช้อาวุธปืนและระเบิดยิงเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในระยะหลังมานี้ และเมื่อคืนที่ผ่านมานี้ก็มีเหตุยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าไปในพื้นที่ชุมนุมที่ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่ง ศอ.รส. ได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และพลเรือนฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบเหตุดังกล่าวโดยทันที
อนึ่ง จากการที่ ศอ.รส. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนหาข่าวเพื่อระงับเหตุร้ายต่างๆ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๗ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ดำเนินการตรวจค้นและสามารถจับกุมผู้ต้องหา ๒ คนซึ่งพกพาอาวุธปืนยาวสไนเปอร์ (เซกาเซ่) ได้จำนวน ๒ กระบอก พร้อมกระสุน ๒๐ นัด โดยลักลอบนำมาเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้า อาวุธปืนดังกล่าวถือเป็นอาวุธร้ายแรงที่สามารถนำมาดัดแปลงเป็นปืนซุ่มยิงเพื่อใช้ในการลอบสังหารได้โดย ศอ.รส. จะได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
______________________
เรื่องที่ ๑ ศอ.รส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๗ ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้
๑) คดี กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น ๑๙๑ คดี แยกเป็นคดีเกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๕๑ คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด จำนวน ๑๔๐ คดี
๒) คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น ๑๘๐ คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๖๖ คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน ๑๑๔ คดี
รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น ๓๗๑ คดี โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น ๒๐๑ คน ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว ๒๒๖ คน ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง ๑,๗๑๓ คน
สำหรับในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐที่จงใจหลีกเลี่ยงไม่จัดการเลือกตั้งนั้น วันนี้ ศอ.รส. ได้รับการชี้แจงจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐว่า สำนักงาน ป.ป.ท. ได้รับรายละเอียดการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ท. จะได้ดำเนินการเร่งรัดไต่สวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ศอ.รส. จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยเคร่งครัด และป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้
เรื่องที่ ๒ ตามนโยบายของ ศอ.รส. ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการที่กลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใด ได้นำมวลชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐต่างๆ ดังนั้น ศอ.รส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ดำเนินการเปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ถึง ๖๗ แห่งแล้ว ทั้งนี้ ศอ.รส. ขอร้องกลุ่มมวลชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใดให้งดเว้นการเข้าปิดล้อม ปิดกั้น และคุกคามการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ ศาล และหน่วยงานต่างๆ เพราะเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะการให้บริการประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ก็จะต้องหยุดลง หรือเป็นโดยล่าช้าหรือเสียหาย อันเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย โดยหาได้เกิดประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย นอกจากนี้ ศอ.รส. ยังมีนโยบายให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับแกนนำกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใดที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งศาลได้มีการออกหมายจับผู้กระทำผิดแล้วหลายราย และแม้ว่าการเข้าจับกุมผู้กระทำผิดอาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันที แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะไม่ละเลย และจะทำการจับกุมดำเนินคดีทันทีเมื่อมีโอกาสอันเหมาะสมว่าจะไม่เกิดการปะทะหรือสูญเสีย ซึ่งความผิดในเรื่องนี้มีอายุความอันยาวนาน
เรื่องที่ ๓ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในสถานการณ์ที่เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายต่างๆ จนอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุร้ายที่มีการใช้อาวุธปืนและระเบิดยิงเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในระยะหลังมานี้ และเมื่อคืนที่ผ่านมานี้ก็มีเหตุยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าไปในพื้นที่ชุมนุมที่ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่ง ศอ.รส. ได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และพลเรือนฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบเหตุดังกล่าวโดยทันที
อนึ่ง จากการที่ ศอ.รส. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนหาข่าวเพื่อระงับเหตุร้ายต่างๆ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๗ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ดำเนินการตรวจค้นและสามารถจับกุมผู้ต้องหา ๒ คนซึ่งพกพาอาวุธปืนยาวสไนเปอร์ (เซกาเซ่) ได้จำนวน ๒ กระบอก พร้อมกระสุน ๒๐ นัด โดยลักลอบนำมาเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้า อาวุธปืนดังกล่าวถือเป็นอาวุธร้ายแรงที่สามารถนำมาดัดแปลงเป็นปืนซุ่มยิงเพื่อใช้ในการลอบสังหารได้โดย ศอ.รส. จะได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
______________________
วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557
ผอ.ศอ.รส.สั่งการหาตัวคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 พื้นที่นนทบุรี พร้อมเรียกร้องจัดเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้า
ผอ.ศอ.รส. สั่งการหาตัวคนร้ายกรณีเหตุระเบิดเอ็ม 79 ในพื้นที่ จ.นนทบุรี ย้ำดำเนินการโดยเด็ดขาด ระบุไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ กกต.จัดการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้า-ให้เลขาธิการ กปปส.-พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง ก่อนปฏิรูปการเมือง ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่
วันนี้ (25 มี.ค.57) เวลา 10.30 น. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. ให้สัมภาษณ์ กรณีเกิดเหตุระเบิดเอ็ม 79 ลงในพื้นที่ จ.นนทบุรี เมื่อคืนวานนี้ว่า ผู้บังคับการตำรวจและผู้ว่าราชการ จ.นนทบุรีได้รายงานให้ทราบเมื่อเวลา 22.40 น.ที่ผ่านมาว่าคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 3 ลูกไปตกที่สำนักงาน ป.ป.ช. 1 ลูก ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 1 ลูก และอีก 1 ลูกกำลังค้นหา ซึ่งได้สั่งการให้สืบหาตัวคนร้ายให้ได้ ส่วนจะเชื่อมโยงกับกลุ่มเดียวกันที่เคยก่อเหตุก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น มองว่าวันนี้มีมือที่สาม เพราะพอมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นรัฐบาลก็เดือดร้อน ศอ.รส.ก็นั่งไม่ติด และได้สั่งการไปว่าถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิดต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด ตนมีหน้าที่ดูแลก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ทั้งกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นในช่วงนี้ ส่วนตัวไม่อยากให้เกิดรุนแรง ไม่อยากให้เผชิญหน้า วันนี้ดีที่ได้ทหารเข้ามาช่วยทำงาน
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลางที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพบว่ามีความรู้ความสามารถทุกคน โดยบางคนตนรู้จักและสนิทสนมด้วย ซึ่งอยากขอเรียนฝากด้วยความเคารพว่าอย่าหาทุกข์ใส่ตัวเลย ถ้าเข้ามาเป็นนายกฯ คนกลางจะพบว่านรกมีจริง เริ่มตั้งแต่ประกาศชื่อ ครอบครัวจะเดือดร้อน ไปไหนก็ไม่สะดวก รวมทั้งขอฝากไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์ว่า นายสุเทพโฆษณาประชาสัมพันธ์ทุกคืนว่าพี่น้องประชาชน มวลมหาประชาชนศรัทธา กปปส. ดังนั้น ขอให้นายสุเทพกับพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง เพราะประชาชนศรัทธา ถ้าชนะเลือกตั้งก็เป็นรัฐบาลแล้วปฏิรูปการเมืองตามที่นายสุเทพต้องการ นายสุเทพกล่าวหาพรรคเพื่อไทยว่าทำผิดโน่นนี่นั่น นายสุเทพเชื่อว่าประชาชนศรัทธา ประชาธิปัตย์ก็ชนะ ถ้านายสุเทพมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างที่นายสุเทพคิด พรรคเพื่อไทยก็แพ้เป็นฝ่ายค้าน แล้วบ้านเมืองสงบ เลือกตั้งเสร็จก็ปฏิรูปการเมือง แล้วยุบสภาฯ อีกครั้งเลือกตั้งใหม่
“ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคเพื่อไทยไปบีบคั้น ป.ป.ช. ไม่จริง แต่เขาสงสัยว่าคดีคุณอภิสิทธิ์เรื่องข้าว ถูกร้องไม่ถูกสอบ อ้างว่าหลักฐานยังหาไม่พบ ก็รอให้พบแล้วสอบพร้อมกันสิ เรื่องอื่น ๆ ที่ค้างอยู่ก็สอบพร้อมกันสิ คนจะได้ไม่ข้องใจ แต่นี่หยิบฉวย ๆ ๆ เรื่องของพรรคเพื่อไทยทั้งนั้น คนก็แคลงใจได้ เอาเลยกำนัน มั่นใจคะแนนนิยมดีมาลงเลือกตั้ง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปนอกกำหนด 60 วัน ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า เป็นไปได้เพราะเป็นสิทธิของ กกต. แต่ตนขอเรียกร้องว่าขอให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างรวดเร็ว บ้านเมืองจะได้ไปได้ เพราะจะไปทำอะไรสุดท้ายแล้วก็ทำไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กกต. บอกว่าหากพรรคประชาธิปัตย์บอยคอตไม่ลงเลือกตั้งเป็นรอบที่สอง ก็ไม่เข้าข่ายถูกยุบพรรค ตามกฎหมายแล้วสามารถทำได้หรือไม่ ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า ตนไม่สามารถวิเคราะห์พรรคประชาธิปัตย์ได้ พรรคเทวดา ทำอะไรไม่ผิด เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ตนเก็บตำรากฎหมายใส่ตู้หมดแล้ว และขอฝากบอกนายสุเทพที่บอกว่าตนได้ปริญญาเอกปลอมนั้นกรุณาไปตรวจสอบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศอ.รส. เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
เรื่องที่ ๑ ตามที่ได้เกิดเหตุชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก เป็นแกนนำ มีการกระทำที่ล่วงละเมิดต่อกฎหมายหลายเรื่องหลายกรณี อาทิเช่น การกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยร่วมกันกระทำการเป็นกบฏตามมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมาย ตามมาตรา ๑๑๖ ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา ๒๑๕ มีการปลุกระดม ยุยง ปลุกปั่นให้ประชาชนล้มล้างอำนาจรัฐและล่วงละเมิดกฎหมายด้วยวิธีการต่าง ๆ อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในหลายพื้นที่ มีการปิดการจราจรในถนนสำคัญ บุกรุกและยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง ไล่ข้าราชการ พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากสถานที่ราชการ ตัดน้ำตัดไฟ เอาโซ่คล้องประตูเพื่อไม่ให้ข้าราชการ พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทำงานได้ ทำให้การบริการของรัฐให้แก่ประชาชนไม่สามารถดำเนินการไปได้ตามปกติ ก่อให้เกิดความวุ่นวาย เกิดความล่าช้า มีความพยายามจะเข้าควบคุมตัวผู้บริหารหรือบุคคลสำคัญที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ขัดขวางการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนทั่วไป ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน เสียหายและเกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ตลอดจนมีการใช้กำลัง ขัดขืนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย มีการก่อเหตุร้ายโดยกลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่ายทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก รวมถึงการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดภาคใต้ เป็นผลให้เกิดการเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จนในที่สุดศาลได้ออหมายจับนายสุเทพฯ พร้อมแกนนำ กปปส. จำนวนมาก ทั้งในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ข้อหาขัดขวางการเลือกตั้ง และข้อหาฉกรรจ์อื่น ๆ อีกหลายข้อหา
บัดนี้ รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ แล้ว และได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ พร้อมกับจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. โดยมีร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้อำนวยการ ศอ.รส.
ศอ.รส. ขอเรียนว่า ศอ.รส. ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับกลุ่ม กปปส. กับกลุ่ม นปช. หรือกับกลุ่มใด แต่ ศอ.รส.เป็นหน่วยงานพิเศษตามกฎหมายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย และบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ ศอ.รส.จะปฏิบัติหน้าที่ไม่สำเร็จลุล่วงเลยถ้าขาดการร่วมมือจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะความร่วมมือที่จะไม่ออกจากบ้านไปชุมนุม หรือไปยังสถานที่เสี่ยงในยามวิกาล หรือกระทำการใด ๆ ตามที่แกนนำ กปปส. ยุยงส่งเสริม ซึ่งจะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ศอ.รส. ร่วมกับตำรวจ ทหารและพลเรือน ทุกฝ่าย จะพยายามปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่บ้านเมืองเหมือนเช่นเดิมโดยเร็ว
เรื่องที่ ๒ ศอ.รส.ขอเรียนชี้แจงถึงการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยเฉพาะกลุ่มแกนนำของ กปปส. ที่ได้กระทำผิดอย่างต่อเนื่องต่างกรรมต่างวาระตลอดมาว่า แม้จะได้มีการประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ แล้วก็ตาม ผลในทางกฎหมายต่อการดำเนินคดีแกนนำผู้กระทำผิดหาได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่สอบสวนทั้งตำรวจ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการที่เข้าร่วมสอบสวน ยังคงมีหน้าที่ดำเนินการสืบสวนสอบและนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อรับโทษต่อไป โดยเฉพาะความผิดต่าง ๆ ที่แกนนำได้กระทำไปแล้ว ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ จึงหาได้ยกเลิกเพิกถอนไปแต่ประการใด เช่น ความผิดร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ความผิดการขัดขวางการเลือกตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง และความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพัน คงมีแต่หมายจับเฉพาะหมาย ฉ ที่ศาลได้ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เท่านั้นที่สิ้นผลไป และในวันนี้ ศาลอาญาธนบุรีได้อนุมัติหมายจับ นายชุมพล จุลใส ในฐานขัดขวางการเลือกตั้ง จากการที่ได้เป็นแกนนำพามวลชนไปปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งสำนักงานเขตภาษีเจริญ ทั้งนี้ ศอ.รส.จะได้กำกับดูแลและเร่งรัดให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยรอบคอบ รวดเร็ว และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องปรามให้ผู้ที่กำลังกระทำความผิดอยู่ ยุติการกระทำผิดเสีย และมิให้เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้ที่คิดจะกระทำผิด ในอนาคต
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
ป้ายกำกับ:
ธาริต เพ็งดิษฐ์,
ศอ.รส.,
ศอ.รส. แถลงการณ์
วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557
ประณาม กปปส.ใช้กำลังข่มขู่ข้าราชการ
21 มกราคม 2557 เวลา11.30น.นายชัยเกษม นิติศิริ รมว.ยุติธรรม เเถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ว่า "การชุมนุมของกปปส.อย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดความวุ่นวายเเละไม่สงบเรียบร้อยในบ้านมือง เเกนนำกปปส.ตกเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏ คดีนี้เป็นคดีพิเศษเเละได้มีการเเจ้งข้อกล่าวหา58เเกนนำกปปส. มาตรา113-114-116-215 เเห่งประมวลกฎหมายอาญา การชุมนุมดังกล่าวยกระดับที่เพิ่มความรุนเเรงเป็นลำดับจนกระทั่งปิดกทม.ตั้งเวทีต่อต้านรัฐบาลบนถนนหลายสาย เเละบุกรุกสถานที่ราชการจนประชาชนเเละข้าราชการเข้าไปไม่ได้ ใครไม่เห็นด้วยผู้ชุมนุมจะถูกคุกคามข่มขู่ การกระทำดังกล่าวนั้นถือว่าผิดกฎหมายเเละไม่ให้เกียรติ ดูหมิ่น คุกคาม ข้าราชการเเละหน่วยงานของรัฐขณะปฏิบัติหน้าที่ เเม้กปปส.จะกระทำการดังกล่าว เเต่ข้าราชการเเละหน่วยงานของรัฐยังทุ่มเททำหน้าที่ของตัวเองภายใต้สถานการณ์กดดันอย่างไม่ย่อท้อ รัฐบาลขอชื่มชมเเละให้กำลังใจ ขอบคุณข้าราชการทุกคนที่มุ่งมั่นทุ่มเทปฏิบัติภารกิจเต็มที่เพื่อประโยชน์บ้านเมืองเเละประชาชนเเม้ต้องอดทนต่อการคุกคามเเละไม่สามารถทำงานในสถานที่ปกติได้ รัฐบาลพยายามเต็มที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยปฏิบัติราชการเพื่อบริการประชาชนได้ตามปกติ ขอให้มั่นใจว่าประชาชนติดต่อราชการได้ตามปกติ หากมีขัดข้องติดต่อหมายเลขโทรศัพท์1111"
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวว่า "วันที่ 20 มกราคมเเกนนำกปปส.จำนวนหนึ่งนำมวลชนไปปิดล้อมอาคารซอฟท์เเวร์ปาร์ค ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานชั่วคราวของดีเอสไอ โดยผู้ชุมนุมบุกไปตามชั้นต่างๆข่มขู่ไล่ต้อนข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ออกจากสถานที่ โดยนำโซ่เเละกุญเเจคล้องห้องทำงาน ร้ายเเรงกว่านั้นเเกนนำเเละการ์ดกปปส.ล้อมกรอบพ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ดีเอสไอ โดยขู่เข็ญด่าว่า ทำให้พ.ต.อ.นิรันดร์ยกมือไหว้ขอร้องอย่าใช้ความรุนเเรงเเละทำร้าย การกระทำดังกล่าวนอกจากผิดกฎหมายเเละยังนับเป็นเเบบอย่างเลวร้ายที่ไม่ควรเป็นเเบบอย่างในสังคม ตนขอประณามการกระทำของเเกนนำเเละควรยุติการกระทำอันเลวร้าย เเม้เจ้าหน้าที่จะใช้อาวุธต่อสู้ป้องกันตัวได้โดยชอบด้วยกฎหมายเเต่ได้หลีกเลี่ยงตามนโยบายรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นเครื่องมือของเเกนนำ อาคารนั้นเป็นสมบัติของประชาชนเเละการปฏิบัติงานของข้าราชการคือบริการประชาชน การกระทำของเเกนนำทำให้ทรัพย์สินข้าราชการเสียหาย มันคือการทำร้ายประเทศเเละประชาชนโดยตรง เเม้สถานการณ์ยุ่งยาก ตนยืนยันว่าข้าราชการของกรมนี้มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม เพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเเละละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ในยามบ้านเมืองวุ่นวาย ขอร้องประชาชนอย่าร่วมชุมนุมเเละสนับสนุนการชุมนุมเเละอาจกลายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย ทั้งนี้เพื่อยุติความเสียหายของประเทศ"
ป้ายกำกับ:
กปปส.,
ชัยเกษม นิติศิริ,
ธาริต เพ็งดิษฐ์,
ศอ.รส.
ศอ.รส. แถลง ผบ.ตร. สั่งเพิ่มจุดตรวจ และการตรวจร่วมตำรวจ-ทหาร ยืนยันเหตุระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เจ้าหน้าที่เร่งทำงานเต็มที่
วันที่ 20 มกราคม 2557 พลตำรวจตรีอนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เปิดเผยว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เพิ่มจุดตรวจ รวมทั้งการตรวจร่วมทหารกับตำรวจด้วย โดยเน้นการควบคุมอาวุธ หลังเกิดความรุนแรงในการชุมนุมขึ้นหลายครั้ง นอกจากนี้ยังได้ประชุมเจ้าหน้าที่สืบสวนเพื่อเร่งรัดคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปมีส่วนร่วมแต่อย่างใด มีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยเท่านั้น
สำหรับผลการปฏิบัติงานของตำรวจ บริเวณด่านตรวจรอบพื้นที่ชุมนุม เมื่อคืนที่ผ่านมาสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ทั้งหมด 23 ราย โดยยึดอาวุธปืนได้ 4 กระบอก พร้อมผู้ต้องหา 4 คน, อาวุธมีด 11 เล่ม ส่วนคดียาเสพติดสามารถยึดยาบ้า 359 เม็ด ยาไอซ์ 332 กรัม และใบกระท่อม 45 ใบ ขณะที่เมื่อคืน เวลาประมาณ 22.00 น. ที่ด่านตรวจความมั่นคงบริเวณสะพานพุทธยอดฟ้าฯ พบรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีแดงเข้ม ซึ่งผู้ขับขี่ท่าทีมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบระเบิดพลาสติกจำนวน 2 ลูก และอาวุธต่างๆ เช่น มีด, เคียว และกระบอกเหล็ก อีก 17 รายการ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บุปผาราม ดำเนินคดี
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ที่บริเวณด่านตรวจสะพานพุทธ หลังพบท่าทีพิรุธของรถยนต์กระบะคันหนึ่ง จึงเรียกตรวจค้นพบของกลางเป็นไม้คมแฝก หน้าไม้ ระเบิดพลาสติกปลอม อาวุธมีด และเคียว ก่อนนำตัวไปสอบสวน ขณะที่เหตุระเบิดบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวานนี้ ทาง ศอ.รส. ได้เร่งรัดเพื่อจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
ทั้งนี้ สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในวันนี้ กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. มีการเคลื่อนตัวไปปิดธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สนามบินน้ำ เป็นต้น ขณะที่ในต่างจังหวัดได้มีการตั้งเวทีคู่ขนานร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. 18 จังหวัด ในภาคต่างๆ รวมถึงมีมวลชนที่สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งอีก 11 จังหวัด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











