ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
๑. ศรส.ขอแสดงความเสียใจต่อตำรวจและประชาชนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศเมื่อเช้าวานนี้ และขอประณามกลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ปะปนอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุม แล้วใช้อาวุธสงครามร้ายแรง อันได้แก่ ระเบิดลูกเกลี้ยง ระเบิดเอ็ม ๗๙ ปืนซุ่มยิงความเร็วสูง และปืนสั้นชนิดต่าง ๆ รวมทั้ง แก๊สน้ำตา ระดมยิงเข้าใส่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ เป็นผลให้มีตำรวจและประชาชนเสียชีวิตถึง ๕ คน และบาดเจ็บรวม ๖๘ คน จึงเป็นที่แน่ชัดว่า แกนนำ กปปส.ได้ จงใจและยินยอมให้มีกองกำลังติดอาวุธร้ายแรงเข้าปฏิบัติการดังกล่าว
ศรส.ขอยืนยันว่า การปฏิบัติการของตำรวจชุดควบคุมฝูงชนนั้นปราศจากอาวุธ คงมีเพียงโล่ กระบอง และปืนยิงกระสุนยางเท่านั้น โดยเฉพาะตำรวจได้ปฏิบัติการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเปิดเผยต่อหน้าสื่อมวลชน และปฏิบัติการเป็นขั้นตอนตั้งแต่การเจรจา การกดดันด้วยกำลังพล และยุทธวิธีต่าง ๆ ซึ่งมิใช่เป็นการใช้อาวุธเข้าสลายการชุมนุมแต่อย่างใด ส่วนภาพทางสื่อมวลชนที่ปรากฏตำรวจถืออาวุธนั้น เป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงกระสุนยางเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตำรวจจำเป็นต้องมีหน่วยสนับสนุนที่มีหน้าที่คุ้มครองป้องกันหากตำรวจชุดควบคุมฝูงชนถูกอาวุธร้ายแรงทำร้าย ซึ่งสามารถกระทำได้ตามกฎหมายเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน แต่การปฏิบัติการเมื่อเช้าวานนี้ ตำรวจหน่วยสนับสนุนก็ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงแต่อย่างใด คงมีเพียงการแสดงกำลังและอาวุธเพื่อป้องปรามตามยุทธวิธีเท่านั้น
การที่แกนนำ กปปส. โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้พูดกล่าวหาและบิดเบือนว่า ตำรวจใช้อาวุธทำร้ายผู้ชุมนุม โดยตัดต่อภาพและพูดเท็จ จึงทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ขณะที่สื่อมวลชนต่างประเทศ คือ สำนักข่าว CNN และ BBC ได้เสนอภาพและข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า มีคนร้ายใช้ระเบิดลูกเกลี้ยง และระเบิดเอ็ม ๗๙ และอาวุธปืนยิงเข้าใส่ตำรวจอยู่ตลอดเวลา โดยตำรวจไม่ได้เตรียมการตั้งรับ จึงต้องบาดเจ็บและเสียชีวิต จนในที่สุดต้องถอนกำลังออกจากบริเวณที่เกิดเหตุ และครั้นเมื่อภาพข่าวได้เผยแพร่ไปจนได้ความจริงปรากฏแก่ประชาชนแล้ว นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แกนนำ กปปส. ก็มากล่าว ขอโทษแก่สื่อมวลชนว่าเป็นความบกพร่องของตนเองที่เขียนบทพูดหรือสคริปต์ ให้นายสุเทพฯ พูดผิดพลาดไป ดังนั้น จึงถือได้ว่า แกนนำ กปปส. จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ให้ประชาชนเข้าใจผิด
ศรส. ยังได้รับแจ้งข้อมูลว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อเช้าวานนี้ เมื่อมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าช่วยเหลือตำรวจและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บเพื่อนำส่งโรงพยาบาล แต่ปรากฏว่าผู้ชุมนุมบางส่วนได้ขัดขวางปิดเส้นทางมิให้รถพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทำการลำเลียงช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้อย่างสะดวก ซึ่ง ศรส. มีความห่วงใยในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
๒. ศรส.ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้ง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง
ขณะนี้มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน ๑๖๒ คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน๑๗๐ คดี รวมคดีทั้งสิ้น ๓๓๒ คดี และศาลได้ออกหมายจับ ให้แล้วจำนวน ๑๑๐ คน ขณะนี้ได้ตัวมาดำเนินคดีแล้วจำนวน ๓๕ คน
๓. ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. โดยเฉพาะสถานที่ราชการ ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ทำพิธีเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ ขณะนี้สามารถเปิดเพิ่มเติมได้อีก ๕ แห่งได้แก่ กรมการกงสุล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด กรมการขนส่งทางบก และการสื่อสารแห่งประเทศไทย รวมเปิดส่วนราชการได้ทั้งหมดถึง ๕๓ แห่งแล้ว
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศรส. (เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗)
วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
สรุปผลการประชุม ศรส. เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
๑. เช้าวันนี้ ศรส.ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดที่เป็นแกนนำ กปปส. ทั้งที่ได้ถูกศาลออกหมายจับไว้แล้ว และกลุ่มการ์ดที่กระทำความผิดซึ่งหน้า รวมทั้งปฏิบัติการเพื่อเปิดสถานที่ราชการและถนนสาธารณะด้วย ซึ่งได้กำหนดพื้นที่เข้าดำเนินการ ๕ พื้นที่ ได้แก่
๑) บริเวณทำเนียบรัฐบาล ๒) บริเวณ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ๓) บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ๔) กระทรวงพลังงาน และ ๕) กระทรวงมหาดไทย ผลการปฏิบัติการได้รับความสำเร็จแล้ว ๒ พื้นที่ คือ พื้นที่บริเวณกระทรวงพลังงาน สามารถเข้าจับกุมแกนนำ กปปส. ได้ ๒ คน คือ นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล และนายทศพล แก้วทิมา พร้อมการ์ดและผู้ร่วมกระทำผิดอีกจำนวนหนึ่ง รวมเป็นจำนวน ๑๔๔ คน เป็นชาย ๙๖ คน และหญิง ๔๘ คน ซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้าด้วยการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ ขณะนี้ ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค ๑ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งจะได้ทำการสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป
อีกพื้นที่หนึ่งคือ บริเวณศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ จากการเจรจาและกดดันต่อเนื่องมาหลายวัน เช้าวันนี้ พระพุทธอิสระ แกนนำสำคัญได้ยอมเปิดพื้นที่ในส่วนที่เป็นถนนแจ้งวัฒนะให้สามารถสัญจรได้ตามปกติ โดยเฉพาะสามารถเปิดทำการศูนย์ราชการได้แล้ว
สำหรับพื้นที่อื่น ๆ อีก ๓ พื้นที่นั้น อยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งการเจรจา การลาดตระเวนกดดัน และการใช้ยุทธวิธีต่าง ๆ ซึ่งจะไม่มีการใช้วิธีสลายการชุมนุมอย่างแน่นอน การปฏิบัติการครั้งนี้ ก็เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่กรุงเทพ หรือ Peace for Bangkok นั่นเอง
อนึ่งเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามเข้าดำเนินการอย่างละมุนละม่อมโดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง มีการเจรจาเป็นขั้นตอน การปฏิบัติการมีการกระทำอย่างเปิดเผยท่ามกลางสื่อมวลชน แต่กลุ่มผู้กระทำผิดได้ใช้อาวุธร้ายแรงด้วยการยิงอาวุธสงครามเอ็ม ๗๙ และอาวุธปืนจนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงที่ศีรษะ ๑ นาย และบาดเจ็บอีก ๖ นาย ทั้ง ๆ ที่ตำรวจไม่มีการใช้อาวุธเลย
๒. ศรส. เห็นควรแจ้งแนะนำให้ กกต. เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ในความผิดที่แกนนำ กปปส. และแนวร่วม กระทำผิดด้วยการฝ่าฝืนและขัดขวางการเลือกตั้งอันเป็นความผิดร้ายแรงตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รายงานต่อ ศรส.ว่า การที่แกนนำ กปปส.และแนวร่วมได้กระทำการต่าง ๆ นานา อันเป็น การขัดขวางการเลือกตั้ง อาทิเช่น การปิดล้อมสถานที่รับสมัคร การปิดล้อมไปรษณีย์สถานที่จ่ายบัตรเลือกตั้ง การกีดกันและขัดขวางไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ กกต. จำนวนมากจงใจละทิ้งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง ทั้งในระดับสำนักงานเขตและหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งล้วนเป็นความผิดอย่างร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นการกระทำผิดที่ล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนโดยตรง ถึงขนาด นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ประณามว่า การกระทำของแกนนำ กปปส. เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ขณะนี้ปรากฏว่าได้มีการดำเนินคดีการขัดขวางการเลือกตั้งแล้วจำนวน ๑๖๐ คดี และคดีประเภทเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน ๑๖๙ คดี รวมทั้งสิ้น ๓๒๙ คดี และศาลได้ออกหมายจับ ให้แล้วจำนวน ๗๘ คน
ศรส.พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปรากฏว่า พนักงานสอบสวนได้เคยร้องขอให้ กกต. เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้ง จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง แต่จนบัดนี้ กกต. ยังไม่ดำเนินการเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษแต่อย่างใด การเพิกเฉยไม่ดำเนินการของ กกต. เช่นนี้ จะเกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีโดยเฉพาะการป้องปราม มิให้มีการกระทำผิดซ้ำอีกในการจัดการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนี้ ที่ประชุม ศรส. จึงมีมติให้ผู้อำนวยการ ศรส. มีหนังสือแจ้งแนะนำให้ กกต เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในเรื่องดังกล่าว โดยขอให้ดำเนินการเร่งด่วนที่สุด
จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ศรส. ย้ำการเข้าปฏิบัติการใน 5 พื้นที่ชุมนุม เป็นปฏิบัติการเพื่อคืนความสงบสุขให้สังคม ไม่ใช่สลายการชุมนุม
ศรส. มีมติยื่นคำร้องเสนอข้อมูลศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องการขอเพิกถอนประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินปี 53 ต่อศาลแพ่งโดยด่วนวันนี้ โดยจะทำคำแถลงการณ์ปิดคดีก่อนศาลแพ่งจะมีคำพิพากษา 19 ก.พ.นี้ แจงกำหนดอัตรากำลัง หัวหน้าผู้รับผิดชอบ ยุทธวิธีเข้าปฏิบัติการใน 5 พื้นที่ชุมนุมตามสถานการณ์แต่ละพื้นที่ ย้ำไม่ใช่สลายการชุมนุม กระชับพื้นที่หรือขอคืนพื้นที่ แต่เป็นปฏิบัติการเพื่อคืนความสงบสุขให้สังคม
วันนี้ (17 ก.พ.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้
1. ศรส.ได้ตรวจพบว่า เมื่อครั้งประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี พ.ศ. 2553 นั้น ได้เคยมีนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งขอให้สั่งว่าการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นไปโดยมิชอบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน ซึ่งในที่สุดแล้ว ศาลแพ่งเห็นว่า พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ มีเจตนารมณ์ที่จะให้อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรหรือในบางเขตท้องที่ได้ตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ การที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแก่นายกรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ย่อมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อยู่ในอำนาจหน้าที่และดุลยพินิจของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะศาลมิอาจก้าวล่วงไปพิจารณาหรือทบทวนการใช้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารเช่นว่านั้นได้ พิพากษาให้ยกฟ้อง ซึ่ง ศรส. พิจาณาเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีลักษณะเช่นเดียวกับเรื่องที่นายถาวร เสนเนียม ฟ้องคดีต่อศาลแพ่งขอให้สั่งเพิกถอนการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ อยู่ในขณะนี้ โดยมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกัน ศรส.จึงได้มีมติยื่นคำร้องเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อศาลแพ่งโดยด่วนในวันนี้ โดยจะทำเป็นคำแถลงการณ์ปิดคดี ก่อนที่ศาลแพ่งจะได้มีคำพิพากษาในวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ นี้
2. ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. โดยเฉพาะสถานที่ราชการ ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ทำพิธีเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ ขณะนี้สามารถเปิดได้ถึง 48 แห่งแล้ว
3. ยอดผู้ชุมนุมของ กปปส. สูงสุดเมื่อคืนวานนี้ ช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ทุกเวทีรวมประมาณ 7,500 คน ซึ่งได้ลดน้อยลงเป็นลำดับอย่างต่อเนื่อง ศรส. ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความร่วมมืองดการเข้าร่วมชุมนุม การสนับสนุนด้านการเงิน และการช่วยเหลือต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่ไม่สงบขณะนี้ยุติไปได้ในที่สุด
4. ศรส. ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 160 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 169 คดี รวมคดีทั้งสิ้น 329 คดี และศาลได้ออกหมายจับให้แล้วจำนวน 67 คน
5. ศรส. ขอแจ้งความคืบหน้าของการเข้าตรวจสอบพื้นที่การชุมนุมเพื่อติดตามจับกุมแกนนำ กปปส. ที่ศาลได้ออกหมายจับและการจับกุมผู้กระทำผิดซึ่งหน้า และการเปิดใช้พื้นที่ส่วนราชการและถนนสาธารณะว่า ศรส. ได้กำหนดพื้นที่ที่จะปฏิบัติการรวม 5 แห่ง ดังนี้ คือ 1) บริเวณทำเนียบรัฐบาล 2) บริเวณศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ 3) บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 4) กระทรวงพลังงาน และ 5) กระทรวงมหาดไทย โดยได้กำหนดอัตรากำลังเข้าปฏิบัติ หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และยุทธวิธีซึ่งจะเป็นไปตามสถานการณ์เพื่อความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ไป โดยขอเรียนย้ำว่า การปฏิบัติการในขณะนี้ไม่ใช่การสลายการชุมนุม ไม่ใช่การกระชับพื้นที่ และไม่ใช่การขอคืนพื้นที่ แต่เป็นการปฏิบัติการเพื่อคืนความสงบสุขให้สังคม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการขอคืนพื้นที่ของ ศรส. ในสัปดาห์นี้จะเริ่มได้เมื่อไร อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ไม่ใช่การขอคืนพื้นที่ เป็นการปฏิบัติการเพื่อความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ หลักการใหญ่คือการเข้าติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดที่ศาลออกหมายจับ และการเปิดพื้นที่ส่วนราชการหรือถนนสาธารณะ โดยจะดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งการดำเนินการในแต่ละพื้นที่จะมียุทธวิธีที่แตกต่างกัน ทั้งที่ถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณถนนรอบทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมาที่เป็นการเริ่มต้นและจะทำอย่างต่อเนื่อง มีการกำหนดกำลังคนที่จะประกอบกำลังว่ามีกี่กองร้อย ใครเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ยุทธวิธีจะเป็นอย่างไร ซึ่งอาจแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยจะทำอย่างต่อเนื่องไป บางจุดอาจจะต้องใช้เวลา บางจุดอาจจะทำได้เร็ว และบางจุดอาจจะต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น ถนนแจ้งวัฒนะ ที่มีการประกอบกำลัง เคลื่อนกำลังไปกดดัน พร้อม ๆ กับการเจรจา จะเห็นว่าภาพของการกระทำอาจจะไม่ทันอกทันใจเหมือนปี 2553 แต่ได้พิเคราะห์อย่างระมัดระวังแล้วว่าจะต้องดำเนินการ 5 แห่งให้ประสบความสำเร็จโดยไม่มีการสูญเสียเลย หรือว่าสูญเสียให้น้อยที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในวันพรุ่งนี้ ศรส. มีการวางแผนว่าจะขอคืนพื้นที่จุดใดหรือไม่ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า การปฏิบัติการดังกล่าวซึ่งไม่ใช่การขอคืนพื้นที่นี้จะมีการปฏิบัติการต่อเนื่องกันไป ส่วนจะเป็นที่ไหนอย่างไร ศรส. ได้บอกเป้าหมาย 5 แห่งไปแล้วชัดเจน ส่วนจะปฏิบัติการวันเวลาใด จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแน่นอนเพื่อความโปร่งใส และให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ โดยจะเข้าปฏิบัติการเฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ศรส. ได้ประเมินเหตุการณ์ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลวันนี้อย่างไร อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ศรส. ยังไม่ได้มีการประเมิน แต่มีการรายงานเหตุการณ์ที่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ไปทำอะไร โดยการประเมินจะมีการประเมินโดยคณะกรรมการประเมินศูนย์ข่าวร่วม ที่จะประเมินสถานการณ์ในรอบ 24 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการติดตามสถานการณ์และหารือถึงแนวโน้มในการประชุม ศรส. วันพรุ่งนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการประกาศรายชื่อกลุ่มทุนผู้สนับสนุน กปปส. ในลักษณะท่อน้ำเลี้ยงว่าจะประกาศรายชื่อได้วันใด อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ยังคงทำอยู่ ศรส. มีหลักการชัดเจนว่าจะทำการตรวจสอบ เรียกมาชี้แจง ถ้าชี้แจงได้ก็จบ ถ้าชี้แจงไม่ได้จึงนำไปสู่การสั่งระงับการทำธุรกรรม ซึ่งจะต่างจากปี 2553 เพราะในปี 2553 ได้สั่งระงับทั้งหมดแล้วค่อยชี้แจง แต่ครั้งนี้ได้ทำกลับกันโดยเชิญมาชี้แจงก่อน ศรส. พยายามระมัดระวังมากที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยคณะทำงานกำลังดำเนินการอยู่ คงไม่ต้องรอให้เลขาธิการ ป.ป.ง. เดินทางกลับจากต่างประเทศก่อน ระหว่างนี้คณะทำงานก็สามารถทำงานไปได้
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าขณะนี้มีใครบ้างที่ได้เข้ามาชี้แจงกับ ศรส. แล้ว อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า กระบวนการขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการสืบสวนสอบสวน ยังไม่ได้มีการเจาะจงเรียกใครมาชี้แจงเป็นรายตัว แต่ได้มีการส่งหนังสือเตือนไปถึงเป็นรายบุคคลไปแล้วตั้งแต่เมื่อตั้ง ศรส. ขึ้นใหม่ ๆ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่ามีใครบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีสถานที่ราชการอีกกี่แห่งที่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ขณะนี้มีจำนวนน้อยแล้ว ตัวเลขที่เปิดได้ขณะนี้มี 48 แห่ง โดยเมื่อเช้าวันนี้กรมการขนส่งทางบกก็ได้เปิดทำการแล้ว
วันนี้ (17 ก.พ.57) เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้
1. ศรส.ได้ตรวจพบว่า เมื่อครั้งประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี พ.ศ. 2553 นั้น ได้เคยมีนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งขอให้สั่งว่าการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นไปโดยมิชอบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน ซึ่งในที่สุดแล้ว ศาลแพ่งเห็นว่า พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ มีเจตนารมณ์ที่จะให้อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรหรือในบางเขตท้องที่ได้ตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ การที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแก่นายกรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ย่อมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อยู่ในอำนาจหน้าที่และดุลยพินิจของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะศาลมิอาจก้าวล่วงไปพิจารณาหรือทบทวนการใช้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารเช่นว่านั้นได้ พิพากษาให้ยกฟ้อง ซึ่ง ศรส. พิจาณาเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีลักษณะเช่นเดียวกับเรื่องที่นายถาวร เสนเนียม ฟ้องคดีต่อศาลแพ่งขอให้สั่งเพิกถอนการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ อยู่ในขณะนี้ โดยมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกัน ศรส.จึงได้มีมติยื่นคำร้องเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อศาลแพ่งโดยด่วนในวันนี้ โดยจะทำเป็นคำแถลงการณ์ปิดคดี ก่อนที่ศาลแพ่งจะได้มีคำพิพากษาในวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ นี้
2. ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. โดยเฉพาะสถานที่ราชการ ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ทำพิธีเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ ขณะนี้สามารถเปิดได้ถึง 48 แห่งแล้ว
3. ยอดผู้ชุมนุมของ กปปส. สูงสุดเมื่อคืนวานนี้ ช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ทุกเวทีรวมประมาณ 7,500 คน ซึ่งได้ลดน้อยลงเป็นลำดับอย่างต่อเนื่อง ศรส. ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความร่วมมืองดการเข้าร่วมชุมนุม การสนับสนุนด้านการเงิน และการช่วยเหลือต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่ไม่สงบขณะนี้ยุติไปได้ในที่สุด
4. ศรส. ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 160 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 169 คดี รวมคดีทั้งสิ้น 329 คดี และศาลได้ออกหมายจับให้แล้วจำนวน 67 คน
5. ศรส. ขอแจ้งความคืบหน้าของการเข้าตรวจสอบพื้นที่การชุมนุมเพื่อติดตามจับกุมแกนนำ กปปส. ที่ศาลได้ออกหมายจับและการจับกุมผู้กระทำผิดซึ่งหน้า และการเปิดใช้พื้นที่ส่วนราชการและถนนสาธารณะว่า ศรส. ได้กำหนดพื้นที่ที่จะปฏิบัติการรวม 5 แห่ง ดังนี้ คือ 1) บริเวณทำเนียบรัฐบาล 2) บริเวณศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ 3) บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 4) กระทรวงพลังงาน และ 5) กระทรวงมหาดไทย โดยได้กำหนดอัตรากำลังเข้าปฏิบัติ หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และยุทธวิธีซึ่งจะเป็นไปตามสถานการณ์เพื่อความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ไป โดยขอเรียนย้ำว่า การปฏิบัติการในขณะนี้ไม่ใช่การสลายการชุมนุม ไม่ใช่การกระชับพื้นที่ และไม่ใช่การขอคืนพื้นที่ แต่เป็นการปฏิบัติการเพื่อคืนความสงบสุขให้สังคม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการขอคืนพื้นที่ของ ศรส. ในสัปดาห์นี้จะเริ่มได้เมื่อไร อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ไม่ใช่การขอคืนพื้นที่ เป็นการปฏิบัติการเพื่อความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ หลักการใหญ่คือการเข้าติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดที่ศาลออกหมายจับ และการเปิดพื้นที่ส่วนราชการหรือถนนสาธารณะ โดยจะดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งการดำเนินการในแต่ละพื้นที่จะมียุทธวิธีที่แตกต่างกัน ทั้งที่ถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณถนนรอบทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมาที่เป็นการเริ่มต้นและจะทำอย่างต่อเนื่อง มีการกำหนดกำลังคนที่จะประกอบกำลังว่ามีกี่กองร้อย ใครเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ยุทธวิธีจะเป็นอย่างไร ซึ่งอาจแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยจะทำอย่างต่อเนื่องไป บางจุดอาจจะต้องใช้เวลา บางจุดอาจจะทำได้เร็ว และบางจุดอาจจะต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น ถนนแจ้งวัฒนะ ที่มีการประกอบกำลัง เคลื่อนกำลังไปกดดัน พร้อม ๆ กับการเจรจา จะเห็นว่าภาพของการกระทำอาจจะไม่ทันอกทันใจเหมือนปี 2553 แต่ได้พิเคราะห์อย่างระมัดระวังแล้วว่าจะต้องดำเนินการ 5 แห่งให้ประสบความสำเร็จโดยไม่มีการสูญเสียเลย หรือว่าสูญเสียให้น้อยที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในวันพรุ่งนี้ ศรส. มีการวางแผนว่าจะขอคืนพื้นที่จุดใดหรือไม่ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า การปฏิบัติการดังกล่าวซึ่งไม่ใช่การขอคืนพื้นที่นี้จะมีการปฏิบัติการต่อเนื่องกันไป ส่วนจะเป็นที่ไหนอย่างไร ศรส. ได้บอกเป้าหมาย 5 แห่งไปแล้วชัดเจน ส่วนจะปฏิบัติการวันเวลาใด จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแน่นอนเพื่อความโปร่งใส และให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ โดยจะเข้าปฏิบัติการเฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ศรส. ได้ประเมินเหตุการณ์ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลวันนี้อย่างไร อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ศรส. ยังไม่ได้มีการประเมิน แต่มีการรายงานเหตุการณ์ที่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ไปทำอะไร โดยการประเมินจะมีการประเมินโดยคณะกรรมการประเมินศูนย์ข่าวร่วม ที่จะประเมินสถานการณ์ในรอบ 24 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการติดตามสถานการณ์และหารือถึงแนวโน้มในการประชุม ศรส. วันพรุ่งนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการประกาศรายชื่อกลุ่มทุนผู้สนับสนุน กปปส. ในลักษณะท่อน้ำเลี้ยงว่าจะประกาศรายชื่อได้วันใด อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ยังคงทำอยู่ ศรส. มีหลักการชัดเจนว่าจะทำการตรวจสอบ เรียกมาชี้แจง ถ้าชี้แจงได้ก็จบ ถ้าชี้แจงไม่ได้จึงนำไปสู่การสั่งระงับการทำธุรกรรม ซึ่งจะต่างจากปี 2553 เพราะในปี 2553 ได้สั่งระงับทั้งหมดแล้วค่อยชี้แจง แต่ครั้งนี้ได้ทำกลับกันโดยเชิญมาชี้แจงก่อน ศรส. พยายามระมัดระวังมากที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยคณะทำงานกำลังดำเนินการอยู่ คงไม่ต้องรอให้เลขาธิการ ป.ป.ง. เดินทางกลับจากต่างประเทศก่อน ระหว่างนี้คณะทำงานก็สามารถทำงานไปได้
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าขณะนี้มีใครบ้างที่ได้เข้ามาชี้แจงกับ ศรส. แล้ว อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า กระบวนการขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการสืบสวนสอบสวน ยังไม่ได้มีการเจาะจงเรียกใครมาชี้แจงเป็นรายตัว แต่ได้มีการส่งหนังสือเตือนไปถึงเป็นรายบุคคลไปแล้วตั้งแต่เมื่อตั้ง ศรส. ขึ้นใหม่ ๆ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่ามีใครบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีสถานที่ราชการอีกกี่แห่งที่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ขณะนี้มีจำนวนน้อยแล้ว ตัวเลขที่เปิดได้ขณะนี้มี 48 แห่ง โดยเมื่อเช้าวันนี้กรมการขนส่งทางบกก็ได้เปิดทำการแล้ว
วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ศรส. แจง การปฏิบัติการเมื่อวานนี้ รวมถึงวันนี้ไม่ใช่การสลายการชุมนุมหรือขอคืนพื้นที่จากกลุ่ม กปปส. แต่เป็นการเข้าตรวจค้น ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดตามหมายศาล พร้อมเปิดสถานที่ราชการ-ถนนสาธารณะ ยืนยันปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
วันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2557) เวลา 13.20 น. ณ ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้
1. ศรส.ขอเรียนว่า การเริ่มปฏิบัติการของ ศรส. ด้วยการใช้กำลังตำรวจเข้าดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เมื่อเช้าวานนี้นั้น การปฏิบัติการดังกล่าวไม่ใช่การสลายการชุมนุม หรือการกระชับพื้นที่ หรือการขอคืนพื้นที่ แต่เป็นการปฏิบัติการเพื่อการเข้าตรวจค้น ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดตามหมายจับของศาล หรือการเปิดสถานที่ราชการหรือถนนสาธารณะ ซึ่งจะปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยมียุทธวิธีที่เหมาะสมต่างกันไป ประการสำคัญเป็นการปฏิบัติการโดยเปิดเผย จึงได้แจ้งให้สื่อมวลชนเข้าร่วมทำข่าว มีส่วนร่วมและช่วยตรวจสอบด้วย อาทิ การปฏิบัติการเมื่อวานนี้ที่บริเวณถนนข้างทำเนียบรัฐบาล เป็นการเข้าตรวจค้นจับกุมผู้กระทำผิดตามกฎหมาย เมื่อเข้าปฏิบัติการแล้วก็ได้ตรวจยึดอาวุธ ยาเสพติด และสิ่งของผิดกฎหมายต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์ใช้ทำวัตถุระเบิด ส่วนผู้กระทำผิดได้หลบหนีไป ดังนั้น เมื่อปฏิบัติการเสร็จสิ้น จึงให้กำลังตำรวจกลับสู่ที่ตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องคงกำลังตำรวจไว้ในพื้นที่ เพราะไม่ใช่การขอคืนพื้นที่
ส่วนที่ถนนแจ้งวัฒนะซึ่งกำลังปฏิบัติการในวันนี้ ก็เพื่อเข้าตรวจสอบลาดตระเวน เจรจา และกดดัน เพื่อทำการเปิดสถานที่ศูนย์ราชการ และถนนแจ้งวัฒนะ กลับมาให้บริการประชาชนได้ดังเดิมรวมถึงการเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ คือ พระพุทธอิสระและการ์ดที่คุ้มกันด้วย ซึ่งต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง มิให้เกิดการสูญเสียโดยเฉพาะประชาชนที่ถูกใช้เป็นโล่ห์มนุษย์ ศรส. ขอยืนยันว่าจะไม่ปล่อยปะละเลยให้แกนนำ กปปส. การ์ดที่คุ้มกัน และผู้เข้าร่วมกระทำความผิดด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะเป็นการกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อไปเป็นอันขาด
2. กรณีศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กับนายเสรี วงษ์มณฑา หนึ่งในแกนนำ กปปส. ที่ถูกดำเนินคดี โดยศาลได้สั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษระงับการสั่งธนาคารอายัดบัญชี รวม 7 บัญชี นั้น ศรส.ได้รับรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลทันทีที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเคารพและปฏิบัติตามคำสั่งของศาล แต่อย่างไรก็ตาม นายเสรี กับแกนนำ กปปส.ทุกคน รวม 58 คน ก็อาจถูกอายัดบัญชีระงับการทำธุรกรรมตามที่ ศรส. ได้แต่งตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ 5 หน่วยงาน คือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสรรพากร ซึ่งกำลังพิจารณาตรวจสอบและเตรียมสั่งอายัดบัญชีระงับการทำธุรกรรมตามที่พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ให้อำนาจไว้ ดังนั้น การใช้อำนาจสั่งอายัดบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษที่ศาลสั่งให้ยกเลิก จึงเป็นคนละกรณีกับการจะสั่งอายัดหรือระงับการทำธุรกรรมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของ ศรส. ทั้งนี้ ศรส. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทั้ง 5 หน่วยงาน ให้ตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุน การกระทำผิดที่เรียกว่า ท่อน้ำเลี้ยง และในวันนี้ ศรส. ได้มีมติจะทำการตรวจสอบ แล้วเชิญผู้ต้องสงสัยมาชี้แจงก่อน หากชี้แจงไม่ได้จึงจะประกาศรายชื่อระงับการทำธุรกรรม ซึ่งเป็นการให้ความเป็นธรรมมากกว่าที่เคยปฏิบัติโดย ศอฉ. ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งเหตุการณ์ชุมนุมในปี 2553 ที่ออกคำสั่งระงับการทำธุรกรรมก่อน แล้วจึงให้ชี้แจงภายหลัง
3. กรณีนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำ กปปส. ที่ศาลได้ออกหมายจับประเภทหมาย ฉ. ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จะครบกำหนดควบคุมตัว 7 วัน ในวันอาทิตย์นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวไปขออนุญาตศาลควบคุมตัวต่ออีก 7 วัน ซึ่งศาลเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวแล้วจึงให้ปล่อยตัวนั้น ศรส.ได้รับแจ้งว่า นายสนธิญาณ ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงคือ ข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อความไม่สงบในบ้านเมือง และร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีพิเศษที่มีเจ้าพนักงาน 3 ฝ่ายร่วมกันสอบสวน คือตำรวจ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ และเมื่อวานนี้ คณะพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยพนักงานอัยการก็ได้เข้าแจ้งข้อหาร้ายแรงดังกล่าวแก่นายสนธิญาณ เรียบร้อยแล้ว และในวันนี้ก็ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอออกหมายขังมีกำหนดครั้งละ 12 วัน รวมแล้วไม่เกิน 84 วัน โดยล่าสุดเมื่อเวลา 12.00 นาฬิกา ศาลอาญาได้อนุมัติให้ฝากขัง นายสนธิญาณ มีกำหนด 12 วันแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมายปกติ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยได้ขอศาลคัดค้านการประกันตัว เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และหากปล่อยตัวไปก็เชื่อว่าจะไปกระทำผิดซ้ำอีก ศรส.ขอยืนยันว่า การปฏิบัติตามที่กล่าวมานี้ เป็นขั้นตอนปกติตามกฎหมายซึ่งไม่อาจปฏิบัติเป็นอื่นได้ และไม่มีการกลั่นแกล้งแต่อย่างใด
4. ศรส.ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้ มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 159 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 168 คดี รวมคดีทั้งสิ้น 327 คดี และศาลได้ออกหมายจับ ให้แล้วจำนวน 67 คน
วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
การแถลงข่าว ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557)
ผู้แถลง : พล.ต.ต. อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษก ตร.
พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันท์ : วันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอรายงานการชุมนุมในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และสถานการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าวันนี้ สถานการณ์การชุมนุมตามเวทีต่างๆในปัจจุบันยังคงเป็นเช่นเดิม มี 5 เวทีหลัก ที่แจ้งวัฒนะ แยกปทุมวัน ราชประสงค์ แยกศาลาแดง และที่แยกอโศก โดยมีผู้ชุมนุมค้างแรมอยู่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และที่ประตู 3 ประตู 4 ที่ทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งที่แยก จปร. ผ่านฟ้า
ในส่วนของสถานที่ราชการและสาธารณูปโภคที่ถูกปิด ก็ยังมีส่วนที่ของทำเนียบรัฐบาล กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย ศูนย์ราชการ กรมการขนส่งทางบก รวมทั้งสาธารณูปโภคคือสะพานไทย-ญี่ปุ่น ที่ถูกปิด เวทีคู่ขนานของ กปปส. ต่างจังหวัด มีทั้งสิ้น 13 จังหวัดด้วยกัน ประกอบไปด้วย ภาคเหนือ 2 จังหวัด ภาคกลาง 1 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด และภาคใต้ 7 จังหวัด เมื่อวานนี้มีสมาคม กำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้เดินทางมาที่วังสราญรมย์ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ ขอให้ยุติการปิดล้อมกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ข้าราชการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ อีกส่วนหนึ่งมีผู้พักอาศัยและร้านค้ารอบกระทรวงพลังงานประมาณ 200 คน มาชุมนุมหน้าสโมสรตำรวจ ยื่นหนังสือร้องเรียนการชุมนุมเสร้างความเดือดร้อน ไม่ได้รับความสะดวกต่อท่านเลขาธิการ สมช.
เมื่อวานนี้มีเหตุแทรกซ้อนเกิดขึ้น 2 เหตุด้วยกัน โดยที่เหตุแรกนั้นเมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล 7 ได้จับกุม นายไตรฉัตร จันทร์ทอง พร้อมด้วยของกลาง คือ อาวุธปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก ปืนพกสั้นขนาด .38 อีก 1 กระบอก กระสุนปืน 13 นัด กระสุนปืนลูกซองอีก 3 นัด โดยขณะจับกุม ผู้ต้องหาใส่ชุดเครื่องแบบ คฝ. ของ ชุดควบคุมฝูงชนของตำรวจ ใส่หมวกสายตรวจขับขี่จักรยานยนต์ HONDA ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีลักษณะเป็นพิรุธจึงทำการตรวจค้น และพบการกระทำความผิด ได้ทำการจับกุม นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี สำหรับอีกกรณีหนึ่ง เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรของสถานีตำรวจนครบาล วิภาวดี ตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์และป้องกันอาชญากรรมบริเวณ ถ.วิภาวดี ขาเข้าคู่ขนาน หน้ากองบัญชาการการศึกษา ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบจักรยานยนต์ บุคคลขับขี่จักรยานยนต์มาเป็นพิรุธ ขอค้นตัวพบ อุปกรณ์ อาวุธปืนจำนวน 2 กระบอก พร้อมด้วยเครื่องกระสุนปืนอีก 30 นัด พร้อมด้วยวิทยุสื่อสารอีก 2 เครื่อง สอบถามรับสารภาพว่าเป็นการ์ดให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ที่บริเวณกระทรวงพลังงาน นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี
สำหรับเหตุการณ์ในวันนี้ เมื่อเช้านี้ มีการระดมพลของตำรวจที่บริเวณแยกพระบรมรูปทรงม้าเพื่อเข้าทำการตรวจสอบบุคคลตามหมายจับ ที่บริเวณแยกสวนมิสกวันถึงแยกสะพานมัฆวาน โดยที่ปรากฏว่าที่บริเวณแยกในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ใช่ในพื้นที่ของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่เป็นพื้นที่ของกลุ่มผู้ที่มีลักษณะที่สร้างความวุ่นวาย ทราบว่ามีการรวบรวมอาวุธอยู่ที่บริเวณดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าไปตรวจค้น พบว่าที่บริเวณใต้สะพานมัฆวาน มีปุ๋ย มีลูกเหล็ก มีหัวน๊อต มีกำมะถัน ซึ่งอาจจะนำไปประกอบเป็นอุปกรณ์ระเบิดได้ ทั้งนี้ในพื้นที่ดังกล่าวมีเหตุทะเลาะวิวาทมีเหตุรุนแรงตลอดมา
ซึ่งไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์แทงกันที่บริเวณดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าไปทำการตรวจค้น เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ หลังจากที่เข้าไปตรวจค้นแล้วก็พบอุปกรณ์ต่างๆ อย่างที่ได้เรียนไปแล้วนั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังชักถอดกำลังกลับจากบริเวณสะพานมัฆวานฯ มีคนร้ายปาประทัดยักษ์เข้ามาทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย คือคุณวัชรินทร์ กลิ่นมะลิ และคุณนันทนา สังวารสุวรรณ ทั้ง 2 รายได้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเดชาฯ โรงพยาบาลกลาง ต่อมาอีกไม่นานก็มีเหตุระเบิดที่บริเวณเดียวกันขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังชักถอดนั้นอีก 1 ครั้ง ทำให้ตำรวจต้องรับบาดเจ็บอีก 2 นาย คือ ส.ต.ต.โยธา ภาวงศ์ และ นรต.กำพล ฤทธิภักดี ที่ฝึกงานอยู่ที่ บช.น. ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ
ในเวลาใกล้เคียงกัน ที่กระทรวงมหาดไทยมีกลุ่มผู้ชุมนุมจากเวทีปทุมวันและเวทีลุมพินี ประมาณ 600 คน เคลื่อนตัวจากเวทีการชุมนุมทั้ง 2 เวที ไปที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อติดตามสถานการณ์ โดยที่กระทรวงมหาดไทยนั้นในเวลา 11.00 น.มีเหตุการ์ด คปท. ที่กระทรวงมหาดไทยได้ควบคุมตัว ด.ต.ธนัส ผดุงศิลป์ ซึ่งทำงานอยู่ที่ สน.พระราชวัง ซึ่งเข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ก็มีการเข้าไปควบคุมและยึดอาวุธปืน โดยที่ ผบก.น.6 ได้เข้าเจรจาขอตัว โดยที่เรียบร้อยเป็นปกติไม่ได้รับบาดขณะนี้อยู่ระหว่างขออาวุธปืนคืน จากนั้นผู้ชุมนุมที่กระทรวงมหาดไทย ประมาณ 500-600 คน ได้เคลื่อนขบวนไปที่ บช.น. ถ.ศรีอยุธยา เพื่อปราศรัยกดดันแสดงสัญลักษณ์ โดยมี พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รอง ผบช.น. เข้าทำการเจรจาจนถึงขณะนี้ผู้ชุมนุมยุติการปราศรัยและเดินทางกลับแล้ว
ขณะเดียวกันที่บริเวณพื้นที่การชุมนุม บริเวณ ถ. แจ้งวัฒนะก็มีกองกำลังของตำรวจ ภ.1 มีชุดควบคุมฝูงชน จะเข้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมเพื่อเปิดเส้นทางให้พี่น้องประชาชนได้ใช้สัญจร แต่ก็มีผู้ชุมนุมบางส่วนไม่เห็นด้วย เข้าผลักดันตำรวจเข้ามาในพื้นที่มีบางส่วนนั่งขวางทางรถพร้อมสวดมนต์ไม่ให้เจาหน้าที่เข้าไปสามารถดำเนินการขอคืนพื้นที่ได้ ในที่สุดทางเจ้าหน้าที่พยายามไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงจึงได้ถอนกำลังออกจากซอยแจ้งวัฒนะ 14 กลับที่ตั้งเรียบร้อยแล้วในเวลานี้ ซึ่งวันนี้มีเรื่องที่จะนำเรียนให้พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนทราบเพียงเท่านี้
ศรส. แถลง ผลการเข้าดำเนินการบริเวณทำเนียบรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมแสดงความขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความร่วมมืองดการเข้าร่วมชุมนุม และการสนับสนุนทางด้านการเงิน
วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2557) เวลา 13.30 น. ณ ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะกรรมการ ศรส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุม ศรส. ประจำวัน ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ผอ.ศรส. เป็นประธานการประชุม โดยมีมติที่สำคัญ ดังนี้
1. ศรส. ขอแจ้งพี่น้องประชาชนว่า ข้อมูลจากการตรวจสอบของหน่วยงานด้านการข่าวปรากฏมียอดผู้ชุมนุมของ กปปส. สูงสุดเมื่อคืนวานนี้ ช่วงเวลาประมาณ 20.00 นาฬิกา ที่ประมาณ 5,000 คน ซึ่งได้ลดน้อยลงเป็นลำดับอย่างต่อเนื่องทุกวัน ศรส. ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความร่วมมืองดการเข้าร่วมชุมนุม การสนับสนุนด้านการเงิน และการช่วยเหลือต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่ไม่สงบขณะนี้ยุติไปได้ในที่สุด
2. เช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ของ ศรส.ได้เข้าทำการสนธิกำลังเพื่อเข้าไปจับกุมแกนนำ กปปส. ที่ศาลได้อนุมัติหมายจับแล้วหลบซ่อนอยู่ตามที่ชุมนุมต่าง ๆ รวมถึงการ์ดของแกนนำที่อยู่ห้อมล้อม ซึ่งอาจขัดขวางการเข้าจับกุม ก็จะเป็นความผิดซึ่งหน้าที่เจ้าพนักงานสามารถจับกุมได้ทันที ผลการเข้าดำเนินการบริเวณทำเนียบรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปรากฏกลุ่มผู้ต้องหาและการ์ดได้พากันหลบหนี ละทิ้งพื้นที่ที่ได้ยึดถือไว้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่ พบสิ่งผิดกฎหมายได้แก่ อาวุธยาเสพติด และอุปกรณ์การประกอบระเบิดจำนวนมาก ที่แกนนำ กปปส. และการ์ดได้ทิ้งไว้
3. เมื่อวานนี้ จากผลการตั้งด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวการ์ด กปปส. ได้ 1 คน คือ นายไตรฉัตร จันทร์ทองสุข ได้อำพรางตัวโดยแต่งกายชุดตำรวจปฏิบัติการพิเศษ และพกพาอาวุธร้ายแรง ได้แก่ อาวุธปืน 2 กระบอก พร้อมกระสุนปืน จึงได้ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีต่อไป ศรส. ขอเรียนว่าการที่แกนนำ กปสส. จัดให้การ์ดแต่งกายเป็นตำรวจแล้วพกพาอาวุธร้ายแรงเช่นนี้ จะก่อให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจะเกิดความเข้าใจผิดของประชาชนและผู้เข้าชุมนุมที่อาจถูกทำร้ายแล้วเข้าใจผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้กระทำ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเกลียดชังและปัญหาความขัดแย้งมากขึ้นไปอีก
4. กรณีนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำ กปปส. ที่ศาลได้ออกหมายจับประเภทหมาย ฉ. ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จะครบกำหนดควบคุมตัว 7 วัน ในวันอาทิตย์นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวไปขออนุญาตศาลควบคุมตัวต่ออีก ๗ วัน ซึ่งศาลเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวแล้วจึงให้ปล่อยตัวนั้น ศรส.ได้รับแจ้งว่า นายสนธิญาณ ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงคือ ข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อความไม่สงบในบ้านเมือง และร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีพิเศษที่เจ้าพนักงาน ๓ ฝ่ายร่วมกันสอบสวน คือ ตำรวจ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ ได้มีมติแล้วให้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวแก่นายสนธิญาณ และในวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ จะได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอออกหมายขังมีกำหนดครั้งละ 12 วัน ไม่เกิน 7 ครั้ง หรือ 84 วัน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมายปกติ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยจะได้ขอศาลคัดค้านการประกันตัว เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และหากปล่อยตัวไปก็เชื่อว่าจะไปกระทำผิดซ้ำอีก ศรส.ขอยืนยันว่าการปฏิบัติตามที่กล่าวมานี้ เป็นขั้นตอนปกติตามกฎหมายซึ่งไม่อาจปฏิบัติเป็นอื่นได้ และไม่มีการกลั่นแกล้งแต่อย่างใด
5. ศรส.ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้ มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 156 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 165 คดี รวมคดีทั้งสิ้น 321 คดี และศาลได้ออกหมายจับ ให้แล้วจำนวน 59 คน
6. ศรส.ได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 อันเป็นวันครบกำหนดที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ซึ่งอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องในความผิดฐานร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล หรือที่เรียกกันว่า คดี 98 ศพ เมื่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี พ.ศ. 2553 นั้น พนักงานอัยการได้นำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฟ้องคดีเป็นจำเลยต่อศาลไปแล้ว แต่นายสุเทพ ไม่ยอมไปศาล และขอเลื่อนนัดพนักงานอัยการเรื่อยมาถึง 4 นัดแล้ว ดังนั้น พนักงานอัยการจึงไม่อนุญาตให้เลื่อนนัดอีกต่อไป โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษจะได้แจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษไปดำเนินการนำตัวนายสุเทพ มาเพื่อส่งตัวต่อศาลและฟ้องคดีเป็นจำเลย ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้เร่งรีบดำเนินการให้ได้ตัวนายสุเทพ โดยเร็วต่อไป
ผอ.ศรส. แถลง การปฏิบัติการขอคืนพื้นที่บริเวณแยกสวนมิกสวัน สะพานมัฆวานรังสรรค์ และถนนราชดำเนิน ด้วยความละมุนละม่อม พร้อมวอนยุติการชุมนุม
วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2557) เวลา 10.30 น. ณ บริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ผอ.ศรส.) แถลงเกี่ยวกับกรณี การปฏิบัติการขอคืนพื้นที่บริเวณแยกสวนมิกสวัน สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน ว่าการปฏิบัติการของ ศรส.ในครั้งนี้ ได้มีการใช้กำลังจากกองกำกับการตำรวจภูธรภาค 1, 2, 5 และ 7 โดยมี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้รับผิดชอบการประกอบกำลัง ซึ่งการปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ดังกล่าว เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กำชับไว้ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนดำเนินการอย่างละมุนละม่อม เพราะผู้ชุมนุมเปรียบเสมือนญาติ พี่น้อง และเป็นคนไทยด้วยกัน
ผอ.ศรส. กล่าวต่อว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ มีการตรวจพบ ยาเสพติด ในพื้นที่ชุมนุม รวมถึงวัตถุประกอบที่สามารถ ใช้เป็นอาวุธหลายรายการ เช่น หนังสติ๊ก น็อต ตะปู มีด ปะทัดยักษ์ ระเบิดปิงปอง ปุ๋ยยูเรีย ดินประสิว เป็นต้น โดยเห็นว่าไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ จึงขอให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะแกนนำ กปปส. ให้ยุติการชุมนุม พร้อมวิงวอนขอให้ประชาชน ที่เข้าร่วมการชุมนุมกลับบ้าน และหากยังมีการชุมนุม จะมีการขอคืนพื้นที่อีก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล และศูนย์ราชการ จึงขอเตือนผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณกระทรวงมหาดไทย และบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ ให้กลับบ้านเนื่องจากมีการจัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
อย่างไรก็ตามในช่วงบ่ายของวันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2557) ทาง ศรส. จะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับการขอคืนพื้นที่ในสถานที่ราชการต่าง ๆ โดยจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งพื้นที่ใดถูกยึดให้แจ้งได้ที่ ศรส. โดยจะไม่มีการเจรจาจะจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายคือการชุมนุมเกิน 5 คน ผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มีโทษจำคุก 2 ปี และบุกรุกสถานที่ราชการ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 เพื่อไม่ให้มีการยึดสถานที่ราชการอื่น ๆ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (15 ก.พ. 57) เป็นต้นไป ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมดำเนินการขอคืนพื้นที่การชุมนุมทุกพื้นที่ต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






