แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สรุปผลการประชุม ศรส. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สรุปผลการประชุม ศรส. แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

๑.   ศรส.มีความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร จากการชุมนุมปิดกรุงเทพของ กปปส. ซึ่งสถานการณ์ในวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจนเกิดเหตุร้ายรายวัน  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการกระทำของฝ่ายใดหรือกลุ่มใด  ก็ล้วนเป็นภัยอันตรายต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง  ศรส.ได้ขอร้องไม่ให้ทุกฝ่ายออกมาเผชิญหน้ากัน ทั้งกลุ่มสนับสนุน กปปส.  กลุ่มต่อต้าน กปปส.  กลุ่ม นปช. และกลุ่มอื่น ๆ  ซึ่งดูจะไม่ได้ผล  ศรส. จึงจำเป็นต้องแจ้งเตือนและขอร้องอย่างจริงใจต่อพี่น้องประชาชนว่า  ขอให้ทุกคน  ได้โปรดอยู่ที่บ้าน  โดยงดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด  เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มความวุ่นวายและซ้ำเติมสถานการณ์อันเลวร้ายต่อบ้านเมืองแล้ว  ตัวท่านเองและบุตรหลานก็จะได้รับอันตรายจากการเข้าร่วมชุมนุมด้วย  และในภาวะวิกฤติจนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองเช่นนี้  การบาดเจ็บล้มตายจะหาตัวผู้กระทำผิดหรือกลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายหรือนำตัวมาลงโทษ จะเป็นไปโดยยากมาก

ศรส.ยังยืนยันว่า ศรส.ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับ กปปส.  กับ นปช.  หรือกับกลุ่มใด  แต่ ศรส.เป็นหน่วยงานพิเศษตามกฎหมายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย และบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง  นำความสงบสุขกลับคืนสู่บ้านเมืองเหมือนเช่นเดิมโดยเร็ว  แต่ ศรส.จะปฏิบัติหน้าที่ไม่สำเร็จลุล่วงเลยถ้าขาดการร่วมมือจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะความร่วมมือที่จะไม่ออกจากบ้านไปชุมนุม หรือไปยังสถานที่เสี่ยงในยามวิกาล

อนึ่ง แม้ ศรส.จะมีข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งด้วยข้อห้าม ๙ ข้อ ดังเป็นที่ทราบกันดีแล้วนั้น  ศรส.ร่วมกับตำรวจ  ทหารและพลเรือน ทุกฝ่ายก็จะพยายามปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ข้อจำกัดอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศรส.ได้รับทราบผลการหารือระหว่างนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ กับ       รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศรส.ว่า  สถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังรุนแรงอยู่ในขณะนี้ สมควรที่ทุกฝ่ายจะได้หันมาร่วมกันเจรจาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย โดย นายบัน คี มุน แสดงความพร้อมที่จะร่วมช่วยเหลือในทุก ๆ มิติกับคนไทยและประเทศไทย โดยเฉพาะการนำเอาแนวทางและประสบการณ์ของนานาประเทศที่เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ มาเป็นข้อมูลประกอบการแก้ปัญหาด้วย

๒.   ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส.  โดยเฉพาะสถานที่ราชการ  ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม  ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ดำเนินการเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ถึง ๖๐ แห่งแล้ว  แต่หลังจากที่ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษา ส่งผลให้ ศรส.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญหลักตามกฎหมายได้  และเป็นผลให้ กปปส. ไปบุกรุก ปิดล้อมสถานที่ราชการและขับไล่ข้าราชการไม่ให้ทำงานอีก ข้อมูลจนถึงเช้าวันนี้ กปปส. ได้กลับไปบุกรุกปิดล้อมส่วนราชการและบริษัทเอกชน รวมจำนวน ๑๑ แห่ง  นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม   สื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กลุ่ม กวป.  ได้เข้าปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. และมีกลุ่มชาวนาเข้าไปอยู่ในบริเวณกระทรวงพาณิชย์ แต่มิได้มีการปิดล้อมขับไล่ข้าราชการแต่อย่างใด

๓.   ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า  ณ วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗  ได้รับคดีการขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศไว้แล้วรวมถึง ๑๘๙ คดี  แยกเป็นคดีที่ กปปส.ในกรุงเทพมหานครกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง ๕๑ คดี  กปปส.ในต่างจังหวัดกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง ๑๓๘ คดี  คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๖๒ คดี  และในต่างจังหวัดจำนวน ๑๑๐ คดี รวมคดีทั้งสิ้น ๓๖๑ คดี  โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น ๑๔๑ คน  ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว ๕๕  คน  ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง ๗๖๖ คน                     ศรส.จึงได้กำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีดังกล่าวโดยรวดเร็วและรัดกุม เพื่อป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดซ้ำอีก โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในเร็ววันนี้

๔.   ตามที่นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ แกนนำหลักของ กปปส. แถลงว่า  ยินดีให้ตำรวจและทหารเข้าตรวจความเรียบร้อยในเขตที่มีการจัดชุมนุมได้แล้ว หลังจากที่เดิมไม่ยอมให้เข้าพื้นที่เลยแม้จะมีเหตุร้ายใด ๆ ก็ตาม  ดังนั้น ศรส.จะได้จัดตำรวจและทหารเป็นหน่วยตรวจร่วมเข้าตรวจความเรียบร้อยและเหตุร้ายในบริเวณชุมนุมต่อไป

๕.   ตามนายบุญยอด  สุขถิ่นไทย  ได้ออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า ศรส.ตั้งมา ๓๓ วัน ใช้เงินไปกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทนั้น  ศรส.ขอชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด  ในความเป็นจริงนั้น คณะรัฐมนตรีเพิ่งจะมีมติอนุมัติงบประมาณค่าใช้จ่ายให้ ศรส. แต่ยังจะต้องขอความเห็นชอบ กกต. ก่อน  โดยค่าใช้จ่ายที่จะได้รับนั้นล้วนเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าอาหารของทหารและตำรวจที่เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ  โดย ศรส.ขอยืนยันทุกรายการใช้จ่ายจะเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น และเป็นไปโดยประหยัดเท่าที่จำเป็น ซึ่งไม่ได้มีจำนวนมากมายดังที่เป็นข่าว การให้ข่าวของนายบุญยอดฯ จึงเป็นการจงใจบิดเบือนและให้ร้ายต่อ ศรส.

๖.   สำหรับเหตุร้ายที่เกิดต่อสถานที่ตั้งของ ศรส. โดยมีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด ยิงระเบิด M๗๙  เข้าใส่ ศรส. รวม ๒ ครั้ง  โดยล่าสุดคือ เมื่อคืนวานนี้นั้น  เป็นการกระทำของคนร้ายที่ขาดความรับผิดชอบและพยายามที่จะสร้างสถานการณ์โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อสถานที่ราชการและอันตรายที่จะเกิดกับเจ้าหน้าที่หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ จึงควรแก่การถูกประณามเป็นอย่างยิ่ง

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗


ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

๑. เช้าวันนี้ ศรส.ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดที่เป็นแกนนำ กปปส.  ทั้งที่ได้ถูกศาลออกหมายจับไว้แล้ว  และกลุ่มการ์ดที่กระทำความผิดซึ่งหน้า  รวมทั้งปฏิบัติการเพื่อเปิดสถานที่ราชการและถนนสาธารณะด้วย  ซึ่งได้กำหนดพื้นที่เข้าดำเนินการ ๕ พื้นที่ ได้แก่
๑) บริเวณทำเนียบรัฐบาล ๒) บริเวณ  ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ๓) บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย             ๔) กระทรวงพลังงาน และ ๕) กระทรวงมหาดไทย  ผลการปฏิบัติการได้รับความสำเร็จแล้ว ๒ พื้นที่ คือ พื้นที่บริเวณกระทรวงพลังงาน สามารถเข้าจับกุมแกนนำ กปปส. ได้ ๒ คน คือ นายแพทย์ระวี  มาศฉมาดล  และนายทศพล  แก้วทิมา  พร้อมการ์ดและผู้ร่วมกระทำผิดอีกจำนวนหนึ่ง รวมเป็นจำนวน ๑๔๔ คน  เป็นชาย ๙๖ คน และหญิง ๔๘ คน  ซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้าด้วยการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๑  ขณะนี้ ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค ๑ จังหวัดปทุมธานี  ซึ่งจะได้ทำการสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป

อีกพื้นที่หนึ่งคือ บริเวณศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ  จากการเจรจาและกดดันต่อเนื่องมาหลายวัน  เช้าวันนี้ พระพุทธอิสระ แกนนำสำคัญได้ยอมเปิดพื้นที่ในส่วนที่เป็นถนนแจ้งวัฒนะให้สามารถสัญจรได้ตามปกติ โดยเฉพาะสามารถเปิดทำการศูนย์ราชการได้แล้ว

สำหรับพื้นที่อื่น ๆ อีก ๓ พื้นที่นั้น  อยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งการเจรจา การลาดตระเวนกดดัน  และการใช้ยุทธวิธีต่าง ๆ ซึ่งจะไม่มีการใช้วิธีสลายการชุมนุมอย่างแน่นอน  การปฏิบัติการครั้งนี้    ก็เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่กรุงเทพ หรือ Peace for Bangkok นั่นเอง

อนึ่งเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามเข้าดำเนินการอย่างละมุนละม่อมโดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง มีการเจรจาเป็นขั้นตอน การปฏิบัติการมีการกระทำอย่างเปิดเผยท่ามกลางสื่อมวลชน แต่กลุ่มผู้กระทำผิดได้ใช้อาวุธร้ายแรงด้วยการยิงอาวุธสงครามเอ็ม ๗๙ และอาวุธปืนจนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงที่ศีรษะ ๑ นาย และบาดเจ็บอีก ๖ นาย ทั้ง ๆ ที่ตำรวจไม่มีการใช้อาวุธเลย

๒. ศรส. เห็นควรแจ้งแนะนำให้ กกต. เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ในความผิดที่แกนนำ กปปส. และแนวร่วม กระทำผิดด้วยการฝ่าฝืนและขัดขวางการเลือกตั้งอันเป็นความผิดร้ายแรงตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รายงานต่อ ศรส.ว่า  การที่แกนนำ กปปส.และแนวร่วมได้กระทำการต่าง ๆ นานา อันเป็น  การขัดขวางการเลือกตั้ง อาทิเช่น การปิดล้อมสถานที่รับสมัคร  การปิดล้อมไปรษณีย์สถานที่จ่ายบัตรเลือกตั้ง  การกีดกันและขัดขวางไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง  ตลอดจนเจ้าหน้าที่ กกต. จำนวนมากจงใจละทิ้งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง  ทั้งในระดับสำนักงานเขตและหน่วยเลือกตั้ง  ซึ่งล้วนเป็นความผิดอย่างร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตย  เพราะเป็นการกระทำผิดที่ล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนโดยตรง  ถึงขนาด นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ประณามว่า การกระทำของแกนนำ กปปส. เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้  

ขณะนี้ปรากฏว่าได้มีการดำเนินคดีการขัดขวางการเลือกตั้งแล้วจำนวน ๑๖๐ คดี  และคดีประเภทเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน ๑๖๙ คดี  รวมทั้งสิ้น ๓๒๙ คดี   และศาลได้ออกหมายจับ  ให้แล้วจำนวน ๗๘ คน

ศรส.พิจารณาแล้วเห็นว่า  ตามข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปรากฏว่า พนักงานสอบสวนได้เคยร้องขอให้ กกต. เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้ง  จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง  แต่จนบัดนี้ กกต. ยังไม่ดำเนินการเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษแต่อย่างใด  การเพิกเฉยไม่ดำเนินการของ กกต. เช่นนี้ จะเกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีโดยเฉพาะการป้องปราม  มิให้มีการกระทำผิดซ้ำอีกในการจัดการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้  ที่ประชุม ศรส. จึงมีมติให้ผู้อำนวยการ ศรส. มีหนังสือแจ้งแนะนำให้ กกต เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในเรื่องดังกล่าว  โดยขอให้ดำเนินการเร่งด่วนที่สุด

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน