วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ศรส. ยืนยันยังไม่เคยประกาศรายชื่อกลุ่มทุนที่สนับสนุนการชุมนุม กปปส. ขอบคุณประชาชนที่ร่วมมืองดเข้าร่วมการชุมนุม

ศรส. ยืนยันยังไม่เคยประกาศรายชื่อกลุ่มทุนที่สนับสนุนการชุมนุม กปปส. นอกจากแกนนำ 58 คนที่ตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว ขอบคุณประชาชนที่งดร่วมชุมนุม-งดสนับสนุน กปปส. ระบุข้อมูลหน่วยมั่นคงปรากฏยอดผู้ชุมนุมลดลงต่อเนื่อง เผยตำรวจ 26 รายถูกทำร้ายจากการทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุม ชี้แกนนำที่ถูกออกหมายจับหลบซ่อนตัวอยู่โดยรอบทำเนียบรัฐบาล



วันนี้ (12 ก.พ.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ป.ป.ง.) แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้

1. ศรส. ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 152 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 105 คดี และศาลได้ออกหมายจับให้แล้วจำนวน 43 คน

2. ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. โดยเฉพาะสถานที่ราชการ ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ทำพิธีเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ ขณะนี้สามารถเปิดได้ถึง 45 แห่งแล้ว

3. ศรส. ขอแจ้งพี่น้องประชาชนว่า ข้อมูลจากการตรวจสอบของหน่วยงานด้านความมั่นคงปรากฏมียอดผู้ชุมนุมของ กปปส. สูงสุดเมื่อคืนวานนี้ ช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ที่ประมาณ 4,060 คน ซึ่งได้ลดน้อยลงเป็นลำดับอย่างต่อเนื่องทุกวัน ศรส. ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความร่วมมืองดการเข้าร่วมชุมนุม การสนับสนุนด้านการเงิน และการช่วยเหลือต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นไปได้ด้วยดี

4. ศรส. ขอยืนยันว่า ศรส. ยังไม่เคยประกาศรายชื่อกลุ่มทุนที่สนับสนุนการชุมนุม กปปส. ในลักณะท่อน้ำเลี้ยง นอกจากแกนนำ กปปส. ทั้ง 58 คนที่ตกเป็นผู้ต้องหาแล้วเท่านั้น ส่วนบุคคลอื่นยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาตรวจสอบของคณะทำงานที่ ศรส. ตั้งขึ้น อันได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสรรพากร ซึ่งจะได้พิจารณาอย่างรอบคอบและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

5. ศรส. เห็นสมควรแต่งตั้งคณะทำงานประสานงานกับ กกต. เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นไปด้วยความสงบและเรียบร้อย โดยมีตำรวจ ทหาร และกรมการปกครอง รวมเป็นคณะทำงาน และมีผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.อารี อ่อนชิต เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

6. ศรส. ได้รับแจ้งจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลว่า ผลจากการที่พระพุทธอิสระ แกนนำ กปปส. เวทีถนนแจ้งวัฒนะ ได้สั่งการให้การ์ดเข้าจับกุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย คือ ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงษ์ อุ่นนวลบุรพงศ์ ขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในบริเวณการชุมนุม แล้วใช้ผ้าผูกตา จากนั้นเข้ารุมทำร้ายจนตำรวจทั้ง 2 นายได้รับบาดเจ็บนั้น ขณะนี้ตำรวจทั้ง 2 นายยังต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยแพทย์ยังต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ศรส. เห็นว่า การกระทำของแกนนำ กปปส. เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่สมควรกระทำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง อนึ่ง จำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกทำร้ายจากการเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยของผู้ชุมนุมของ กปปส. ขณะนี้มีร่วม 26 รายแล้ว

7. จากการเข้าตรวจสอบสถานที่การชุมนุมของแกนนำ กปปส. ขณะนี้พบว่า บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล กปปส.ได้ใช้เป็นที่หลบซ่อนของแกนนำที่ถูกออกหมายจับ โดยมีการ์ดซึ่งมีอาวุธร้ายแรงคุ้มกันอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะมีการจัดทำบังเกอร์ในลักษณะป้อมค่ายแข็งแรง มีช่องในลักษณะใช้ยิงอาวุธปืนออกมายังเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าจับกุมด้วย

8. ตามที่ปรากฏภาพคลิปการเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม นั้น ศรส.ได้ตรวจสอบแล้วเป็นภาพคลิปตัดต่อทำให้ดูเสมือนว่าเป็นการเข้าตรวจค้นที่ไม่เหมาะสม ศรส. ขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นตามหมายค้นของศาลโดยถูกต้อง และกระทำโดยเหมาะสมกับสถานการณ์แล้ว เพราะทางการสืบสวนพบว่ามีการ์ดที่มีอาวุธของนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หลบซ่อนอยู่ด้วย จึงต้องเข้าค้นตามยุทธวิธีซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย

พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมเรื่องการดำเนินคดีกับกลุ่มทุนที่สนับสนุน กปปส. ในลักษณะท่อน้ำเลี้ยงว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ศรส. ได้ออกคำสั่ง ที่ พิเศษ 4/2557 มอบหมายคณะพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานกับกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลซึ่งให้การสนับสนุนการชุมนุมของ กปปส. ซึ่ง ศรส. ได้เห็นชอบกรอบภารกิจและอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว โดยในขณะนี้คณะพนักงานเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งเร็ว ๆ นี้คาดว่าจะเสนอรายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลต่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบ เพื่อสั่งห้ามไม่ให้กระทำการใด ๆ หรือสั่งให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าว และเรียกให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อไป ทั้งนี้ หากมีการฝ่าฝืนคำสั่งที่จะออกมาก็จะมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีรายชื่อกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลซึ่งให้การสนับสนุนการชุมนุมของ กปปส. ที่ปรากฏว่ามีการรั่วไหลออกมารวม 22 รายชื่อ ซึ่งผู้ที่มีรายชื่อเตรียมที่จะฟ้องร้อง ศรส. นั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร โดยอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ตนได้แถลงผลการประชุม ศรส. โดยได้ยืนยันรายชื่ออย่างเป็นทางการขณะนี้คือ 58 รายชื่อซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว ส่วนรายชื่ออื่น ๆ ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของเลขาธิการ ป.ป.ง. ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงาน 5 หน่วยงาน โดยยังไม่มีการประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทั้ง 58 รายชื่อดังกล่าวมีขั้นตอนอย่างไรหรือติดเงื่อนไขใดจึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า 58 รายชื่อนี้อยู่ในขั้นตอนการทำคำสั่ง ต้องชี้แจงว่ารายชื่อดังกล่าวมีการรวบรวมมาจากการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษและตำรวจสันติบาล หลังจากที่รวบรวมรายชื่อมาแล้ว ศรส. ได้ตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ 5 หน่วยงานที่มี เลขาธิการ ป.ป.ง. เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ซึ่งมติที่ประชุม ศรส. เมื่อวานนี้เห็นชอบว่าเพื่อความรอบคอบเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงให้มีการตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง ก่อนที่จะประกาศรายชื่อ โดยวันนี้ก็ยังยืนยันเช่นนี้อยู่ ส่วนรายละเอียดว่าจะทยอยประกาศรายชื่ออย่างไร เลขาธิการ ป.ป.ง. จะเป็นผู้รับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงเรื่องการถูกฟ้องร้องตามมาหรือไม่ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า เราทำงานตามปกติไม่ได้แตกต่างจากปี 2553 ในสมัย ศอฉ. ที่ใช้กฎหมายฉุกเฉิน เพียงแต่การทำงานต้องมีความรอบคอบ แม้บุคคลที่ประกาศรายชื่อจะยังไม่อยู่ในข่ายกระทำความผิด แต่ก็อยู่ในกลุ่มของการต้องสงสัย อาจจะมีผลกระทบเพราะต้องถูกระงับการทำธุรกรรม ต้องมาขออนุญาตเป็นการเฉพาะครั้ง ถูกตรวจสอบ ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา และต้องดูให้รอบคอบมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการประเมินคาดว่าจะสามารถเปิดเผยรายชื่อกลุ่มทุนซึ่งให้การสนับสนุนการชุมนุมของ กปปส. ได้เมื่อใด และจะเปิดเผยเป็นกลุ่ม หรือเปิดเผยได้ทั้งหมด เลขาธิการ ป.ป.ง. กล่าวว่า ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานในขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ส่งเรื่องเข้ามา ซึ่งคณะทำงานได้ข้อมูลพยานหลักฐานชัดเจน โดยในส่วนของ 58 รายชื่อก็เป็นรายชื่อที่คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว สำหรับขั้นตอนต่าง ๆ หลังจากรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานได้ครบถ้วนแล้ว จะเสนอ ศรส. ออกคำสั่ง ศรส. ต่อไป โดยในคำสั่งจะปรากฏรายชื่อ และระบุว่าห้ามทำอะไรหรือให้ทำอะไร ซึ่งรายชื่อที่ประกาศจะเป็นรายชื่อที่แนบท้ายคำสั่ง ศรส. ชัดเจน ถ้าเห็นรายชื่อที่อื่นก็ไม่อยากให้พูดกันไปเอง อยากให้เป็นเรื่องที่ออกมาโดยคำสั่ง ศรส. ซึ่งจะมีความชัดเจนถูกต้องตรงกับตัวคน ขณะนี้ที่รวบรวมได้มี 58 รายชื่อ กับอีก 3 รายชื่อ รวมเป็น 61 รายชื่อที่มีความชัดเจน มีพยานหลักฐานข้อมูลชัดเจน คาดว่า ศรส. น่าจะออกประกาศคำสั่งได้ในวันพรุ่งนี้ (13 ก.พ.57) หรือวันจันทร์ที่ 17 ก.พ.57 จึงขอให้สื่อมวลชนติดตามจากคำสั่ง ศรส. ไม่อยากให้นำข่าวลือไปพูดต่อเพราะจะเกิดผลกระทบกับผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง โดยรายชื่อจะออกมาจากที่ ศรส. ไม่ออกจากที่อื่น และจะมีการเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า 22 รายชื่อที่มีการเผยแพร่ออกมานั้นออกมาได้อย่างไรและเป็นรายชื่อที่ตรงกับที่ ศรส. กำลังตรวจสอบอยู่หรือไม่ เลขาธิการ ป.ป.ง. กล่าวไม่ทราบว่าหลุดออกมาจากที่ไหน แต่ยืนยันว่าไม่ได้ออกมาจากเราแน่นอน ตนไม่ทราบในรายชื่อนั้น ทั้งนี้ ขอทำความเข้าใจถึงขั้นตอนการทำงานว่าต้องมีความชัดเจน มีข้อมูลพยานหลักฐานจึงจะดำเนินการ ไม่ได้ทำตามรายชื่อที่มีปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อต่าง ๆ จึงอยากให้ประชาชนรับทราบว่าการทำงานของ ศรส. เป็นไปโดยหลักการที่ถูกต้อง มีความยุติธรรม มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ขอให้สบายใจในส่วนนี้

“ ในฐานะกรรมการ ศรส. ที่ได้รับมอบหมายให้แถลงข่าว ยังยืนยันว่าเราไม่ได้ประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการทั้งสิ้น ยังอยู่ในขั้นตอนที่ท่านสีหนาทพูด แต่ในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่รวบรวมรายชื่อส่งให้คณะกรรมการ 5 หน่วยงานตรวจสอบ ผมยอมรับว่ารายชื่อที่ปรากฏตามสื่อหนังสือพิมพ์มีบางรายชื่อตรงกับข้อมูลที่ดีเอสไอส่งให้” อธิบดีดีเอสไอกล่าว


วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ศรส. แถลงมอบ 5 หน่วยงานร่วมตรวจสอบกลั่นกรองรายชื่อกลุ่มทุนที่สนับสนุน กปปส. อย่างรอบคอบก่อนเผยรายชื่อ

ศรส. ยังไม่เผยรายชื่อกลุ่มทุนท่อน้ำเลี้ยง กปปส. ระบุต้องพิจารณารอบคอบ มอบหมาย 5 หน่วยงานร่วมตรวจสอบกลั่นกรองก่อนเปิดเผย เร่ง มท. ส่งผลพิจารณาการเนรเทศสาธิต เซกัล ภายในพรุ่งนี้ ประณามพระพุทธอิสระ แกนนำ กปปส. ที่สั่งการ์ดควบคุมตัว-รุมทำร้ายตำรวจ 2 นาย ชี้ผิดกฎหมายร้ายแรงโดยศรส.จะดำเนินการเฉียบขาด



วันนี้ (11 ก.พ.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้

1. ศรส. ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 149 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 95 คดี และศาลได้ออกหมายจับให้แล้วจำนวน 41 คน

2. ศรส. ได้รับรายงานว่า คณะกรรมการพิจารณาเพื่อเสนอทบทวนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร รายนายสาธิต เซกัล หนึ่งในแกนนำ กปปส. ซึ่งมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ได้ประชุมหารือเมื่อวานนี้ คือวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติ โดยต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ศรส. เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงมีหนังสือแจ้งปลัดกระทรวงมหาดไทยให้เร่งพิจารณา โดยขอให้มีความเห็นว่าจะเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ อย่างไร ส่งถึงผู้อำนวยการ ศรส. ภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 เพื่อ ศรส.จะได้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ต่อไป

3. ศรส.ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า กรณีความเดือดร้อนของชาวนาและเกษตรกรนั้น พระพุทธอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล โดยเป็นแกนนำเวทีถนนแจ้งวัฒนะ ได้เสนอต่อรองว่า หากกรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีการทุจริตจำนำข้าวเป็นคดีพิเศษแล้ว กปปส. จะอนุญาตให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเปิดทำการตามปกติได้นั้น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ชี้แจงแล้วว่า การจะรับคดีใดเป็นคดีพิเศษนั้น ไม่ได้ขึ้นกับการต่อรองด้วยวิธีการเช่นนี้ของ กปปส. เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และในกระบวนการยุติธรรมจะใช้วิธีต่อรองเช่นนี้ไม่ได้ แต่ ศรส.เห็นด้วยที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะเข้าไปทำการตรวจสอบหรือสอบสวนในเรื่องนี้ หากมีผู้ร้องขอที่มีตัวตนชัดเจน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดร้องขอให้ดำเนินคดีการทุจริตจำนำข้าวเลย จึงขอทำความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะ กปปส. ไปประกาศบิดเบือนว่า ศรส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่รับทำคดีการทุจริตจำนำข้าว

4. ผู้อำนวยการ ศรส. โดยความเห็นชอบของที่ประชุมได้สั่งการและกำชับให้เจ้าหน้าที่ของ ศรส.เร่งรัดการเข้าจับกุมแกนนำผู้กระทำผิดของ กปปส. ทั้งที่ศาลได้อนุมัติออกหมายจับไว้และผู้กระทำผิดซึ่งหน้าโดยเฉพาะการ์ดที่ให้การคุ้มกันผู้ถูกออกหมายจับ โดยให้พิจารณาดำเนินการตามความจำเป็นและเหมาะสม

5. ศรส.ขอประณามการกระทำของแกนนำ กปปส. โดยเฉพาะพระพุทธอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ ที่สั่งการให้การ์ดของ กปปส. เข้าควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของชาวนาที่เข้าไปบริเวณชุมนุมถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละตามหน้าที่ แต่กลับถูกควบคุมตัวโดยแกนนำที่ศาลออกหมายจับ แล้วเข้ารุมทำร้ายตำรวจทั้ง 2 นาย ใช้ผ้าผูกตาแล้วข่มขู่ทำร้ายตามภาพที่ปรากฏทางสื่อมวลชนทั่วไป ขณะนี้ตำรวจทั้ง 2 นายต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ คาดว่าต้องใช้เวลารักษาตัวนานถึง 2 สัปดาห์

อนึ่ง ตำรวจทั้ง 2 นาย คือ ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงษ์ อุ่นนวลบุรพงศ์ ซึ่งอายุมากแล้วถึง 59 ปี และ 43 ปี ตามลำดับ ศรส. ขอยืนยันว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความผิดต่อกฎหมายที่ร้ายแรงและไม่สมควรกระทำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างยิ่ง ศรส. จะดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับกรณีดังกล่าวต่อไป

6. ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. โดยเฉพาะสถานที่ราชการ ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ทำพิธีเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดบริการได้ ขณะนี้สามารถเปิดได้ถึง 44 แห่งแล้ว

พร้อมกันนี้ อธิบดีดีเอสไอกล่าวถึงกรณีการประกาศ 136 รายชื่อกลุ่มทุนที่เข้าข่ายสนับสนุนในลักษณะเป็นท่อน้ำเลี้ยง กปปส. ว่า ที่ประชุม ศรส.เห็นสมควรว่าเพื่อความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงมอบหมายให้ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. และกรมสรรพากร ร่วมทำหน้าที่ตรวจสอบกลั่นกรองทั้ง 136 รายชื่ออีกครั้งก่อนที่จะประกาศรายชื่อเพื่อให้มาชี้แจงกับ ศรส. ซึ่งขณะนี้ทั้ง 5 หน่วยงานกำลังมีการประชุมร่วมกันเพื่อตรวจสอบ พิจารณากลั่นกรองให้เกิดความรอบคอบก่อนประกาศรายชื่อ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ในวันนี้ โดยขอให้สื่อมวลชนสอบถามความคืบหน้าได้โดยตรงจากเลขาธิการ ป.ป.ง.

“ ที่ประชุม ศรส.มีข้อห่วงใยว่าการดำเนินการเรื่องนี้ต้องรอบคอบ และมีพยานหลักฐานพอสมควร เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้ง ศรส. เองที่ดำเนินการเรื่องนี้ และคนที่จะถูกเปิดรายชื่อด้วย ฉะนั้นควรจะต้องมีการตรวจสอบจาก 5 หน่วยงาน ไม่ใช่เป็นการทำตามลำพังของดีเอสไอ หรือตามลำพังของตำรวจสันติบาลเท่านั้น เพราะรายชื่อตั้งต้นมาจากดีเอสไอกับตำรวจสันติบาล แต่เพื่อให้เกิดความรอบคอบจึงนำ 5 หน่วยงานที่จะต้องตรวจสอบต่อ มาพิจารณาร่วมกันเลย อาจจะช้าไปสักนิดหนึ่ง แต่ที่แน่นอนคือใน 136 รายชื่อนี้ มี 58 รายชื่อที่แน่นอน เพราะอยู่ในสถานะเป็นผู้ต้องหาคดีพิเศษแล้ว” อธิบดีดีเอสไอกล่าว

อธิบดีดีเอสไอกล่าวด้วยว่า รายชื่อกลุ่มทุนที่เข้าข่ายลักษณะท่อน้ำเลี้ยงที่ยังไม่ประกาศ อาจมีรายชื่อที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นก็ได้ คณะทำงาน 5 หน่วยงานยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบ โดยไม่ได้กำหนดว่าต้องตรวจสอบให้เสร็จภายในเวลาเท่าไร แต่ ผอ.ศรส. เน้นย้ำว่าต้องเร็วที่สุด

“สิ่งที่เราทำเราก็ป้องปรามอยู่แล้ว เราก็ประกาศมาตลอด ทำตั้งแต่ออกประกาศ ศรส. ตั้งแต่ฉบับแรก ๆ ว่าให้ยุติทันที มีหนังสือเตือนส่งถึงตัว แต่เราไม่เปิดเผยชื่อ จากหนังสือเตือนเสร็จก็มาทำรายชื่อ 136 รายชื่อ แล้วก็จะนำไปสู่การเรียกสอบ การดำเนินคดี ถือว่าเราพยายามป้องปรามอย่างมาก ถ้ายังไม่หยุดและมีพฤติการณ์หนักขึ้น ก็แน่นอนว่าจะต้องถูกดำเนินคดี คงไม่ใช่เพียงแค่ผู้สนับสนุน อาจจะเข้าข่ายเป็นตัวการร่วมไปเลย” อธิบดีดีเอสไอกล่าว

อธิบดีดีเอสไอกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของความรับผิดทางอาญาของผู้ที่สนับสนุน หลักใหญ่คือต้องดูที่เจตนา ถ้าเจตนาเป็นเรื่องของการบริจาคค่าอาหาร ความศรัทธา เป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย ๆ ต่าง ๆ 1,000 บาท 2,000 บาท หรือ 10,000 บาท 20,000 บาท ต่าง ๆ แล้วไม่ได้ให้กันต่อเนื่องเป็นอาจิณ ไม่ได้ไปร่วมขึ้นเวทีด้วย ก็เป็นเครื่องชี้เจตนาว่าไม่มีเจตนาร่วมกระทำผิดหรือสนับสนุน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่หมายความว่าใครบริจาคแล้วผิดหมด

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีเรื่องการร้องขอให้ดีเอสไอรับเรื่องการทุจริตจำนำข้าวเป็นคดีพิเศษ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ไม่ใช่เป็นคดีบัญชีท้าย จึงต้องมีการนำเข้าบอร์ดคดีพิเศษ ฉะนั้นเมื่อมีการร้องเข้ามาก็จะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงที่เรียกว่าการสืบสวนเบื้องต้นก่อนและนำเข้าสู่บอร์ด แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครร้องเข้ามา ซึ่งดีเอสไอยินดีที่จะทำคดีนี้ โดยขอให้ร้องเข้ามาแล้วจะรีบตรวจสอบและนำเข้าพิจารณาในบอร์ดดีเอสไอต่อไป ทั้งนี้ การที่ กปปส. ไปบิดเบือนว่าดีเอสไอไม่รับทำคดีนั้น ดีเอสไอไม่รับแน่ถ้าเกิดจากการต่อรอง เพราะพระพุทธอิสระใช้วิธีต่อรองว่าให้รับทำคดีแล้วจะเปิดที่ทำการดีเอสไอให้ทำการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กระบวนการยุติธรรมต้องไม่ใช่การต่อรอง ไม่จำเป็นต้องประกาศเปิดที่ทำการให้ดีเอสไอก็ได้ เพียงมีคนมาร้อง ดีเอสไอก็จะสอบสวนดำเนินการให้ จะผิดหรือถูกต้องมาดูกันอีกที โดยขอให้ติดต่อร้องมาได้ที่ ศรส.

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลการเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แกนนำ กปปส. เมื่อเช้านี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า จากข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันพบว่ามีเสื้อเกราะกันกระสุน วิทยุ ที่คนขับรถรับว่าเป็นของคนขับรถ ซึ่งพบว่าผิดตามยุทธภัณฑ์ ส่วนจะผิดถูกอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ศรส. แจงกรณีแกนนำ กปปส.เดินรับบริจาคเงินช่วยชาวนา เป็นการบิดเบือนนำความทุกข์ยากของชาวนามาใช้เป็นประโยชน์

ศรส. แจงแกนนำ กปปส.เดินรับบริจาคเงินไปช่วยชาวนา เป็นการบิดเบือนนำความทุกข์ยากชาวนามาใช้เป็นประโยชน์ตัวเอง ชี้การชุมนุม กปปส.เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หาเงินไปจ่ายชาวนา-เกษตรกรล่าช้า เผยเร่งรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ฉ. เพิ่มอีก 13 ราย ยันไม่ใช้กำลังสลายการชุมนุม จะดำเนินการกับผู้ชุมนุมที่ปิดล้อมยึดสถานที่ราชการตามมาตรการหลักสากล



วันนี้ (10 ก.พ.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้

1. การที่แกนนำ กปปส. นำเอาประเด็นความเดือดร้อนของกลุ่มชาวนาและเกษตรกรมากล่าวอ้างและจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดินรับบริจาคเงินจะไปช่วยชาวนานั้น กปปส. กำลังบิดเบือนนำเอาความทุกข์ยากของชาวนาและเกษตรกรมาใช้เป็นประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งในเรื่องนี้ ศรส. ได้ติดตามมาโดยตลอด จนได้ความจริงว่า รัฐบาลกำลังเร่งรีบที่จะแก้ไขปัญหาของชาวนาและเกษตรกรอย่างเต็มที่แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การจัดหาเงินไปจ่ายชาวนาและเกษตรกรล่าช้าก็มาจากการชุมนุมของ กปปส. จนทำให้ต้องมีการประกาศยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ ทำให้ขั้นตอนการที่รัฐบาลจะหาเงินจากธนาคารหรือแหล่งเงินทุนต้องขอความเห็นชอบจาก กกต. จนเกิดความล่าช้า ประการสำคัญต้องไม่ลืมว่า กปปส.เองได้พยายามทุกรูปแบบไม่ให้รัฐบาลกู้เงินจากสถาบันการเงิน และยังเคยดูถูกชาวนา เกษตรกร และคนในชนบท ตลอดมาว่าเสียงของคนชนบทเป็นแสนไม่มีคุณภาพเท่าเสียงของพวกเขาเพียงเสียงเดียว

2. ศรส. ได้เร่งรัดให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลและกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อขอศาลออกหมายจับประเภท หมาย ฉ. ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพิ่มเติมโดยเร็ว ซึ่งทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันดำเนินการจนเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอ โดยจะได้ยื่นต่อศาลขออนุญาตออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 13 คน ได้แก่ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นางสาวจิตภัสร์ กฤดากร นายสกลธี ภัททิยกุล นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นายเสรี วงษ์มณฑา นายถนอม อ่อนเกตุพล พระสุวิทย์ ทองประเสริฐ นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายคมสันต์ ทองศิริ นายสุชาติ ศรีสังข์ นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล และนายนพพร เมืองแทน ซึ่งการขอศาลออกหมายจับในครั้งนี้ เป็นการขอตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ แบบเดียวกับที่ได้รับอนุญาตไว้ก่อนแล้วรวม 19 คน หากศาลอนุญาตในครั้งนี้อีก ก็จะรวมเป็น 32 คน

3. ศรส.ขอเรียนชี้แจงว่า ศรส. ยังยืนยันที่จะไม่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของ กปปส. ทั้งนี้ เพื่อมิให้เกิดการสูญเสียโดยเฉพาะประชาชนที่มิใช่แกนนำโดยตรง แต่การที่แกนนำ กปปส. นำเอามวลชนไปบุกรุก ปิดล้อม ยึดถือสถานที่ราชการและขับไล่ข้าราชการจนไม่สามารถให้บริการประชาชนได้นั้น เป็นการกระทำผิดที่ร้ายแรง เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของทางราชการ และความเดือดร้อนแก่ข้าราชการและประชาชนเป็นอันมาก ศรส.จะดำเนินการกับการกระทำผิดเช่นนี้อย่างจริงจังตามมาตรการจากเบาไปสู่หนักตามมาตรฐานสากล แต่ก็จะระมัดระวังมิให้เกิดการสูญเสียกับประชาชนด้วย

4. ศรส. ได้รับรายงานผลการสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีการกระทำผิดของแกนนำ กปปส. ที่ขัดขวางการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดภาคใต้ ขณะนี้ได้รับคดีขัดขวางการเลือกตั้งไว้แล้ว 119 คดี และคดีเจ้าหน้าที่จงใจละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้งอีก 80 คดี รวมหมายจับที่ศาลออกให้แล้วถึง 37 คน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดวันนี้ ศรส.ยังไม่ประกาศรายชื่อกลุ่มทุนท่อน้ำเลี้ยง อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า รายชื่อรวบรวมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในกระบวนการทำคำสั่งเพื่อให้ขั้นตอนครบถ้วนสมบูรณ์ ทำนองเดียวกับปี 2553 ที่ ศอฉ. ในสมัยนั้นเคยประกาศรายชื่อ ยืนยันว่าการแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้จะนำรายชื่อมาให้กับสื่อมวลชน

อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า รายชื่อกลุ่มทุนที่อยู่ในข่ายสนับสนุนกลุ่ม กปปส. แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนแรก ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพิเศษของดีเอสไอ 58 รายชื่อ ส่วนที่สอง เป็นรายชื่อจากการสืบสวนของดีเอสไอ 31 รายชื่อ และส่วนที่สาม เป็นรายชื่อจากตำรวจสันติบาล โดยต้องเรียนว่า 58 รายชื่อแรกนี้เป็นผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว นอกเหนือจากนี้เป็นผู้ที่อยู่ในข่าย ซึ่งมีข้อมูลว่าต้องสงสัยในการสนับสนุนในลักษณะท่อน้ำเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน สิ่งอุปโภค บริโภค เครื่องมือเครื่องใช้ทั้งหลาย แต่ยังไม่ตกเป็นผู้ต้องหา ในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้กฎหมายให้อำนาจฝ่ายบริหารสามารถที่จะสั่งให้ระงับการทำธุรกรรมชั่วคราว แต่ไม่ได้เข้าไปยึดทรัพย์สิน เป็นการอายัดการทำธุรกรรมเท่านั้นเพื่อทำการตรวจสอบ โดยจะมีการเชิญเข้าชี้แจง ยกตัวอย่าง ปรากฏการถอนเงินออกไป 5 ล้านบาท ก็ต้องอธิบายให้ได้พร้อมแสดงหลักฐานว่าเงินไปไหน ให้ใคร อย่างไร และอาจต้องนำคนที่กล่าวอ้างว่าได้รับเงินไปมาชี้แจงแสดงหลักฐานด้วย ถ้าชี้แจงได้ก็จบ ไม่มีปัญหาไม่นำไปสู่การเป็นผู้ต้องหา แต่หากชี้แจงไม่ได้และมีพยานแวดล้อมทั้งหลายประกอบว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดก็จะถูกแจ้งขอหาดำเนินคดีในฐานะเป็นผู้สนับสนุนหรือเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับแกนนำทั้ง 58 คน โดย ศรส. จะปฏิบัติภายใต้กฎหมายและรูปแบบเดียวกับสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ศรส.แจ้งเตือนกลุ่มทุนหยุดให้การสนับสนุนในลักษณะท่อน้ำเลี้ยงกับ กปปส.

ศรส.ขอแจ้งเตือนกลุ่มทุนหยุดให้การสนับสนุนในลักษณะท่อน้ำเลี้ยงกับ กปปส.โดยหากสอบสวนพบให้การสนับสนุนจะดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำผิดหรือสนับสนุนการกระทำผิดทุกราย


วันนี้ ( 8 ก.พ.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ภายหลังเส็จสิ้นการประชุม ศรส. ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ผอ.ศรส.) เป็นประธานฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้แถลงผลการประชุม สรุป ดังนี้

ผู้อำนวยการ ศรส. ได้มีหนังสือเรียกผู้บริหารของโรงแรมดุสิตธานีและโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพ มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ของ ศรส. ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 14.00 นาฬิกา เพื่อซักถามเกี่ยวกับการให้ที่พักพิงหลบซ่อนของแกนนำ กปปส. จำนวนหนึ่ง ที่กระทำความผิดจนศาลได้ออกหมายจับ หากชี้แจงไม่ได้จะพิจารณาดำเนินคดีฐานเป็นผู้ให้การสนับสนุนการกระทำผิดของแกนนำโดยเฉพาะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

ศรส. จึงขอแจ้งเตือนอีกครั้ง ขอให้กลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุนในลักษณะท่อน้ำเลี้ยง กลุ่มโรงแรม กลุ่มบริษัทเครื่องอุปโภคบริโภค ยานพาหนะ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ขอให้หยุดการช่วยเหลือแกนนำ กปปส. ที่ร่วมกันกระทำผิดทันที ขณะนี้ ศรส.กำลังสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง และจะดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำผิดหรือสนับสนุนการกระทำผิดทุกราย

ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. โดยเฉพาะสถานที่ราชการ ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ทำพิธีเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดบริการได้ ขณะนี้สามารถเปิดได้ถึง 36แห่งแล้ว และกำลังทยอยเปิดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แกนนำ กปปส. ก็ยังคงพยายามส่งมวลชนมาปิดล้อม คล้องโซ่ คล้องกุญแจซ้ำอีก ศรส. จึงได้มอบแนวทางแก่ส่วนราชการว่า ให้หลีกเลี่ยงการปะทะหรือกระทบกระทั่ง โดยการผ่อนปรน หากกลุ่ม กปปส. จะมาปิดล้อม ก็เป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์ชั่วคราวไม่กี่ชั่วโมง ก็ให้หยุดการทำการชั่วคราว แล้วให้กลับทำงานตามปกติต่อไป วิธีนี้จะทำให้สามารถเปิดทำงานให้บริการประชาชนได้ต่อไป โดยไม่ต้องปะทะกับกลุ่ม กปปส. แต่หากกลุ่ม กปปส. ปิดล้อมเกินกว่า 1 ชั่วโมง ศรส.จะจัดเจ้าหน้าที่หน่วยผสมเคลื่อนที่เร็วไปผลักดันการปิดล้อมและบุกรุกสถานที่ราชการทันที

ศรส.ยังคงเร่งรัดให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วมที่สำคัญ ๆ จากกรณีร่วมกันกระทำผิดขัดขวางการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 มกราคม และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ด้วยการปิดกั้น ปิดล้อม กีดกัน ข่มขู่ มิให้มีการขนบัตรเลือกตั้งและขัดขวางไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ อันเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ ซึ่งศาลได้ออกหมายจับผู้กระทำผิดให้ประมาณ 20 คน แล้วนั้น ศรส. ได้กำชับให้ขยายผลดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคน เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างในการกระทำผิด ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้นี้อีก อนึ่ง สำหรับการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนในการกระทำผิดขัดขวางการเลือกตั้ง เช่น สั่งปิดการลงคะแนนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือจงใจละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่นั้น ขณะนี้รับคดีไว้แล้ว 20 คดี ศรส.ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนที่ได้ถ่ายภาพผู้กระทำผิดไว้ในเหตุการณ์ดังกล่าว ได้โปรดส่งหลักฐานได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือติดต่อที่หมายเลข 1599 ศรส. ถือเป็นนโยบายว่า การกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งของ กปปส. เป็นความผิดที่ร้ายแรง มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง จึงจะต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการละเว้น

กรณีการสั่งเนรเทศ นายสาธิต เซกัล แกนนำ กปปส. ที่ถูกดำเนินคดีเป็นหนึ่งใน 58 คนนั้น ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จะต้องมีขั้นตอนดำเนินการ ซึ่งขณะนี้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษและตำรวจตรวจคนเข้าเมืองแล้ว มีความเห็นควรสั่งให้ออกไปนอกราชอาณาจักร จากนี้ไปจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการที่มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานว่าจะเห็นชอบตามข้อเสนอของทั้งสองหน่วยงานหรือไม่ หากเห็นชอบจะเสนอผู้อำนวยการ ศรส. ลงนามคำสั่งให้ออกไปนอกราชอาณาจักรต่อไป ทั้งนี้ ตามปกติแล้ว กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ได้ แต่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ไม่มีบทบัญญัติเช่นนั้น จึงต้องถือว่ายุติ คาดว่าผู้อำนวยการ ศรส. จะออกคำสั่งให้ นายสาธิต เซกัล ซึ่งเป็นคนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักรได้ภายในเร็ววันนี้ ส่วนการผลักดันออกนอกประเทศเป็นวิธีปฏิบัติของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อนึ่ง การสั่งให้คนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักรเช่นนี้ได้เคยดำเนินการมาแล้วในอดีต เมื่อครั้งการชุมนุมเมื่อปี พ.ศ. 2553 นายเดวิด โดเนอร์ ชาวออสเตรเลียได้ขึ้นเวทีเสื้อแดง ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ถูกสั่งให้ออกนอกราชอาณาจักรตามพระราชกำหนดฉบับนี้เช่นกัน นอกจากนั้น ยังถูกควบคุมตัวก่อนให้ออกนอกราชอาณาจักรถึง 89 วันด้วย

ศรส. ขอยืนยันว่า การเข้าทำการจับกุมแกนนำ กปปส. ที่ศาลได้กรุณาออกหมายจับให้จำนวนหนึ่งแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าทำการจับกุมอย่างแน่นอน แต่จะกระทำด้วยความระมัดระวังตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องการให้ใช้กำลังจนเกิดการสูญเสีย ซึ่งอาจทำให้พี่น้องประชาชนต้องได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายโดยไม่รู้เรื่องไปด้วย ซึ่งตามข้อเท็จจริงมีความชัดเจนว่า แกนนำ กปปส. มีการ์ดรุมล้อมและมีอาวุธร้ายแรงคุ้มกันอยู่ตลอดเวลา

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ศรส. แจ้งเตือนประชาชนให้ยุติการเข้าร่วมกิจกรรมกับแกนนำ กปปส.



ศรส. ชี้แจงแกนนำ กปปส.กับพวกรวม 58 คนทำผิดข้อหาฉกรรจ์ เมื่อควบคุมตัวได้จะดำเนินการข้อหาหนัก เตือนประชาชนให้ยุติดำเนินการใด ๆ กับแกนนำ มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีอายุความ 10 ปี เผยออกหนังสือสำคัญ 3 ฉบับแจ้งข้อมูลการกระทำผิดกลุ่มแกนนำ กปปส. และออกคำสั่งเตือนกลุ่มทุนท่อน้ำเลี้ยงเพิ่มเป็น 136 รายชื่อ

วันนี้ (6 ก.พ.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้


1. ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับเพื่อการจับกุมและควบคุมตัวแกนนำ กปปส. อันได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก รวม 19 คน โดยเป็นหมาย ฉ. ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ทั้งนี้ การดำเนินการขอหมายจับดังกล่าวเป็นการขอในนามของ ศรส. โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจและ DSI จากนี้ไปเจ้าหน้าที่ของ ศรส. จะได้เข้าดำเนินการจับกุม และเมื่อจับกุมได้แล้วจะต้องนำไปควบคุม ณ สถานที่อันมิใช่เรือนจำ ซึ่งได้แก่ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 จังหวัดปทุมธานี เป็นเวลาไม่เกิน 7 วัน หากครบกำหนดให้ขอศาลขยายเวลาควบคุมได้อีกครั้งละ 7 วัน แต่ต้องไม่เกิน 30 วัน หลังจากนั้นก็จะมีการขอศาลควบคุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป
ศรส. ขอชี้แจงว่า บุคคลทั้ง 19 คน และรวมถึงที่จะได้ยื่นขออนุญาตศาลจับอีก 39 คน จนครบ 58 คนนั้น ล้วนร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาฉกรรจ์ทั้งสิ้น แต่การที่ ศรส. มุ่งดำเนินคดีตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ก่อนนั้น ก็เพื่อสะดวกในการควบคุมตัวตามที่กฎหมายให้ไว้ 30 วัน จากนั้นจึงจะได้ดำเนินการในข้อหาหนักต่อเนื่องต่อไป จึงขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนให้ยุติการเข้าร่วมทำกิจกรรมใด ๆ กับแกนนำ กปปส. ทันที มิฉะนั้น ศรส. จำเป็นต้องดำเนินคดีกับทุกคนที่เข้ามีส่วนร่วมกับแกนนำ กปปส. ไม่ว่าเป็นกรณีใด ๆ เช่น สนับสนุนเงินทุน อาหาร ยานพาหนะ อุปกรณ์ เครื่องไฟฟ้า การขึ้นเวที การนำกลุ่มชุมนุม และอื่น ๆ ซึ่งคดีอันมีโทษฉกรรจ์เช่นนี้มีอายุความยาวนานถึง 10 ปี
2. ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ที่ต้องการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนที่ไม่อาจติดต่อกับทางราชการได้ เพราะ กปปส. ปิดส่วนราชการนั้น บัดนี้ ส่วนราชการต่าง ๆ ได้ทยอยเปิดทำการตามปกติให้สามารถกลับมาให้บริการพี่น้องประชาชนได้แล้วจำนวนมาก ศรส. ขอขอบคุณข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ที่ได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการคุ้มครองดูแลความเรียบร้อยจนสามารถเปิดให้บริการได้ รวมทั้งการเปิดใช้สะพานพระราม 8 ด้วย ที่ ศรส. ได้พยายามเจรจาจนเป็นผลให้สามารถเปิดใช้ได้อีกครั้ง
3. ผู้อำนวยการ ศรส. ได้ออกหนังสือสำคัญ 3 ฉบับ ดังนี้
(1) ฉบับแรก เป็นหนังสือถึงประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อแจ้งข้อมูลการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกลุ่ม กปปส. ที่ได้กระทำการขัดขวางไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 มกราคม และเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์
(2) ฉบับที่สอง เป็นหนังสือถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแจ้งข้อมูลการกระทำผิดของกลุ่มแกนนำ กปปส. และแนวทางการดำเนินการของ ศรส. ที่จะใช้มาตรการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และจะไม่มีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของผู้ชุมนุมเป็นอันขาด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะได้แจ้งให้สถานทูตและสถานกงสุลต่าง ๆ ได้ทราบทั่วกัน
(3) ฉบับที่สาม เป็นหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย เพื่อแจ้งข้อมูลการกระทำผิดของกลุ่มแกนนำ กปปส. และแนวทางการดำเนินการของ ศรส.
4. ศรส. ได้กำชับการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่เข้าขัดขวางการจัดการเลือกตั้ง ทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 มกราคม และการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดขัดขวางการเลือกตั้งด้วยวิธีใด เช่น ปิดล้อม ปิดกั้นการขนบัตรเลือกตั้ง ปิดล้อมกีดกันไม่ให้ผู้จะใช้สิทธิเลือกตั้งเข้าหน่วยเลือกตั้ง สั่งปิดการลงคะแนนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และจงใจละทิ้งการทำหน้าที่ ด้วยการลาออกกระทันหัน เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อการจัดการเลือกตั้งในครั้งต่อไป
5. การดำเนินคดีกับกลุ่มทุนในลักษณะท่อน้ำเลี้ยงนั้น ศรส. ขอแจ้งเตือนให้ผู้กระทำผิดหรือที่คิดจะกระทำผิดหยุดยั้งทันที และรายชื่อ 120 รายชื่อที่จะออกคำสั่งนั้น ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 136 รายชื่อ มีที่มาจาก 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำ กปปส. จำนวน 58 คน รายชื่อตามทางการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ 30 คน และที่เหลือเป็นรายชื่อตามทางการสืบสวนของตำรวจสันติบาลอีก 48 คน ซึ่ง ศรส. จะออกคำสั่งระงับการทำธุรกรรม แล้วเรียกเข้าชี้แจง หากชี้แจงไม่ได้จะนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป
อนึ่ง ศรส. ได้รับแจ้งว่าขณะนี้มีกลุ่มบุคคลออกทำการชักชวนให้พี่น้องในภาคใต้ช่วยกันออกเงินสมทบการชุมนุมของ กปปส. บางรายถึงกับทำเป็นหนังสือ เช่น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้บริหารครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดภูเก็ต ที่ทำหนังสือเชิงบังคับให้ครูตามโรงเรียนต่าง ๆ ร่วมกันให้เงินสนับสนุน กปปส. เป็นต้น ซึ่ง ศรส.จะตรวจสอบแล้วดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น

สรุปประเด็นแถลงข่าว ของทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (6 กุมภาพันธ์ 2557)


ผู้แถลง คือ

1.พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร.
2.พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษก ตร.
3. พ.ต.อ.หญิงวิชญ์ชยากร ณิชาบวร รองโฆษก ตร.

พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์การชุมนุมทั่วประเทศขณะนี้มี 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่นที่เกี่ยวข้องชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองในเขตกรุงเทพมหานคร และการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนจากการไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าว ส่วนการชุมนุมทางการเมืองในเขตกรุงเทพมหานครนั้นยังมีอยู่ 5 เวทีหลัก ประกอบด้วย เวทีแจ้งวัฒนะ ราชประสงค์ แยกปทุมวัน อโศก ศาลาแดง และเวทีสะพานชมัยมรุเชษฐ์ต่อเนื่องสะพานมัฆวานรังสรรค์ ของกลุ่ม คปท. โดยขณะนี้การจราจรบริเวณสะพานพระราม8 เปิดให้ใช้งานได้แล้ว แต่ยังคงไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร เนื่องจากการจราจรขาลงยังไม่สามารถผ่านแยก จ.ป.ร. ได้ ต้องเลี่ยงไปใช้ถนนราชสีมาและถนนประชาธิปไตยแทน โดย พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พลตำรวจโท เรืองศักดิ์ จริตเอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อขอพื้นที่ให้มีการใช้สัญจรได้มากขึ้น

พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การชุมนุมปิดถนนของกลุ่มเกษตรกรชาวนาขณะนี้ ได้มีการเจรจาเพื่อขอเปิดเส้นทางแล้ว โดยมีการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรชาวนาอยู่ 3 พื้นที่ ประกอบด้วย 1. พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (กลุ่มชาวนา จ.อ่างทอง, สิงห์บุรี, ชัยนาท, ลพบุรี) ปิดบริเวณหน้าทางเข้าวัดไชโย ถนนสายเอเชีย อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง 2. พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ปิดบริเวณแยกท่าพุทรา ถนนพหลโยธิน อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร (ขาล่องใต้ มุ่งหน้า กทม.) 3. พื้นที่กองบัญชการตำรวจภูธรภาค 7 ปิดแยกหนองขาว ถนนสายกาญจนบุรี – สุพรรณบุรี อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี และ ปิดแยกวังมะนาว ถนนพระราม 2 อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเกษตรกรชาวนากลุ่มที่3 มีการข่าวแจ้งว่าจะเดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนที่กระทรวงพาณิชย์

พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าในวันนี้ พลตำรวจโท ชัยยง กีรติขจร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งรับผิดชอบคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง ได้รายงานให้ที่ประชุมบริหารทราบถึงผลสรุปเบื้องต้นจากการประชุมพนักงานสอบสวนวานนี้ พบว่า มีหน่วยที่แจ้งเรื่องคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด 6 หน่วย ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 2,8,7,9 และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในคดีขัดขวางการเลือกตั้ง และคดีเจ้าหน้าที่ไม่จงใจมาปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งสิ้น 547 คดี โดย ตำรวจภูธรภาค8 มีการกระทำความผิดมากที่สุด 200 คดี รองลงมาคือ ตำรวจภูธรภาค 9 130 คดี และ ตำรวจภูธรภาค7 99 คดี ตามลำดับ ส่วนการตั้งด่านความมั่นคง ว.43 ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลของเมื่อคืนที่ผ่านมา พบว่าสถิติการจับกุมสิ่งผิดกฎหมายลดน้อยลง โดยสามารถจับกุม ผู้ต้องหารวม 5 ราย 5 คน และของกลางอาวุธปืน 1 กระบอก กระสุนปืน 4 นัด ใบกระท่อม 14 ใบ อาวุธมีด 3 เล่ม ยาบ้า 5 เม็ด

พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการรายงานของศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า ขณะนี้การโจรกรรมรถจักรยานยนต์ในภาพรวมลดลง413 คดี คิดเป็นลดลง ร้อยละ10 เมื่อเปรียบเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยพื้นนที่ที่มีรถยนต์หายมากที่สุด คือกองบัญชาการตำรวจนครบาล จำนวน 88 คัน (คิดเป็น ร้อยละ 20 ของจำนวนรถหายทั้งหมด) และพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 84 คัน (คิดเป็น ร้อยละ19 ของจำนวนรถหายทั้งหมด) รถยนต์กระบะ หายมากที่สุด ยี่ห้ออีซูซุ จำนวน 80 คัน (ร้อยละ40) รถยนต์เก๋ง หายมากที่สุด ยี่ห้อ โตโยต้า จำนวน 59 คัน (ร้อยละ48) รถจักรยานยนต์ หายมากที่สุด ยี่ห้อ ฮอนด้า จำนวน 2,129 คัน (ร้อยละ58) ส่วนปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่ทำให้รถหายมากสุด คือ ที่จอดรถปลอดภัยของประชาชนมีไม่เพียงพอ และมักจะหายในบริเวณที่มีการมั่วสุมของกลุ่มวัยรุ่นและยาเสพติด ส่วนมาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการป้องกันและปราบปรามได้แก่ ให้มีการกวดขันปราบปรามจับกุมต่อเนื่อง สามารถขยายผลแก๊งโจรกรรม ทำให้สถิติลดลง และควบคุมอาชญากรรมได้

พลตำรวจตรี อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยรายละเอียดสถานการณ์อาชญากรรมในช่วงเดือนมกราคม ที่ผ่านมา พบว่า 

1) ในภาพรวมคดีกลุ่มที่ 1-4 มีสถิติลดลง

  • กลุ่มที่ 1 คดีอุกจกรรจ์สะเทือนขวัญ เกิด 338 คดี เปรียบเทียบห้วงเดียวกัน ลดลง 144 คดี ลดลง 25.22%
  • กลุ่มที่ 2 คดีต่อชีวิต ร่างกาย และเพศ เกิด 1,792 คดี เปรียบเทียบห้วงเดียวกัน ลดลง 416 คดี ลดลง18.84%
  • กลุ่มที่ 3 คดีเกี่ยวกับทรัพย์ เกิด 3,605 คดี เปรียบเทียบห้วงเดียวกัน ลดลง 833 คดี ลดลง18.77%
  • กลุ่มที่ 4 คดีที่น่าสนใจ เช่น ลักรถยนต์ รถ จยย. เกิด 2,182 คดี เปรียบเทียบห้วงเดียวกัน ลดลง 395 คดี ลดลง 15.33%

2) ผลการจับกุมในภาพรวมกลุ่ม 5 คดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย 
จับกุม 33,391 คดี เปรียบเทียบห้วงเดียวกัน ลดลง 14,176 คดี ลดลง 29.80%

3) พื้นที่เกิดคดีมาก

  • บช.น. : ลักทรัพย์ , ชิงทรัพย์ , ปล้นทรัพย์ , โจรกรรมรถ จยย.
  • ภ.2 : คดีโจรกรรมรถยนต์ , จับกุมยาเสพติดได้มากที่สุด
  • ภ.4 : จับกุมยาเสพติดได้มากที่สุด
  • ภ.8 : คดีพยายามฆ่ามาก , จับกุมอาวุธปืนได้มากที่สุด
  • ศชต. : คดีฆ่าผู้อื่นมากที่สุด

ส่วนมาตรการการป้องกัน โดยใช้วิธีการ ปรับแผนการป้องกันอาชญากรรม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การชุมนุม โดยใช้อาสาสมัคร , ชุมชน เข้ามาช่วยตรวจตรา , ออกตรวจพื้นที่, ประชาสัมพันธ์เพื่อนบ้านเตือนภัย , ทำกำลังน้อยให้เป็นกำลังมาก โดยวิเคราะห์พื้นที่ เน้นจุดเสี่ยง เกิดเหตุบ่อยครั้ง และแสดงตัวเพื่อป้องปรามการกระทำผิด

พลตำรวจตรี อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา มีสถิติการจับกุมยาเสพติดลดลง 21,638 คดี เมื่อเปรียบเทียบในห้วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็น ลดลงร้อยละ 15.82 จับกุม 5 ข้อหาหลัก (ผลิต,นำเข้า,ส่งออก,จำหน่าย,ครอบครองเพื่อจำหน่าย) ลดลง 3,599 คดี คิดเป็นลดลงร้อยละ 17.21 การตรวจสอบทรัพย์สิน ลดลง 214.45 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 45.36 ยึดยาเสพติดได้ ยาบ้า เพิ่มขึ้น 2.16 ล้านเม็ด เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.55ยึดเฮโรอีน ได้เพิ่มขึ้น 88 กก. เพิ่มขึ้น ร้อยละ 160.18 ซึ่งการวิเคราะห์พบว่ามีการจับกุมยาเสพติดทุกความผิดมีจำนวนลดลง แต่ปริมาณยาเสพติดที่ยึดได้มีมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ยาเสพติดยังอยู่ในขั้นรุนแรง โดยเครือข่ายยาเสพติด อาศัยสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองเร่งระบายยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน กทม. และปริมณฑล นอกจากนี้การลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย ยังคงผ่านภาคเหนือเป็นหลัก โดยเริ่มมีการใช้เส้นทางผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก ทางจังหวัดตาก และ กาญจนบุรี เพิ่มมากขึ้น

พันตำรวจเอกหญิง วิชญ์ชยากร ณิชาบวร รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีข้าราชการตำรวจระดับด.ต.อายุ 53 ปีขึ้นไป เพื่อเลื่อนไหลเป็นข้าราชการตำรวจระดับชั้นสัญญาบัตร สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการดำเนินการเป็นปีที่ 3 รวมทั้งสิ้น 37,241 นาย ซึ่งรุ่นที่ 3 ประจำปี 2557 จะจบการฝึกอบรมในวันที่ 16 มี.ค.หลังจากนั้นทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะแต่งตั้งไปประจำยังบช.ต่างๆ และทางด้านบช.ตชด.มีการดำเนินการโครงการครุทายาท ของโรงเรียนตชด.ที่ผ่านมามีการผลิตครูตชด.ตามโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ2556 ต่อเนื่องจนถึงปี 2560 และยังมีแนวทางการพัฒนาโรงเรียนตชด.ตามแนวโครงการพระราชดำริ โดยจะมีการจัดสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่ การจัดสร้างโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งจะมีการปรับปรุงพัฒนาสถานที่ของโรงเรียนตชด.เดิม แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ โดยขณะนี้ทางบช.ตชด.กำลังสำรวจโรงเรียนที่จะเข้าโครงการดังกล่าว นอกจากนั้นจะมีการสร้างโรงเรียนตามแนวตะเข็บชายแดน จำนวน 12 แห่ง โดยพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ได้ให้นโยบายไว้ว่า พยายามใช้ความรวมมือ ทรัพยากร จากประชาชนท้องถิ่นให้มากที่สุด ร่วมกันกำหนดหลักสูตรระหว่างประชาชนในพื้นที่กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า นายขวัญชัย ไพรพนา ได้เดินทางมารักษาตัวด้วยเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จาก จ.อุดรธานี มาที่ กรุงเทพมหานครนั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด จากการตรวจสอบข้อมูลที่ปรากฎ พบว่า นายขวัญชัยฯเดินทางเข้ามารักษาตัวที่ กรุงเทพมหานครโดยการเช่าเครื่องบินเหมาลำมาเอง

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

นพ.ประดิษฐ เยี่ยมนายอะแกว ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ ของกลุ่มผุ้ชุมนุม กปปส.

5 กุมภาพันธ์ 2557 - นพ.ประดิษฐ  สินธวณรงค์ รักษาการณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปเยี่ยม นายอะแกว  แซ่ลี้ อายุ 71 ปี ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่สี่แยกหลักสี่  ที่โรงพยาบาลวิภาวดี โดยนายอะแกว แซ่ลี้ ถูกยิงที่คอกระสุนฝังใน หลังผ่าตัดรู้ตัวสึกตัวดี  แต่มีอาการหายใจเหนื่อย แขนขาอ่อนแรง  ไม่รู้สึกตั้งแต่ช่วงไหล่ลงมา

ในส่วนของการดูแลค่ารักษาพยาบาลของนายอะแกว แซ่ลี้  เป็นผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพหรือ 30 บาทของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเมื่อประสบเหตุฉุกเฉินจึงเข้ารับบริการได้ทุก รพ.ที่อยู่ใกล้ ตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตของกระทรวงสาธารณสุข  ดังนั้นสิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลทางโรงพยาบาลวิภาวดีจะเบิกจ่ายมายัง สปสช.  โดย สปสช .มีระบบการเบิกจ่ายที่ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่แล้ว

ทั้งนี้ในส่วนของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่มีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง สรุปรวมผู้บาดเจ็บทั้งหมด 603 ราย  ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล  15 ราย ซึ่งทางรัฐบาลได้ดูแลค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิในการรักษาพยาบาลของประชาชนทุกคน